Manta Ray Venice Venice Film Festval กระเบนราหู พุทธิพงษ์ อรุณเพ็ง หนังรางวัล หนังไทย หนังไทย 2562

ณ พรมแดนอันพร่าเลือนของผู้ลี้ภัยใน ‘กระเบนราหู’

Home / Bioscope focus / ณ พรมแดนอันพร่าเลือนของผู้ลี้ภัยใน ‘กระเบนราหู’

โดย อินทร์นวัต สังข์มนัส

 

ภาพการเล่นน้ำกันอย่างไร้เดียงสาของเด็กไทยและเด็กพม่าตรงบริเวณแม่น้ำเมยอันเป็นเขตชายแดนระหว่างไทยกับพม่า ปฏิสัมพันธ์อันแสนเรียบง่ายของเหล่าเด็กๆ ที่อาจรู้หรือไม่รู้ถึงการมีอยู่ของอัตลักษณ์และพรมแดนที่แตกต่างกันของพวกเขา กลายมาเป็นภาพติดตาและแรงบันดาลใจสำคัญสำหรับ พุทธิพงษ์ อรุณเพ็ง กับผลงานการกำกับภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของเขาอย่าง ‘กระเบนราหู’ หรือ Manta Ray

โดยประเด็นเรื่องอัตลักษณ์ของมนุษย์ที่พุทธิพงษ์อยู่ในความสนใจมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา ก่อนจะขยับขยายมาโฟกัสอยู่ที่ประเด็นของชาวโรฮิงญาอย่างจริงจังด้วยเหตุการณ์เมื่อปี 2009 ที่ทางการไทยได้ผลักดันเรือของผู้อพยพชาวโรฮิงญาออกจากฝั่งและทิ้งไว้กลางทะเล จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 5 คนและสูญหายกว่าอีก 300 คน รวมไปถึงข่าวการพบหลุมฝังศพชาวโรฮิงญาขนาดใหญ่ราว 30 ศพที่จังหวัดสงขวาเมื่อปี 2015 “‘กระเบนราหู’ คือผลงานที่ผมอุทิศแด่เหยื่อจากเหตุการณ์เหล่านั้น” พุทธิพงษ์กล่าวไว้ในถ้อยแถลงของผู้กำกับ

แต่มันก็อาจน่าเสียดายไปหน่อย หากเราจะตัดสินหนังจากแถลงการณ์ข้างต้นของผู้กำกับหรือจากข้อความ “แด่โรฮิงญา” ที่ขึ้นมาในตอนต้น แล้วมองมันเป็นแค่หนังที่กล่าวถึงชาวโรฮิงญาในไทยเพียงเท่านั้น เพราะอันที่จริงแล้วความสามัญธรรมดาของเรื่องราวใน ‘กระเบนราหู’ ที่ว่ากันด้วยความสัมพันธ์ของชาวประมงคนหนึ่งที่เข้าไปช่วยเหลือชายคนหนึ่งที่กำลังบาดเจ็บอยู่ มันกลายเป็นเหมือนกับสื่อกลางที่ผู้ชมจากทั่วทุกมุมโลกสามารถเข้าถึงได้เหมือนๆ กัน

“มันก็แค่หนังที่ว่าด้วยเรื่องของมนุษย์กับมนุษย์ด้วยกัน ไม่ได้พูดเฉพาะเจาะจงลงไปที่ชนชาติใด ซึ่งผู้ชมชาวต่างชาติเขาก็สัมผัสได้ถึงความเป็นผู้อพยพในหนังของเรา เขาบอกว่าไม่รู้จักโรฮิงญามาก่อน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในหนัง มันก็เกิดขึ้นที่ประเทศเขาเหมือนกัน” พุทธิพงษ์พูดถึงประเด็นความสัมพันธ์ของมนุษย์ในหนังของเขาที่มันทำหน้าที่เป็นเสมือนกับภาษาสากลเชื่อมผู้ชมจากหลากหลายประเทศทั่วโลกเข้าไว้ด้วยกัน

โดยเรื่องราวสามัญธรรมชาติที่หนังกล่าวถึง ไม่ว่าจะเป็นทั้งเรื่องของถิ่นอาศัยที่อยู่, ขอบเขตของพรมแดน รวมไปถึงอัตลักษณ์ที่กำหนดความเป็นมนุษย์ของเรากันอยู่เนืองๆ ทั้งหมดถูกเล่าผ่านวิสัยทัศน์อันยอดเยี่ยมของพุทธิพงษ์ที่หลอมละลายเส้นแบ่งระหว่างความจริงกับความฝันไว้ได้อย่างชวนตราตรึง และจากวิธีการเล่าเรื่องที่ประณีตโดดเด่นประกอบเข้ากับเรื่องราวที่เป็นสากล จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ตัวหนังจะกวาดทั้งรางวัลและคำชื่นชมจากเทศกาลหนังต่างแดนมามากมาย

