Leonardo DiCaprio Marvin’s Room Romeo + Juliet This Boy’s Life Titanic What’s Eating Gilbert Grape

ย้อนรู้จักละอ่อน ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ ในยุค 90 กับพลังสร้างสรรค์ทางการแสดงที่เกินวัย

Home / Bioscope focus / ย้อนรู้จักละอ่อน ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ ในยุค 90 กับพลังสร้างสรรค์ทางการแสดงที่เกินวัย

ย้อนกลับไปในยุค 90 เด็กหนุ่มหน้าละอ่อนนามว่า ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ อาจยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากนัก จากการเล่นหนังดีแต่ไม่ดังอย่าง This Boy’s Life (1993, ไมเคิล เคตัน-โจนส์), Total Eclipse (1995, อักเนียซกา ฮอลแลนด์), Marvin’s Room (1996, เจอร์รี แซ็คส์) หรือแม้แต่หนังที่ทำให้เขาเข้าชิงออสการ์ตั้งแต่ยังเยาว์อย่าง What’s Eating Gilbert Grape (1993, ลาสเซ ฮาลล์สตรัม) จนกระทั่งมาแจ้งเกิดอย่างเป็นทางการใน The Basketball Diaries (1995, สก็อตต์ คาลเวิร์ต) และ Romeo + Juliet (1996, บาซ เลอห์มานน์) ก่อนจะดังเปรี้ยงปร้างไปทั่วโลกจาก Titanic (1997, เจมส์ แคเมอรอน) – ซึ่งเราอาจกล่าวได้ว่า ยุค 90 คือยุคแห่งการ ‘ก่อร่างสร้างตัวตน’ อย่างเข้มข้นในโลกการแสดงของพ่อหนุ่มหน้าหล่อร่างผอมบางคนนี้ ที่ทำให้เขาค่อยๆ กลายเป็นทั้งดาราขวัญใจสาวๆ และนักแสดงมากฝีมือในเวลาเดียวกัน

เราจึงอยากพาคุณๆ ย้อนเวลาไปทำความรู้จักกับดิคาปริโอในวัยหนุ่มที่ดูจะเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงานสร้างสรรค์และความมุ่งมั่นทางการแสดง-อย่างที่คนหนุ่มน้อยคนนักในยุคนั้นจะสามารถผลักดันตัวเองให้ก้าวไปถึงได้!

Growing Pains

หลังการสนับสนุนอย่างดีจากครอบครัว ดิคาปริโอผู้ใฝ่ฝันอยากเป็นนักแสดงมาตั้งแต่เด็ก ก็เข้าสู่วงการบันเทิงด้วยการเล่นหนังโฆษณาเป็นสิบๆ ชิ้น ตามด้วยการรับบทเล็กๆ ในซีรีส์อบอุ่นหัวใจบนจอแก้วอย่าง The New Lassie เมื่อปี 1989 รวมถึงบทเด่นในซีรีส์เรื่องอื่นๆ อาทิ Parenthood และ Growing Pains ก่อนที่เขาจะก้าวไปสู่วงการจอเงินด้วยหนังสยองขวัญโปกฮาที่เขาอาจอยากลืมอย่าง Critters 3 (1991, คริสทีน ปีเตอร์สัน) ในอีกไม่กี่ปีถัดมา …อย่างไรก็ดี ในช่วงต้นยุค 90 ดิคาปริโอยังคงเป็นเพียงหนุ่มน้อยหน้าใหม่ในแวดวงการแสดงวัยสิบกว่าที่ยังชอบเล่นสนุกในกองถ่ายไปตามประสา อีกทั้งยังตื่นเต้นกับการแค่ได้เจอสาวนักแสดงประกอบสาวน่ารักๆ ไปวันเท่านั้นเอง

