Disney Hans Zimmer The Lion King ดิสนีย์ ฮานส์ ซิมเมอร์

พ่อ สิงโต และความตาย ศาสตร์แห่งการประพันธ์ดนตรีประกอบภาพยนตร์โดย ฮานส์ ซิมเมอร์ ใน Lion King

Home / Bioscope focus / พ่อ สิงโต และความตาย ศาสตร์แห่งการประพันธ์ดนตรีประกอบภาพยนตร์โดย ฮานส์ ซิมเมอร์ ใน Lion King

เมื่อ 25 ปีที่แล้ว ฮานส์ ซิมเมอร์ คอมโพเซอร์หนังสัญชาติเยอรมันพยายามปฏิเสธดิสนีย์ที่มาติดต่อให้เขาไปประพันธ์เพลงประกอบแอนิเมชั่นเรื่องหนึ่ง โดยเขาแค่รู้สึกว่าดิสนีย์คงไม่พ้นทำเรื่องเกี่ยวกับเจ้าหญิงเจ้าชาย หรือเทพนิยายเพ้อฝันแบบเรื่องก่อนหน้าอย่าง The Little Mermaid (1989), Beauty and the Beast (1991) ซึ่งเขาคิดว่าไม่เหมาะกับตัวเองเท่าไหร่นัก แต่ก็จำเป็นต้องพิจารณาชิ้นงานนี้อย่างเสียมิได้เพราะลูกสาววัยหกขวบรบเร้าให้เขาลองทบทวนการตัดสินใจนี้อีกสักหน่อย

“ตอนนั้น ลูกสาวผมเพิ่งจะหกขวบ เธอเอาแต่บอกผมว่าอยากดูรอบสื่อเรื่องนี้จังเลย ผมก็เลยคิดว่า ถ้ารับทำดนตรีให้เรื่องนี้อาจจะได้ตั๋วพาเธอไปดูรอบสื่อก็ได้นะ เพราะคงพาเธอไปดูหนังจำพวก Black Rain (1989, ริดลีย์ สก็อตต์) หรือหนังเรื่องอื่นๆ ที่ผมทำดนตรีให้ไม่ได้” ซิมเมอร์ว่า “ดังนั้นผมเลยตอบตกลงจะทำเพลงให้แอนิเมชั่นเรื่องนี้ แล้วพอนั่งลงไตร่ตรองดูก็คิดขึ้นมาได้ว่า แย่ละ นี่มันคือหนังที่มีแต่สัตว์ป่าขนปุยทั้งนั้นเลยนี่นา”

แอนิเมชั่นเรื่องนั้นไม่ได้ว่าด้วยเจ้าหญิงหรือเจ้าชาย และห่างไกลจากเทพนิยายแสนสุขที่เขาคิดไว้ในนาทีแรก หากแต่ The Lion King ว่าด้วยลูกสิงห์แห่งทุ่งสะวันนาที่จมอยู่กับบาดแผลหลังต้องทนเห็นพ่อตายต่อหน้า และมีชีวิตอยู่ไปวันต่อวันด้วยการพยายามลืมอดีตอันขมขื่นนั้น มันจึงไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันฟองสบู่แต่กลับเป็นเรื่องหม่นเศร้าที่สัมผัสห้วงประสบการณ์ส่วนตัวลึกซึ้งของซิมเมอร์

“แอนิเมชั่นเรื่องนี้ไม่ได้ว่าด้วยสัตว์ แต่มันว่าด้วยลูกที่สูญเสียพ่อไป… ตัวผมเองเสียพ่อไปตั้งแต่ยังเด็กมากๆ และผมทำใจกับเรื่องนั้นไม่เคยได้เลย” เขาเล่า “จนผมตั้งใจดูการ์ตูนเรื่องนั้นอย่างจริงๆ จังๆ และรู้สึกราวกับว่าการ์ตูนเรื่องนี้เป็นจดหมายสั่งลาของพ่อ และนั่นแหละ เหตุผลว่าทำไมผมถึงรับงานนี้โดยไม่เป็นบ้าไปเสียก่อน เพราะผมได้มีหนทางระบายห้วงอารมณ์ของตัวเอง เช่นเดียวกับเจอหนทางบำบัดที่ถูกต้อง”

ฟากดิสนีย์เองตัดสินใจติดต่อซิมเมอร์หลังจากที่เคยฟังผลงานเขาใน A World Apart (1988) และ The Power of One (1992) ซึ่งหนังทั้งสองเรื่องเซ็ตฉากในแอฟริกาใต้เช่นเดียวกับ The Lion King ทั้งยังผสานรูปแบบทางดนตรีของชนเผ่าไว้อย่างแนบเนียนกลมกลืน ซิมเมอร์จึงเป็นตัวเลือกแรกๆ ที่ดิสนีย์เล็งเห็นและพยายามหาทางดึงเขามาร่วมงานด้วยให้ได้ แอนิเมชั่น The Lion King ปี 1994 นั้นกำกับโดย ร็อบบ์ มินคอฟฟ์ และ โรเจอร์ อัลเลอร์ส สองคู่หูที่เล็งเห็นตรงกันว่า ไม่มีใครเหมาะกับงานนี้ไปมากกว่าซิมเมอร์แล้ว “ฮานส์น่ะทำให้หนังมีชีวิตผ่านเสียงดนตรีครับ” มินคอฟฟ์สาธยาย “มันเป็นความสามารถของเขาแท้ๆ เลยที่ทำให้หนังเรื่องนี้มันเปี่ยมไปด้วยรสชาติแบบแอฟริกา”

