Dacre Montgomery Netfilx Stranger Things เดเกอร์ มอนต์โกเมอรี เน็ตฟลิกซ์

‘บิลลียังบ้าได้มากกว่านั้น’ เดเกอร์ มอนต์โกเมอรี อดีตลูกไล่ที่กลายมาเป็นสัตว์ร้ายแห่ง Stranger Things

Home / Bioscope focus / ‘บิลลียังบ้าได้มากกว่านั้น’ เดเกอร์ มอนต์โกเมอรี อดีตลูกไล่ที่กลายมาเป็นสัตว์ร้ายแห่ง Stranger Things

“พระเจ้า! ที่นี่แม่งห่วยแตกเป็นบ้า”

บิลลี ฮาร์โกรฟ ปรากฏตัวอย่างดุดันและก้าวร้าวสุดขีดใน Stranger Things ซีซั่น 2 ที่ออกอากาศทางเน็ตฟลิกซ์เมื่อปี 2017 เขาเป็นเด็กหนุ่มที่เพิ่งย้ายเช้ามาในเมืองฮอว์กินส์ ขับเชฟโรเลต คามาโร่และสูบบุหรี่แทบจะทุกครั้งที่ปรากฏตัว เขาคุกคามนักเรียนรุ่นเดียวกันตลอดจนเด็กที่เล็กกว่า ไม่ลังเลหากจะใช้ความรุนแรงจัดการปัญหา

และการกลับมาของบิลลีในซีซั่นที่ 3 ซึ่งเพิ่งจะออกฉายเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมานี้ ยิ่งทำให้เราลังเลว่าเราควรรู้สึกอย่างไรกับเด็กหนุ่มผู้คลุ้มคลั่ง หลงใหลความรุนแรงทว่าก็บอบช้ำทางจิตใจรายนี้ดี ซึ่งความสับสนกังวลนี้ได้เป็นหนึ่งในพัฒนาการทางอารมณ์ของตัวละครที่ แม็ตต์ และ รอสส์ ดัฟเฟอร์ -สองพี่น้องที่จับมือกันรังสรรค์เรื่องราวในมิติคู่ขนานและโลกที่หมุนตีลังกา- ตั้งใจวางไว้แต่แรก หากแต่ความบ้าคลั่ง คุกคามสุดขีดจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปราศจากการแสดงของ เดเกอร์ มอนต์โกเมอรี

พี่น้องดัฟเฟอร์พยายามแคสติ้งเพื่อหานักแสดงมารับบทวายร้ายคนใหม่ของซีรีส์เรื่องนี้ และวันหนึ่ง พวกเขาก็ได้รับเทปออดิชั่นส่งตรงมาจากเมืองเพิร์ธ, ออสเตรเลีย เด็กหนุ่มผมทอง นัยน์ตาสีฟ้าจัดปรากฏตัวขึ้นในกล้อง หน้าอกเปลือยเปล่า เขากล่าวแนะนำตัวสั้นๆ แค่ “หวัดดีครับ ผมเดเกอร์ ออดิชั่นในบทบิลลี” แล้วจากนั้นจึงเป็นการแสดงโซโล่เดี่ยวที่คุกคามและชวนสติแตก ตามมาด้วยการเต้นอย่างบ้าคลั่งในเพลง Hungry Like the Wolf เพลงยอดฮิตของวง Duran Duran ประจำยุค 80 ซึ่งเป็นยุคที่อยู่ในซีรีส์ มันจึงนับเป็นเทปออดิชั่นที่ทรงพลังและชาญฉลาดในการดึงความสนใจของทีมงานอย่างยิ่ง

