Amber Heard Johnny Depp จอห์นนี เด็ปป์ แอมเบอร์ เฮิร์ด

จอห์นนี เด็ปป์ – แอมเบอร์ เฮิร์ด และมุมกลับของ #MeToo

Home / Bioscope focus / จอห์นนี เด็ปป์ – แอมเบอร์ เฮิร์ด และมุมกลับของ #MeToo

ปลายปี 2017 กระแส #MeToo สั่นสะเทือนฮอลลีวูดครั้งใหญ่เมื่อโปรดิวเซอร์ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของหนังหลายๆ เรื่องอย่าง ฮาร์วีย์ ไวน์สตีน ถูกหญิงสามรายตั้งข้อหาว่าเขาล่วงละเมิดทางเพศพวกเธอ ก่อนที่เขาจะถูกกระชากลงจากบัลลังก์ราชาเมื่อสื่อ The New York Times และ The New Yorker พร้อมใจกันแฉว่าเขาล่วงละเมิดทางเพศผู้หญิงมายาวนานกว่าทศวรรษ ผ่านการใช้อำนาจหน้าที่และความเป็นอภิสิทธิ์ชนของเขาในการลวนลามและข่มขืนเหล่านักแสดงสาว

#MeToo (หรือ ฉันก็ด้วย) ไม่เพียงแต่ส่งให้ไวน์สตีนถูกปลดออกจากตำแหน่งโปรดิวเซอร์ของบริษัทไวน์สตีน ซึ่งเขาก่อตั้งร่วมกับบ็อบ น้องชายของเขามาเป็นเวลากว่าสี่ทศวรรษ, ถูกก่นด่าแบบไม่เหลือที่ยืน ทั้งยังโดนออสการ์ประกาศถอดถอนรายชื่อออกจากสมาชิกของสถาบัน แต่สำคัญที่สุดคือพฤติกรรมคุกคามทางเพศของเขายังทำให้ประเด็นการเรียกร้องสิทธิเหนือเรือนร่างตัวเองของผู้หญิงในฮอลลีวูดถูกจุดขึ้นมาครั้งใหญ่ นักแสดงหลายคนที่เคยถูกล่วงละเมิดทางเพศ -ไม่ว่าจะโดยเขาหรือคนอื่นๆ- ออกมาเปิดอกพูดเรื่องนี้กันเพื่อแสดงจุดยืนว่า การถูกล่วงละเมิดไม่ใช่เรื่องน่าอาย คนที่ควรอับอายและควรถูกประณามคือคนที่ทำต่างหาก!

นอกเหนือจากไวน์สตีน ยังมี เควิน สเปซีย์ ที่ถูกแฉว่าเคยไปล่วงละเมิดนักแสดงเด็กชายจนสเปซีย์ถูกปลดออกจากหนังหลายเรื่องที่เขากำลังแสดงกลางอากาศ แบร็ตต์ เรตเนอร์ โปรดิวเซอร์หนังก็โดนกล่าวหาจนถูกสั่งยกเลิกโปรเจ็กต์ยักษ์หกงานเต็ม และผู้คนเหล่านี้ รวมถึงไวน์สตีน ต่างมีหลักฐานเอาผิดมัดตัวแน่นอนว่าพวกเขาละเมิดสิทธิเหนือเรือนร่างคนอื่นจริงอย่างปฏิเสธไม่ได้ และด้วยกระแสนี้ พลังหญิงก็ได้ระอุขึ้นมาในฮอลลีวูดและในอีกหลายๆ วงการ นำไปสู่การแฉที่วุ่นวายหลายตลบเมื่อบางทีผู้กล่าวอ้างก็ไม่มีหลักฐาน หรือหนักกว่านั้นคือลากยาวไปถึงขั้นทำร้ายร่างกายแบบที่อยู่ดีๆ ไวน์สตีนก็ถูกคนแปลกหน้าสาวหมัดใส่ด้วยเหตุผลที่ว่าเขาเป็น ‘ไอ้เลว’ ของสังคม นำไปสู่ข้อวิจารณ์ของ ไมเคิล ฮานาเคอ คนทำหนังจัดจ้านชาวออสเตรียออกมาแสดงความเห็นต่อกรณีนี้อย่างดุเดือดว่า “การล่าแม่มดมันควรหมดไปตั้งแต่ยุคกลางแล้ว” (!!!)

