มะลิลา หนังฝรั่งเศส อนุชา บุญยวรรธนะ

‘รัฐสนับสนุนวงการหนังได้อย่างไร กรณีศึกษาจากฝรั่งเศส’ เมื่อภาพยนตร์เป็นมากกว่าสินค้าพาณิชย์

Home / Bioscope focus / ‘รัฐสนับสนุนวงการหนังได้อย่างไร กรณีศึกษาจากฝรั่งเศส’ เมื่อภาพยนตร์เป็นมากกว่าสินค้าพาณิชย์

เมื่อราวเดือนมีนาคมที่ผ่านมา การขึ้นรับรางวัลกำกับยอดเยี่ยมเวทีสุพรรณหงส์จากหนัง ‘มะลิลา’ ของ อนุชา บุญยวรรธนะ กลายเป็นประเด็นครึกโครมเมื่อเธอกล่าวว่า “ภาพยนตร์ไทยไม่ได้รับการปกป้อง ไม่ได้รับการส่งเสริมจากรัฐบาลที่ผ่านมาเท่าที่ควร” นำมาสู่ข้อสงสัยและการถกเถียงว่า ตัวหนังของเธอนั้นได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรมจากรัฐผ่านการให้เงินทุนจากกระทรวงวัฒนธรรมไม่ใช่หรือ แล้วอย่างนี้ไม่นับเป็นการสนับสนุนจากรัฐหรืออย่างไร

ก็อาจจะนับ… แต่เราอาจต้องถามต่อไปว่า การให้แค่เงินทุนนั้นมันพอไหม

“รัฐสนับสนุนวงการหนังได้อย่างไร กรณีศึกษาจากฝรั่งเศส” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 11 กรกฏาคมที่ผ่านมาที่ห้องสมุด Neilson Hays สิ่งที่น่าสนใจคือภาพรวมที่ เฟรเดอริก อัลลอยด์ หัวหน้าส่วนภาพยนตร์ประจำสถานทูตฝรั่งเศส และ เจเรมี เซกีย์ ผู้แทน UniFrance บอกไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มงานเสวนา ว่าโดยตรรกะและวิธีคิดแล้ว รัฐบาลฝรั่งเศสมองว่าภาพยนตร์เป็น soft power ที่ทรงพลังมากเท่าๆ กันกับ hard power -อันหมายถึงพลังทางเศรษฐกิจและกองกำลังทหาร- ของหลากประเทศ ที่ช่วยในการขยับขยายพื้นที่การประชาสัมพันธ์วัฒนธรรมของฝรั่งเศส

ภาพยนตร์ วัฒนธรรมและความเป็นฝรั่งเศส เกี่ยวเนื่องกันอย่างแยกไม่ออก สำหรับชาวฝรั่งเศสและรัฐบาล ภาพยนตร์ไม่ได้เป็นเพียงสื่อบันเทิงที่เข้ามาฉายในโรงแล้วรอวันออก หากแต่มันคือศิลปะทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่า รัฐบาลเชื่อว่าศิลปะทางวัฒนธรรม (ภาพยนตร์, ดนตรี, วรรณกรรม ฯลฯ) คือหนึ่งในสิ่งที่ระบุชี้ถึงความเป็นฝรั่งเศส และเป็นรากฐานอันแข็งแรงที่ยึดโยงผู้คนไว้ด้วยกัน

ความสำคัญของภาพยนตร์ฝรั่งเศสนั้นสะท้อนผ่าน “ปฏิวัติพฤษภา 1968” การปะทะระหว่างนักศึกษาและเจ้าหน้าที่รัฐเริ่มขึ้นอย่างไม่รุนแรงนัก ก่อนขยายวงกว้างในทันทีเมื่อโรงหนัง  Cinémathèque Française -ที่นำเอาหนังนอกกระแสและหนังต่างประเทศ มาฉายในราคาย่อมเยาว์จนเป็นแหล่งชมนุมของนักศึกษาที่รักหนัง- โดยก่อตั้งโดย อองรี ล็องกลัวส์ หากแต่ช่วงปี 1968 เกิดความสั่นคลอนทางการเมืองจนล็องกลัวส์ถูกเจ้าหน้าที่รัฐเรียกพบและสั่งห้ามฉายหนังโดยสิ้นเชิง ทั้งยังปิดโรง Cinémathèque และนั่นเองที่เป็นจุดระเบิดสำคัญที่ทำให้คนหนุ่มสาวเข้ามาร่วมชุมนุมเพื่อแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยต่อปฏิบัติการจากภาครัฐ (เล่ากันว่า ฟร็องซัวส์ ทรุฟโฟต์, ฌ็อง-ลุก โกดาด์ และเหล่าคนทำหนัง French New Wave ในวัยขบเผาะก็กระโจนเข้าร่วมการชุมนุมแทบจะในทันที)

ความสำคัญของภาพยนตร์ในฐานะวัฒนธรรมนี้ได้รับการตอกหมุดหมายให้แข็งแรงยิ่งขึ้นในปี 1993 อัลลอยด์อธิบายว่านั่นเป็นปีที่สำคัญของหนังฝรั่งเศส “เพราะในปีนั้น ได้เกิดข้อตกลงทางวัฒนธรรม ว่าหนังซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมนั้นจะไม่ถูกนับเป็นสินค้านำเข้าและส่งออกแบบเดียวกับสินค้าทั่วๆ ไป นำมาสู่การเกิดอนุสัญยาว่าด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรมในเวลาต่อมาครับ”