“ผมเดาว่าพวกเขาคงได้รับเทปออดิชั่นบทนี้เป็นพันๆ เทปได้ก็เลยต้องหาวิธีให้พี่น้องดัฟเฟอร์สนใจ” มอนต์โกเมอรีว่า อันที่จริง เขาเพิ่งได้รับข้อมูลเกี่ยวกับบทนี้จากตัวแทนเพียงวันเดียวก่อนหน้าลงมืออัดเทปออดิชั่น “ผมเหมือนเป็นบ้าไปเลย โกนหนวดเคราทั้งหมดเหลือไว้แค่หนวด โทรศัพท์หาเพื่อนที่เรียนการแสดงอยู่ในมหาวิทยาลัย ขอให้พวกเขามาอ่านบทตอนผมอัดเทปออดิชั่นให้หน่อย แล้วจากนั้น ผมก็ลงมือทำทั้งหมด รวมถึงการเต้นนั่นด้วย สวมแค่กางเกงในจี-สตรีงแล้วก็เต้นไปตามเพลง”

แน่นอนว่าเทปออดิชั่นนั้นได้ผลอย่างดี พี่น้องดัฟเฟอร์ติดต่อให้เด็กหนุ่มจากเมืองเพิร์ธที่เพิ่งแจ้งเกิดจาก Power Rangers (2017, ดีน อิสราเอลไลต์) มารับบทเป็นบิลลี ฮาร์โกรฟในทันที “ไอเดียแรกๆ ที่เรามีในซีซั่นที่ 2 คือการเพิ่มตัวละครอย่างบิลลีนี่แหละ” รอสส์ ดัฟเฟอร์เล่าอย่างรื่นเริง “อย่างในหนิยายของ สตีเฟน คิง (ราชานิยายสยองขวัญ ที่งานเขียนของเขาได้รับการตีพิมพ์มหาศาลในยุค 80) มักมีตัวละครที่เป็นปีศาจเสมอ แต่ก็เป็นปีศาจที่มีความเป็นมนุษย์ด้วยในตัวละครของเขา”

นั่นเพราะ Stranger Things ว่าด้วยการปะทะกันระหว่างมนุษย์กับสัตว์ประหลาดในโลกคู่ขนาน ดังนั้น ตัวละครส่วนใหญ่ของเรื่องจึงมีลักษณะเป็นคนดีและอยู่กับร่องกับรอยเสมอ… แล้วจะเกิดอะไรขึ้นถ้ามีตัวละครที่เป็นมนุษย์ หากแต่เลวร้ายและรุนแรงเท่าสัตว์ประหลาดจากอีกโลกนั่นล่ะ!

“อันที่จริง เราอยากใส่ไอเดียตัวละครนี้ไปในตัวสตีฟ แต่เราดันตกหลุมรักเจ้า โจ เคอรี (คนรับบทเป็นสตีฟ ฮาร์ริงตัน) ไปแล้วน่ะสิ” ดัฟเฟอร์ว่า “ก็เลยต้องหาตัวละครอื่นมาแทน ตัวละครสักตัวที่เลวร้ายและยังเป็นมนุษย์อยู่”

แต่ชีวิตจริงของมอนต์โกเมอรีแทบจะเรียกได้ว่าคนละโลกกับบิลลี เขาเป็นเด็กออสเตรเลียเก็บเนื้อเก็บตัวและอ้วนตุ้ยนุ้ย ทั้งกว่าแม่จะยอมให้ดูโทรทัศน์ก็อายุร่วมห้าขวบแล้ว ความทรงจำของมอนต์โกเมอรีกับซีรีส์หรือภาพยนตร์จึงห่างเหินพอสมควร แถมชีวิตเมื่อต้องไปเข้าโรงเรียนก็ไม่ได้น่าประทับใจนัก เขาไม่เล่นกีฬา พูดน้อยและเข้าหาคนไม่เก่ง รวมทั้งมีร่างกายอ้วนท้วนกว่าเด็กวัยเดียวกันจนกลายเป็นเป้านิ่งในการถูกรุมแกล้ง “ตอนเด็กๆ ผมอ้วนมาก ตัวใหญ่เบ้อเร่อเลยฮะ” เขาเล่า “เพื่อนก็ไม่ค่อยมีเลยโดนแกล้งประจำ แถมไม่เล่นกีฬาอะไรกับใครเขาด้วย”