“ชีวิตและอาชีพของผู้คนในวงการสื่อพังพินาศจนหมด แน่ล่ะ ว่าการข่มขืนหรือการใช้ความรุนแรงทางเพศนั้นสมควรได้รับการลงโทษ แต่นี่มันมีการใส่ร้ายป้ายสีกันอยู่เห็นๆ การบอดใบ้ด้วยความโกรธนั้นไม่นับเป็นข้อเท็จจริงนะครับ” เขาว่า “(#MeToo)มันทำลายชีวิตบางคนที่เรื่องราวความผิดของเขานั้นยังไม่ได้รับการพิสูจน์ว่าจริงเท็จแค่ไหน ที่ทำให้ผมกังวลใจมากๆ คือไอ้ #MeToo นี่มันปลุกเอาลัทธิพิวริตันขึ้นมาอีกครั้ง

“ไอ้การคุกคามทางเพศและความรุนแรงอื่นๆ-ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในผู้หญิงหรือผู้ชาย-นั้นมันควรได้รับบทลงโทษอยู่แล้ว แต่นั่นแหละ การล่าแม่มดมันควรหมดไปตั้งแต่ยุคกลางแล้วนะ ผมว่า”

อีกหนึ่งกรณีที่กลายเป็นข้อวิจารณ์ของสถานะ ‘อยู่บนเส้นด้าย’ อย่างที่สุดและยังคาราคาซังอยู่จนนาทีนี้ คือข้อพิพาทระหว่าง จอห์นนี เด็ปป์ กับ แอมเบอร์ เฮิร์ด

The Rum Diary (2011, บรูซ โรบินสัน) คือหนังที่ชักจูงให้นักแสดงทั้งสองโคจรมาร่วมงานด้วยกัน ก่อนจะคบหาดูใจและจดทะเบียนแต่งงานในปี 2015 ก่อนที่เฮิร์ดจะฟ้องหย่าเด็ปป์ในปี 2016 หลังแต่งกันเพียง 15 เดือน เธอยืนกรานว่าเขาทำร้ายร่างกายเธออย่างรุนแรง กับการปรากฏตัวพร้อมรอยฟกช้ำขนาดใหญ่บนใบหน้า โดยเธอระบุต่อศาลว่าเธอนั้น “ต้องมีห้วงอารมณ์ที่ทุกข์ทนจากการละเมิดทางวาจาและร่างกายจากจอห์นนี ซึ่งนั่นรวมถึงการพฤติกรรมก้าวร้าว ทำให้อับอายและข่มขู่ฉันอย่างรุนแรงเมื่อไรก็ตามที่ฉันตั้งคำถามเกี่ยวกับอำนาจของเขาหรือแสดงความไม่เห็นด้วยกับเขา” ขณะที่เด็ปป์นั้นปฏิเสธทุกข้อกล่าวหามาตั้งแต่นาทีนั้นจนถึงการขึ้นศาลครั้งปัจจุบัน

“ผมขอยืนยันว่า ผมไม่เคยทำร้ายร่างกายคุณเฮิร์ดหรือผู้หญิงคนอื่นๆ” เขายืนยัน “หล่อนคือคนทำผิดและผมคือเหยื่อเสียด้วยซ้ำ หล่อนผสมแอมเฟตามีนและยาอื่นๆ ที่ไม่มีใบอนุญาตให้ซื้อกับแอลกอฮอล และได้กระทำการละเมิดด้วยความรุนแรงต่อตัวผมหลายครั้ง แม้จะต่อหน้าคนอื่นก็ตาม และในบางครั้งก็สร้างความบาดเจ็บให้แก่ร่างกายผมอย่างรุนแรงด้วย” และจากนั้นจึงมีภาพตัวเขาที่เบ้าตาเขียวปั้ดออกสู่สื่อสาธารณะ