นั่นหมายถึง Culture Exception สินค้าที่เป็นวัฒนธรรมนั้นได้รับการตีความว่าแสดงถึงค่านิยมของสังคมและความเป็นฝรั่งเศส มันจึงไม่ถูกจัดให้อยู่ในหมวดหมู่เดียวกับสินค้าเชิงพาณิชย์อื่นๆ (เช่น จักรยานยนต์ คอมพิวเตอร์ ฯลฯ) รัฐบาลฝรั่งเศสจึงไม่ระบุให้ศิลปะเชิงวัฒนธรรมเป็นส่วนหนึ่งของกลไกหรือกติกาทางการตลาดแบบสินค้าอื่นๆ ทั้งยังจัดการเข้าแทรกแซงระบบการตลาดด้วยการจัดสรรพื้นที่ให้หนังฝรั่งเศสมีโควต้าในการได้พื้นที่ฉายมากกว่าหนังฮอลลีวูดและประเทศอื่นๆ เพื่อเป็นการอุดหนุนอุ้มชูหนังในประเทศตัวเอง และจัดตั้งหน่วยงานรัฐ CNC (Centre national du cinéma et de l’image animée) ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งที่แยกตัวออกมาจากกระทรวงวัฒนธรรม มีหน้าที่ในการให้งบประมาณจะจัดการดูแลอุตสาหกรรมภาพยนตร์ทั้งระบบ (ผู้กำกับ, โปรดิวเซอร์ ตลอดจนโรงภาพยนตร์) 

โครงสร้างขององค์กร CNC นั้นก่อกำเนิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง อันเป็นช่วงเวลาที่โลกเข้าสู่การต่อสู้ทางการตลาดนอกเหนือไปจากการพุ่งรบ การประกาศความเป็นชาติถูกขยายผ่านวัฒนธรรมอื่นๆ รวมถึงภาพยนตร์ ดังนั้น CNC จึงเป็นหน่วยงานรัฐที่ไม่ใช่แค่สนับสนุนคนทำหนังในแง่งบประมาณ แต่รวมถึงการทำความเข้าใจตลาดและการแข่งขัน เงื่อนไขที่ทำให้ CNC ทำงานและหาเงินมาสนับสนุนคนทำหนังได้คือการเก็บภาษีจากตั๋วหนังจากค่าตั๋ว 10.72 เปอร์เซ็นต์ (และหากเป็นหนังผู้ใหญ่ที่มีความรุนแรงก็จะเก็บที่ 50 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว!) ดังนั้น ใครก็ตามที่ไปดูหนังในโรงฝรั่งเศส -ไม่ว่าจะหนังเรื่องอะไร เป็นหนังสัญชาติไหนก็ตาม- ก็จะจ่ายภาษีโดยทางอ้อมแล้วนั่นเอง

ถามว่าการที่รัฐแทรกแซงกลไกการตลาดเช่นนี้มันส่งผลต่อคนดูอย่างไร คำตอบนั้นส่งผลต่อกันเป็นลูกโซ่ นั่นคือทำให้คนทำหนังฝรั่งเศสกล้าจะทำหนังที่มีความหลากหลาย หลากแนวเพราะถึงอย่างไรก็แน่ใจว่ารัฐจะจัดสรรจำนวนจอให้พวกเขา จากนั้น เมื่อในโรงเต็มไปด้วยหนังสารพัดแนว พวกเขาจึงมีตัวเลือกมากมายในการจะดูหนังสักเรื่อง ทั้งยังเป็นการบ่มเพาะรสนิยมการดูหนังที่อยู่นอกเหนือไปจากหนังที่ครองโรงยาวนาน “ปี 2018 ที่ผ่านมา หนังที่เข้าฉายในโรงฝรั่งเศสแบ่งเป็นหนังฝรั่งเศส 39.5 เปอร์เซ็นต์ หนังอเมริกัน 45.3 เปอร์เซ็นต์ หนังยุโรป 13 เปอร์เซ็นต์และสัญชาติอื่นๆ อีก 2.1 เปอร์เซ็นต์” อัลลอยด์อธิบาย (พบโมเดลแบบนี้ได้ในรัฐบาลเกาหลีใต้หรือจีน ที่จำกัดรอบฉายหนังต่างประเทศเพื่อเอื้อพื้นที่ให้หนังในประเทศตัวเอง)

ดังนั้น รัฐบาลฝรั่งเศสจึงพยายามสนับสนุนคนทำหนังนอกกระแสหรือหนัง Art House เพื่อความหลากหลาย เช่นเดียวกับเปิดโอกาสให้คนทั่วไปร่วมเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมนี้ เพื่อคนทำหนังหรือกลุ่มทุนหน้าใหม่ๆ ที่ในเวลาต่อไปจะเป็นต้นธารสำคัญของการทำหนังรสชาติไม่ซ้ำเดิม

“คุณไม่รู้หรอกว่าจะชอบหรือไม่ชอบอะไร จนกว่าจะได้ลองมัน… ภาพยนตร์ก็เหมือนกันนั่นแหละครับ” เขาปิดท้าย