This Boy’s Life

จนกระทั่งในปี 1993 จุดเปลี่ยนสำคัญทางการแสดงของเขาก็มาถึง บทเด่นใน This Boy’s Life ที่สร้างมาจากหนังสือบันทึกความทรงจำขายดี โดยนักแสดงรุ่นใหญ่อย่าง โรเบิร์ต เดอ นีโร เป็นคนเลือกเขามาประกบคู่-ในบทลูกเลี้ยง-ด้วยตัวเอง หลังเห็นเทปออดิชั่นของเขาจากเด็กทั้งหมดกว่า 400 คน “ผมชอบเด็กผมบลอนด์คนนั้นนะ เขาเก่งเลยล่ะ” เดอ นีโรว่า ขณะที่ผู้กำกับอย่างเคตัน-โจนส์ก็เล่าว่า ในตอนนั้น ดิคาปริโอยังเป็นเพียงเด็กหนุ่มแสนซนที่มักทำตัวงี่เง่า และไม่รู้ว่าควรปฏิบัติตัวยังไงขณะทำงาน เขาจึงต้องดัดนิสัยพ่อหนุ่มนี้ให้เข้าที่เข้าทางในหลายอย่าง เช่น เมื่อใดที่เขาพูดจาไม่ดีหรือเล่นหัวกับคนในกองถ่ายมากไป เขาก็จะถูกผู้กำกับ ‘ทำโทษ’ ทันที “ผมรู้สึกว่ามันมีความเป็นไปได้อยู่สองทาง คือเขาอาจตั้งใจทำงานและกลายเป็นสุดยอดนักแสดง ไม่ก็อาจกลายเป็นไอ้ตูดหมึกและอาชีพการงานจบสิ้นไปเลย” ผู้กำกับคนเก่งเผย – ซึ่งถือเป็นโชคดีเหลือเกินสำหรับผู้ชมอย่างเราที่ดิคาปริโอเลือกเส้นทางแรกและหมั่นฝึกฝนตัวเองเรื่อยมา

What’s Eating Gilbert Grape

และก็ดูเหมือนว่าคำสอนของเคตัน-โจนส์จะผลิดอกออกผล เมื่อในอีกสองปีถัดมา ดิคาปริโอในวัย 18 ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์เป็นครั้งแรกในสาขา ‘นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม’ จากบท กิลเบิร์ต เกรป เด็กชายพิเศษผู้มีปมปัญหากับครอบครัวที่ถูกดูแลโดยพี่ชาย (จอห์นนี เด็ปป์) ใน What’s Eating Gilbert Grape (ก่อนจะได้ชิงอีก 4 ครั้งและชนะสาขานำชายจาก The Revenant ไปในที่สุดเมื่อปี 2016 – หลังจากที่แฟนๆ รอลุ้นกันมานานสองนาน) ซึ่งผู้กำกับอย่างฮาลล์สตรัมสารภาพว่า เขาเกือบมองข้ามดิคาปริโอด้วยเหตุเพราะเขา ‘หน้าตาดีเกินไป’ ก่อนที่การแสดงในรอบออดิชั่นของเด็กหน้าหล่อคนนี้จะทำให้เขาต้องยอมมอบบทนี้ให้ “ลีโอนาร์โดเป็นคนเดียวที่จับแก่นแท้ ลักษณะท่าทางของตัวละคร แล้วผสมผสานมันออกมาได้ เขาเป็นนักสังเกตการณ์ชั้นยอดเลยทีเดียว” ซึ่งจากผลงานครั้งนี้ ก็ทำให้ชื่อของดิคาปริโอเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น ในฐานะของ ‘หนุ่มน้อยหน้าใส…ผู้ใส่ใจการแสดง’