ไม่มีอะไรโดดเด่น มอนต์โกเมอรีเป็นเด็กอ้วนที่ไม่ได้เป็นที่รักของคุณครูเท่ากันกับที่ไม่มีใครเกลียดเขาจริงๆ จังๆ เช่นกัน “ผมไม่ใช่เด็กดี ไม่ใช่เด็กเลว ผมแค่ไม่มีตัวตนน่ะ” เขาเล่ายิ้มๆ “เรียนก็ไม่ได้ดีอะไร ใช้ชีวิตไปวันต่อวันเท่านั้นเอง”

เด็กชายผู้จืดจางของชั้นเรียนไม่ได้วาดฝันถึงชีวิตการเป็นนักแสดง หากแต่ในวัย 12 ปี เขาออกเดินทางไปยังแวนคูเวอร์, แคนาดาเพื่อท่องเที่ยวและหาประสบการณ์ระหว่างปิดภาคเรียน ด้วยน้ำหนักที่มากกว่าเด็กรุ่นเดียวกันเกือบเท่าตัว เขาไปสะดุดตาเข้ากับใครคนหนึ่งที่เป็นเอเย่นต์ในแวดวงนักแสดง -เปล่า มอนต์โกเมอรีไม่ได้ถูกทาบทามให้เป็นนักแสดง “แต่เอเย่นต์คนนั้นเดินมาบอกผมแค่ว่า ให้ไปลองลดน้ำหนักตัวมา 25 กิโลกรัมดู”

และเด็กที่ไม่เคยแตะกีฬา ทำตัวเงียบเชียบในห้องเรียน ปรารถนาจะไม่ไปเตะตาใครเข้า ก็หัดออกกำลังกายอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก ไปพร้อมกันนั้น เขาก็สมัครเข้าเรียนการแสดงชมรมท้องถิ่นละแวกบ้าน (เพื่อฆ่าเวลาเป็นส่วนใหญ่) บวกกันกับที่ตัวเขาเติบโตมากับพ่อแม่ที่ทำงานเป็นทีมงานหลังกล้องในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่ออสเตรเลีย เขาจึงซึมซับบรรยากาศตลอดจนวิธีคิดแบบภาพยนตร์มาตั้งแต่เด็กโดยไม่รู้ตัว (“มันไม่ใช่แค่นักแสดงที่ทำงานหน้ากล้องเท่านั้นนะครับ หลังกล้องเองก็เต็มไปด้วยคนที่ทำงานอย่างหนักและต้องได้รับความเคารพเช่นกัน”) และนั่นเป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งที่ทำให้เขามองหาสิ่งที่เป็นแกนลึกของตัวละครมากกว่าการแสดงมันออกมาอย่างจัดจ้านเสมอ

“ผมอยากเข้าใจเกี่ยวกับแม่ที่แท้จริงของบิลลีให้มากกว่าเดิม เลยไปคุยกับพี่น้องดัฟเฟอร์สักดือนหรือสองเดือนก่อนหน้าที่เขาจะเขียนบทซีซั่นที่ 3 ผมบอกไอเดียบ้าๆ เกี่ยวกับอดีตของบิลลีให้สองพี่น้องดัฟเฟอร์ฟัง” มอนต์โกเมอรีว่า “แล้วเขาก็เอาไปเขียนในบทซึ่งมันช่วยเรื่องการไถ่บาปคืนของตัวละครในซีซั่นนี้ด้วยครับ แล้วมันแสดงให้เห็นว่าพวกเขารับฟังความเห็นของนักแสดง เวลาเข้าฉากแต่ละที ผมก็มักหอบเอาความคิดคลั่งๆ มากมายไปเล่าใฟ้พวกเขาฟัง ซึ่งพวกเขาจะเลือกไอ้อันที่ฟังดูบ้าที่สุดไปคิดแล้วดัดแปลงเป็นอะไรสักอย่างเสมอแหละฮะ”