“งานของผมคือทำยังไงก็ได้ให้อารมณ์ของคุณสั่นไหวไปตามเรื่องราวเหล่านั้น” ซิมเมอร์ขยายความ “แต่ไปพร้อมกันนั้น ผมก็ระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งที่จะไม่บอกให้คนดูรู้ว่าอารมณ์ที่พวกคุณรู้สึกนั้นคืออะไร ผมจึงคิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำนั้นเป็นเสมือนการเปิดประตูหลายๆ บนเพื่อเชื่อมไปสู่การสัมผัสประสบการณ์ของคนดูอันหลากหลาย

“คนทำหนังเกือบทุกคนน่ะรู้หมดแหละว่าต้องมองผ่านเลนส์ยังไง เฟรมภาพแบบไหน รู้ว่าต้องดัดแปลงบทยังไง บทแบบไหนถึงจะเหมาะกับนักแสดง แต่พอมาเป็นเรื่องของดนตรี ผู้กำกับส่วนมากจะวางใจเหมือนฝากลูกน้อยไว้กับผม เชื่อใจผมมากๆ เพราะผมจะเอาแต่พูดว่า คอร์ดซี-เมเจอร์มันน่าจะเหมาะกับฉากนี้มากเลยนะครับ ซึ่งสำหรับผู้กำกับบางคนจะรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องยากจังเลย แต่ถ้าคุณบอกว่างั้นก็เป็นไปตามนั้นละกัน (หัวเราะ) แต่ผู้กำกับเก่งๆ ส่วนมากจะไม่มาคุยกับผมเรื่องดนตรีเลย เพราะถ้าเขารู้เรื่องดนตรีเขาคงทำเองไปแล้ว

“แล้วเวลาผมทำงาน ผมไม่ได้อยากคุยกับนักแสดง แต่อยากคุยกับตัวละครที่พวกเขาแสดงต่างหาก” เขาอธิบาย “การพยายามตีซี้กับนักแสดงจึงไม่ใช่เรื่องที่ช่วยในการทำงานเท่าไหร่ ยกตัวอย่างแบบนี้ก็ได้ ผมรู้จักกับ ฌอน เพ็นน์ ดีมากๆ เพราะเขาโตขึ้นมาในละแวกเดียวกันกับผม แต่เวลาที่ฌอนแสดงหนัง เวลาที่เขาเป็นตัวละคร ผมจะนึกถึงคาแร็กเตอร์ที่เขาเป็นในหนังเรื่องนั้น”

และผลลัพธ์ของการประพันธ์ดนตรีให้แอนิเมชั่นเรื่องนี้ก็ประสบความสำเร็จสุดขีด ด้วยการส่งซิมเมอร์คว้ารางวัลดนตรีประกอบยอดเยี่ยมของออสการ์ได้เป็นครั้งแรก หลังเข้าชิงจาก Rain Man (1988) มาแล้วก่อนนี้ สกอร์ของซิมเมอร์กลายเป็นภาพจำสำคัญของหนังแม้ไม่มีเนื้อร้องประกอบ โดยเฉพาะ To Die For ที่เคี่ยวคนดูในฉากที่ซิมบ้าวิ่งหนีฝูงกระทิงตื่นและตระหนกสุดขีดเมื่อเห็นมูฟาซ่าพลัดหล่นลงจากผา, King of Pride Rock ที่โหมประโคมขึ้นมาในตอนที่ซิมบ้าหวนคืนบัลลังก์ท่ามกลางเสียงคำรามของฝูงสิงโต

ปีนี้ ดิสนีย์นำเรื่องราวของซิมบ้าหวนกลับสู่โรงภาพยนตร์อีกครั้งในเวอร์ชั่น live-action ที่กำกับโดย จอน ฟาฟโร (Iron Man, The Jungle Book) โดยยังคงองค์ประกอบหลายๆ แบบเดียวกับเมื่อ 25 ปีก่อนไว้ หนึ่งในนั้นคือฝีมือการประพันธ์เพลงของซิมเมอร์ที่หวนกลับมาสู่โลกของการชิงบัลลังก์ ทุ่งสะวันนาและเรื่องราวของซิมบ้าอีกครั้ง “คนเอาแต่จับจ้องไปที่เทคโนโลยี ไปที่กราฟิกคอมพิวเตอร์ แต่สำหรับผม ผมเพียงแต่อยากอัดเสียงทุกอย่างใหม่ อยากถ่ายทอดมันอย่างเต็มที่ และบรรเลงราวกับอยู่ในคอนเสิร์ตเท่านั้นเองครับ” เขาเล่าอย่างสุขใจ “ตอนปี 1994 งบของหนังมันน้อยกว่านี้มาก ผมเลยต้องเล่นดนตรีเองแทบจะทุกชิ้น อย่างผมเนี่ยตีกลองไม่เก่งเอาซะเลย ฉะนั้น เลยพยายามเล่นแบบพื้นฐานมากๆ แต่กับเวอร์ชั่นนี้ผมมีนักดนตรีอาชีพมาบรรเลงทุกตัวโน้ตที่ผมเขียน หากจะมีสักสิ่งที่แปลกไปจากเดิมคือมันได้เคร่งเท่าแต่ก่อนและเปิดโอกาสให้นักดนตรีแสดงอารมณ์ผ่านการเครื่องดนตรีได้มากขึ้น อันนี้เป็นสิ่งที่เทคโนโลยีเอื้อด้วยครับ

“แต่ว่านะ ศาสตร์ของการประพันธ์ดนตรีประกอบนั้นไม่เคยเปลี่ยนแปลงหรอกครับ โดยพื้นฐานแล้วมันคือการตั้งคำถามว่า ‘ทำไมต้องมีเพลงประกอบตรงนี้’ เท่านั้นเอง”