The Basketball Diaries

อย่างไรก็ดี ชื่อเสียงที่เริ่มโด่งดังก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตนักแสดงของเขาง่ายขึ้น ตรงกันข้าม มันกลับทำให้เขาเป็นที่จับตามองกว่าเดิม และเป็นที่มาของข่าวลือเรื่องการเป็นหนุ่มขาปาร์ตี้ที่เอาแต่จีบสาวไปทั่ว “การได้เป็น ‘หนุ่มสุดฮ็อตประจำเดือนนี้’ มันทำผมรำคาญใจเหมือนกันนะ” ดิคาปริโอว่า “พวกเขาทำเหมือนคุณเป็นแค่วัตถุทางเพศ แล้วแปะป้ายว่า ‘นี่ไง หนุ่มหล่ออีกคน’ ซึ่งนั่นสามารถทำลายอาชีพคุณได้เลยนะ …ผมเลยต้องมองหาความยั่งยืนในอาชีพนี้” และนั่นก็ทำให้เขาพยายามพิสูจน์ความจริงจังในโลกการแสดงของตนให้หนักกว่าเคย ด้วยการเฟ้นหาบทที่มีความซับซ้อนและท้าทายมากขึ้น ทั้งใน The Basketball Diaries ที่เขาต้องเล่นเป็นหนุ่มนักกีฬาติดยาที่มีปัญหากับครอบครัวและเพื่อนฝูง (หนึ่งในนั้นคือ มาร์ค วอห์ลเบิร์ก) และใน Total Eclipse ที่เขารับบทเป็นกวีหนุ่มโฮโมเซ็กชวลจากศตวรรษที่ 19 ผู้เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกอันพลุ่งพล่าน (ซึ่งเขาต้องโป๊เปลือยในบางฉาก!)

Romeo + Juliet
Marvin’s Room

แต่กระนั้น การมาถึงของหนังรักสุดเก๋อย่าง Romeo + Juliet ในช่วงกลางทศวรรษที่ 90 ก็ยิ่งตอกย้ำสถานะของการเป็น ‘ดาราขวัญใจ’ ของเขา เมื่อการรับบท โรมิโอ ชายหนุ่มผู้ยอมทำทุกอย่างเพื่อความรักที่ถูกดัดแปลงมาจากโศกนาฏกรรมรักต่างชนชั้นสุดคลาสสิกของ วิลเลียม เชคสเปียร์ ยิ่งทำให้สาวๆ คลั่งไคล้เขาหนักกว่าเก่า แม้ว่าในปีเดียวกันนั้น จะมีหนังดราม่าครอบครัวอย่าง Marvin’s Room ที่ดิคาปริโอ-ในบทเด็กหนุ่มผู้ซึมเศร้าที่เคยเผาบ้านแม่ตัวเอง-ปล่อยพลังทางการแสดงออกมาได้อย่างน่าชื่นชม แม้ต้องประกบกับนักแสดงขั้นเทพอย่าง เมอรีล สตรีป และ ไดแอน คีตัน (รวมถึงเดอ นีโรที่กลับมาเจอกันอีกครั้ง) ก็ตาม – ซึ่งไม่ว่าอย่างไร เขาก็ดูจะใส่ใจกับหนังประเภทหลังมากกว่าอยู่ดี

Titanic

ไม่ต่างจากผลงานขึ้นชื่อในยุคนี้ของดิคาปริโออย่าง Titanic ที่เขารับบทเป็น แจ็ค ดอว์สัน ศิลปินหนุ่มคนรักต่างชนชั้นของ โรส (เคต วินสเล็ต) ผู้ได้พานพบกันก่อนเกิดโศกนาฏกรรมเรือไททานิกล่มกลางมหาสมุทรแอตแลนติก เพราะแม้มันจะเป็นหนังรักระดับปรากฏการณ์ที่กวาดรายได้ทั่วโลกไปกว่า 1.8 พันล้านเหรียญฯ (ในขณะนั้น) และสร้าง ‘กระแสคลั่งลีโอ’ (Leo Mania) ขึ้นมาในยุคนั้น -จนไม่ว่าสาวน้อยสาวใหญ่รายไหนบนโลกนี้ ก็ต้องรู้จักชื่อเสียงเรียงนามของเขา หรืออย่างน้อยๆ ก็ต้องมีรูปหล่อๆ ของหนุ่มหน้าใสวัย 20 กว่าอย่างเขาแปะฝาบ้านเอาไว้เชยชม- …แต่ดิคาปริโอก็ดูจะไม่ได้ปลื้มกับบทนี้นัก เพราะว่ากันว่า แรกเริ่มเดิมที โปรเจ็กต์นี้ไม่ได้อยู่ในความสนใจของเขาเลย แถมพ่อคุณยังออดิชั่นบทนี้ไป-เล่นหัวกับทีมงานไปด้วย ทว่าผู้กำกับอย่างแคเมอรอนกลับเชื่อว่า ดิคาปริโอผู้แสนจะไม่แคร์ใครนี่แหละที่มี ‘จิตวิญญาณอันบริสุทธิ์’ แบบที่ตัวละครแจ็ค ดอว์สันมี จนบทนี้ได้ถูกส่งมอบให้แก่เขา และช่วยประทับตราเขาในฐานะ ‘นักแสดงระดับโลก’ ในที่สุด