สำหรับมอนต์โกเมอรี บิลลีไม่ใช่แค่เด็กหนุ่มร้ายกาจที่ทุกคนต้องเฝ้าระวัง หากแต่เป็นคนที่เปราะบางทางอารมณ์และสภาพจิตใจอ่อนไหวอย่างที่สุด ตัวละครที่ปรากฏตัวอย่างบ้าคลั่งในซีซั่นที่ 2 โดยที่คนดูแทบไม่รู้เลยว่าบิลลีเป็นใครมาจากไหน รู้แต่เขาเป็นพี่ชายคนละพ่อคนละแม่กับ แม็กซ์ เด็กหญิงที่เป็นเพื่อนสนิทในกลุ่มของตัวละครหลัก ย้ายมาจากแคลิฟอร์เนียและขับเชฟโรเลต คามาโร่คันโต เขาเอาแต่อาละวาดไปทั่วเมืองฮอว์กินส์ โดยที่แทบไม่มีใครเอ่ยถามถึงชีวิตก่อนหน้าของเขาเลย

“แคลิฟอร์เนียเองก็ไม่ใช่ที่ที่เขาอยากอยู่ เขาไม่มีรากอะไรให้ยึด เพื่อนก็ไม่ได้มี” มอนต์โกเมอรีอธิบายตัวละคร “นั่นแหละ เขาถึงได้เอาแต่อยู่ในรถ มองทุกอย่างรอบตัวเคลื่อนไหวผ่านไป มันเปราะบางไปหมด ไม่มีอะไรที่ทำให้เขารู้สึกมั่นคงได้เลย

“เหมือนบุหรี่ คุณซื้อมันมา จุดไฟ มันเผาไหม้ตัวเอง นั่นแหละที่แน่นอน นั่นแหละที่เชื่อถือได้ คุณแค่กลับเข้าไปอยู่ในรถ สตาร์ตเครื่อง ขับออกไป มันเข้าใจได้ เข้าใจได้ หากแต่ความสัมพันธ์กับผู้คนมันไม่ได้เป็นเช่นนั้นสำหรับบิลลี”

การต้องมารับบทเป็นนักล่าที่คอยทำลายคนอื่นในซีรีส์ สำหรับมอนต์โกเมอรีที่ใช้ชีวิตวัยเด็กเป็นลูกไล่และเหยื่อของเด็กคนอื่น ก็ไม่แปลกหากเขาจะหยิบจับช่วงเวลาประสบการณ์นั้นไม่ใช้แทนค่าในการแสดง ในฐานะที่เป็นสมการอีกด้านหนึ่งของการกลั่นแกล้งคนอื่น และเวลานี้ เมื่อเขาสวมร่างเป็นบิลลี เขาคืออีกฝั่งของตัวเองในวัยเด็ก “ตอนผมเรียนไฮสกูลนี่โดนรังแกประจำ การได้มารับบทเป็นบิลลีเลยน่าสนใจไม่น้อยเพราะมันทำให้เราเห็นอีกมุมของตัวละคร มันมีอีกด้านเสมอแหละ บางทีนะ คนที่แกล้งผมเขาก็คงสับสนพอๆ กันกับผมตอนนั้นแหละ มันคือชีวิตของคนคนหนึ่ง มันมีรายละเอียด มีเบื้องหลัง มีสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ในครอบครัวพวกเขา”