ข้อถกเถียงของคนทั้งคู่กลายเป็นที่จับตา ไม่ใช่แค่เพราะพวกเขาเป็นคนดัง แต่เพราะมันดันสอดรับกับกระแส #MeToo ที่โหมกระพืออยู่ในฮอลลีวูดเวลานั้นด้วย แน่นอนว่าเบื้องหลังการแลกหมัดครั้งนี้และอีกหลายๆ ครั้งต่อมาเต็มไปด้วยการฟ้องร้องอันยืดเยื้อและเสียเงินไปมากมาย แต่สิ่งสำคัญที่เราปฏิเสธไม่ได้คือ แม้จะยังไม่มีหลักฐานในการกระทำผิดอย่างเป็นเรื่องราว เด็ปป์ก็ถูกถอดออกจากหนังหลายๆ เรื่องรวมถึงบทที่เขาปลุกปั้นมาด้วยกันกับทีมสร้างในแฟรนไชส์ยักษ์ Pirates of the Caribbean ที่หลังจากรับบทเป็นกัปตัน แจ็ค สแปโรว์ มาตั้งแต่ปี 2003 เด็ปป์ก็เป็นอันถูกถอดออกจากบทนี้ในหนังลำดับต่อไปของแฟรนไชส์เนื่องจากผู้สร้างกลัวว่าข่าวคราวเสียหายและภาพลักษณ์ของเขาจะส่งผลลบแก่ตัวหนัง ด้านหนึ่ง กัปตันสแปโรว์ -ที่แม้จะเมาแอ๋ไปแล้วครึ่งเรื่อง- แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าคือตัวละครที่คนดูรักและผูกพันอย่างยิ่ง และเป็นหนึ่งในบทที่ติดตัวเด็ปป์จนนาทีนี้ การถูกปลดออกจากบทนี้จึงเป็นเรื่องทำใจลำบากสำหรับเด็ปป์ไม่น้อย ยังไม่รวมถึงข้อพิพาทรุนแรงต่อบทพ่อมด กรินเดวัลด์ ในจักรวาล Fantastic Beasts ที่แฟนหนังบางคนเรียกร้องให้ปลดชื่อเขาออกเสียจากบทนี้ก่อนที่ภาค The Crimes of Grindelwald (2018, เดวิด เยสต์) จะถูกปล่อยออกมา ซึ่งทีมสร้างปฏิเสธหัวชนฝาว่าอย่างไรก็ปลดเด็ปป์ออกไม่ได้

และท่ามกลางฝุ่นที่ยังตลบจากข้อถกเถียงนี้ สิ่งสำคัญที่เราอาจจะเห็นได้จากกรณีเด็ปป์กับเฮิร์ดคือความรุนแรงของการกล่าวหา -แน่นอนว่ายังไม่มีหลักฐานมัดตัวแน่ชัดว่าเด็ปป์ทำร้ายเฮิร์ด หรือเฮิร์ดเป็นฝ่ายทำร้ายเด็ปป์- หากแต่ที่น่าสนใจคือสถานะของเด็ปป์ที่ทรุดร่วงลงไปหลังข่าวนี้ ไม่แน่ว่านี่อาจเป็นข่าวที่รุนแรงที่สุดที่เขาเคยต้องเผชิญมาทั้งชีวิตก็เป็นได้ อาจเพราะเหตุที่เขาถูกฟ้องฐานทำร้ายร่างกายก่อน หรืออาจจะด้วยเพราะอะไรอีกหลายๆ อย่าง มันทำให้เรากลับมาพิจารณาจุดยืนของการฟ้องร้อง จุดยืนของ #MeToo ตลอดจนคำพูดของฮานาเคอที่ว่า “(#MeToo)มันทำลายชีวิตบางคนที่เรื่องราวความผิดของเขานั้นยังไม่ได้รับการพิสูจน์ว่าจริงเท็จแค่ไหน ที่ทำให้ผมกังวลใจมากๆ คือไอ้ #MeToo นี่มันปลุกเอาลัทธิพิวริตันขึ้นมาอีกครั้ง

“ไอ้การคุกคามทางเพศและความรุนแรงอื่นๆ-ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในผู้หญิงหรือผู้ชาย-นั้นมันควรได้รับบทลงโทษอยู่แล้ว แต่นั่นแหละ การล่าแม่มดมันควรหมดไปตั้งแต่ยุคกลางแล้วนะ ผมว่า”