“ผมแทบไม่รู้เรื่องเลยว่าเกิดอะไรกับตัวเองบ้างตลอดช่วงปรากฏการณ์ Titanic และงงมากกับการที่หน้าตัวเองแผ่หราไปทั่วโลกแบบนั้น” เจ้าตัวเล่า “แต่ผมก็ไม่เคยดังระดับนั้นอีกเลยนะ แล้วก็ไม่อยากแล้วด้วย มันไม่ใช่สิ่งที่ผมแสวงหาเลยด้วยซ้ำ”

The Beach

The Beach ผลงานการแสดงของดิคาปริโอเมื่อปี 2000 ในบทเด็กหนุ่มผู้ออกเดินทางมาค้นพบ ‘ด้านมืด’ บนเกาะสวาทหาดสวรรค์ในเมืองไทย -ที่กำกับโดยคนทำหนังสุดแนวอย่าง แดนนี บอยล์– อาจเรียกได้ว่าเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างการเป็นก้าวจากสถานะ ‘ดาราขวัญใจวัยละอ่อน’ ไปสู่ ‘นักแสดงขายฝีมือ’ แบบเต็มตัว และมันยังถือเป็นจุดสิ้นสุดของชีวิตนักแสดงวัยรุ่นของเขาอย่างสมบูรณ์อีกด้วย เพราะหลังจากนั้น ดิคาปริโอก็เลือกรับแต่บทหนักๆ ที่ท้าทายความสามารถทางการแสดงของเขาไม่เคยขาด นับจาก Catch Me If You Can (2002, สตีเวน สปีลเบิร์ก), หนังของ มาร์ติน สกอร์เซซี -ผู้ที่ต่อมากลายเป็นผู้กำกับคู่บุญของเขา- อย่าง Gangs of New York (2002), The Aviator (2004), The Departed (2006) และ The Wolf of Wall Street (2013) มาจนถึง The Revenant (2015, อเลฆันโดร กอนซาเลซ อีนาร์รีตู) ซึ่งแม้ว่าหนังเหล่านี้จะห่างไกลกับบรรดาหนังยุค 90 ที่เขาเคยเล่นมาไกลโข ทว่ามันยังแสดงให้เห็นถึงร่องรอยแห่งความอุตสาหะทางการแสดงที่ดิคาปริโอบากบั่นและสั่งสมมาในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านทั้งสิ้น

“ผมไม่อยากเล่นหนังทั่วๆ ไปที่ใครๆ ก็เคยดูกันจนเฝือแล้วน่ะครับ” – นั่นคือสิ่งที่เขาเคยสัมภาษณ์ไว้ ซึ่งเราเชื่อเหลือเกินว่า ผลงานเหล่านั้นได้พิสูจน์คำพูดนั้นเรียบร้อยแล้ว และดิคาปริโอก็คงขอบคุณตัวเองในยุค 90 ที่ตัดสินใจเลือกเส้นทางสายการแสดงอย่างจริงจัง-จนสามารถประสบความสำเร็จได้ในทุกวันนี้-เป็นแน่แท้