เพื่อจะสอดรับกับธีมหนังที่อยู่ในยุค 80 บวกรวมกับไอเดียของทีมสร้างที่อยากได้ตัวละครผู้เป็นมนุษย์แสนเลวร้ายแบบในนิยายของสตีเฟน คิง มอนต์โกเมอรีจึงไล่ดูงานแสดงของ แจ็ค นิโคลสัน ซึ่งรับบทมนุษย์ที่มีจิตใจคลุ้มคลั่งอยู่เกือบตลอดในหนังหลายๆ เรื่องยุค 80 โดยเฉพาะจาก The Shining (1980, สแตนลีย์ คูบริค) ซึ่งสร้างมาจากงานเขียนของคิงด้วย “แล้วผมก็ศึกษาพวกข้อมูลเกี่ยวกับภาวะอารมณ์สองขั้ว ภาวะหลายบุคลิก ดูว่าบุคลิกหนึ่งมันกดทับควบคุมอีกบุคลิกหนึ่งยังไง อย่างในซีซั่นนี้ บิลลีเป็นเหมือนยางที่ถูกดึงจนแทบจะขาดแล้ว ผมเลยพยายามแสดงออกถึงความเครียดของเขาผ่านร่างกายตัวเอง” นักแสดงหนุ่มเล่า “แต่ถ้าคุณมองลึกเข้าไปในดวงตาผม ตัวตนที่แท้จริงของบิลลีที่ไม่ได้ถูกครอบงำด้วยสัตว์ประหลาดพยายามดิ้นรนออกมา ตลอดทั้งซีซั่นนี้ผมรู้สึกเหมือนเลือดจะทะลักออกจากลูกตาเลยเพราะพยายามสื่ออารมณ์ออกมาให้ได้มากที่สุด” (อย่างไรก็ดี เขาสนใจศึกษาเรื่องภาวะอารมณ์ของมนุษย์จนเข้าใจธรรมชาติเบื้องต้นของการปฏิบัติตัวของผู้คนเมื่อต้องเผชิญหน้ากับสังคม และการปิดบังตัวเองโดยไม่รู้ตัวซึ่งเป็นเรื่องแสนสามัญ)

ก่อนหน้าที่พี่น้องดัฟเฟอร์จะลงมือเขียนบท พวกเขาโทรศัพท์มาหามอนต์โกเมอรีเพื่อถามความเห็นถึงสิ่งที่เขาอยากรู้เกี่ยวกับบิลลี “ผมบอกไปว่า ผมอยากรู้เกี่ยวกับแม่ของบิลลีมากเลยฮะ” มอนต์โกเมอรีตอบ และระหว่างที่พวกดัฟเฟอร์เอาคำตอบของเขาไปครุ่นคิดนั้น มอนต์โกเมอรีเองก็จินตนาการถึงชีวิตหญิงสาวผู้ให้กำเนิดเด็กชายที่จะกลายมาเป็นวายร้ายของซีรีส์นี้ และลงเอยด้วยการวาดสตอรี่บอร์ดผังใหญ่ -ซึ่งต่อมาเป็นไอเดียที่ถูกปัดตกเพราะบ้าบอเกิน- ว่าด้วยหญิงสาวคนหนึ่งที่ไม่เคยมีเซ็กซ์เลยจนถึงอายุ 35 ปีและได้รับการผสมเทียมเพื่อให้กำเนิดบุตร ด้วยเหตุผลที่ว่าตัวเขาสนใจเรื่องสายสัมพันธ์ของการให้กำเนิดเด็กโดยที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ ตลอดจนลูกชายของเธอที่จะเติบโตในภายหลัง “มันโคตรไร้สาระอะ แต่ผมหิ้วเอาไอเดียนี้ไปบอกพวกดัฟเฟอร์นะ” มอนต์โกเมอรีบอก “พวกเขาจะหยิบบางไอเดียของผมไปใช้ ไม่ก็บอกแค่ว่า ‘เพื่อน นี่มันบ้าเกินไปแล้วเว้ย’ แต่ผมก็สรรหาอะไรไปเสนอเขาเรื่อยๆ แหละ”

ดูเหมือนอนาคตการแสดงของมอนต์โกเมอรีในอุตสาหกรรมฮอลลีวูดจะยังอีกยาวไกล หากแต่ดูเหมือนเขาไม่ได้รีบร้อนอะไรนัก ในวัย 24 ปี เขายังสนอกสนใจการศึกษาการทำงานเบื้องหลังการถ่ายทำ เรียนการแสดงเพิ่มเติม เรื่อยไปจนทำธุรกิจน้ำหอมกับเพื่อนสนิทและใช้ชีวิตอยู่ระหว่างออสเตรเลียกับอเมริกา ไปพร้อมๆ กันกับหาบทบาทที่อยากแสดงเพื่อจะบันทึกเทปออดิชั่นอันบ้าคลั่งไปให้ทีมงานได้ดูอีก