แต่ก็คงไม่มีที่ใดที่สามารถเปิดโอกาสให้ ‘กระเบน’ ตัวนี้ได้ผลิดอกออกผลมากที่สุดเท่ากับการกลับมาเปิดตัวในบ้านเกิดของมันอย่างไทย “ผมตื่นเต้นกับการฉายหนังเรื่องนี้ในไทยมากกว่าทุกประเทศที่ไปฉายมาเลย” พุทธิพงษ์กล่าวในงานเปิดตัวหนังเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งผลลัพธ์ของมันก็น่าตื่นเต้นอย่างที่ผู้กำกับกล่าวไว้จริงๆ เพราะจากการที่หนังพูดถึงประเด็นสากลระดับโลกอย่างวิกฤตผู้ลี้ภัย แต่บรรจุทุกอย่างไว้ภายใต้บริบทของไทยที่เราคุ้นเคย(ที่สุดเท่าที่จะเป็นได้) มันจึงเป็นเหมือนการเปิดโอกาสให้ผู้ชมชาวไทยได้สามารถเลือกขอบเขตการมองหนังเรื่องนี้ได้ด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะมองมันในลักษณะเฉพาะเจาะจงกับสถานการณ์โรฮิงญาทางภาคใต้ของไทย หรือจะมองมันเป็นเรื่องของการปะทะกันทางอัตลักษณ์ที่แตกต่างกันของมนุษย์ที่ไม่ว่าใครชาติไหนก็ต้องเผชิญ

นอกเหนือไปจากเค้าโครงหลักที่เปิดกว้างของเรื่องแล้วนั้น การตัดสินใจเล่าเรื่องโดยเลือกให้ข้อมูลอย่างจำกัดกับคนดูก็ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีการนำเสนอช่วยขยายขอบเขตของหนังออกไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราทราบแค่ว่าชายผมทองที่ไม่ถูกเอ่ยชื่อเลยในหนัง เป็นแรงงานประมงชาวไทยที่มีชีวิตอยู่อย่างอ้างว้าง ส่วนชายผู้ได้รับบาดเจ็บมาก็ดูจะละม้ายคล้ายคลึงกับผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญา เขาไม่พูดไม่พูดจาโดยที่เราไม่อาจรู้ถึงสาเหตุที่แท้จริงได้เลยว่าเขาเป็นใบ้หรือแค่ไม่เข้าใจภาษาไทย ซึ่งการมีอยู่และไม่มีอยู่ของข้อมูลบางส่วนตรงนี้เองที่กลายมาเป็นอีกหนึ่งกลไกหลักของหนัง มันช่วยให้ผู้ชมแต่ละคนสามารถจับใจความผ่านประสบการณ์ส่วนตัวได้อย่างหลากหลายแตกต่างกันไป

จุดเด่นอีกประการหนึ่งของหนังที่ไม่สามารถละไปได้เป็นอันขาดก็คือ รายละเอียดในเรื่อง ‘ภาพ’ และ ‘เสียง’ ที่พุทธิพงษ์บรรจงใส่ลงไปในหนัง ไล่กันไปตั้งแต่ภาพของตำนานหินหลากสีที่ส่องแสงผุดขึ้นมารับแสงจันทร์ในป่าลึก, ไฟดิสโก้ราคาย่อมเยาจำนวนมากที่ส่องแสงอาบตัวละครหลักทั้งสองไว้อย่างชวนหลงใหล ตลอดไปจนถึง ‘เสียงกังวานในลำคอ’ อันเป็นเสียงเดียวของตัวละครผู้ลี้ภัยคนนี้-ที่ผู้กำกับเล่าถึงเบื้องหลังชวนตะลึงว่า มันเกิดจากการรวมเสียงชาวโรฮิงญาหลายสิบคนเข้าไว้ด้วยกัน! – ทั้งหมดเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่มาช่วยเสริมสร้างให้เรื่องราวที่เกิดขึ้นในหนังมันทั้งพร่าเลือนและสว่างสุกสกาวไปพร้อมๆ กันอย่างน่าอัศจรรย์ใจ

“ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าพลังของภาพยนตร์ยังหลงเหลืออยู่แค่ไหนในยุคนี้ สิ่งที่พอจะทำได้ก็แค่พาคนดูมาถึงจุดหนึ่ง คนดูจะกระโดดใส่ปัญหาที่อยู่ในจอหรือถอยกลับไป เราก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว” พุทธิพงษ์ตอบอย่างตรงไปตรงมาถึงประเด็นความสามารถของศิลปะภาพยนตร์ในการสร้างความเปลี่ยนแปลง แต่บางทีการปรากฏตัวขึ้นมาของภาพยนตร์แบบ ‘กระเบนราหู’ ที่เป็นเสมือนคำเชื้อเชิญให้ผู้ชมได้มาตรึกตรองถึงทัศนคติมุมมองต่อสิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ทั้งหลาย ก็อาจเป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุดของพุทธิพงษ์ที่มีต่อคำว่า ‘พลังของภาพยนตร์’

‘กระเบนราหู’ เปิดตัวครั้งแรกที่เทศกาลหนังเมืองเวนิซเมื่อปีก่อน พร้อมกับสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นหนังไทยเรื่องแรกที่คว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในสายรอง (Orizzonti) หลังจากนั้นหนังก็ออกเดินทางฉายตามเทศกาลภาพยนตร์กว่า 50 แห่งทั่วโลกตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ก่อนที่จะได้ฤกษ์มาเข้าโรงฉายในไทยอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยหนังจะเข้าฉายที่ House RCA และโรงภาพยนตร์ในเครือเมเจอร์ซีนีเพล็กซ์แบบจำกัดโรง