สุพรรณหงส์ : บทบาทคืออะไร? ไยคนทำหนังต้องแคร์?

Home / Bioscope focus / สุพรรณหงส์ : บทบาทคืออะไร? ไยคนทำหนังต้องแคร์?

โดย นคร โพธิ์ไพโรจน์ บรรณาธิการฝ่ายหนังไทย BIOSCOPE

 

รางวัล อาจไม่ใช่เป้าหมายตั้งต้นของคนทำหนังเสียทีเดียว แต่การที่ รางวัลภาพยนตร์แห่งชาติ สุพรรณหงส์ มีนโยบายเปลี่ยนกฎให้หนังที่มีสิทธิเข้าชิงจะต้องเข้าฉายอย่างน้อย 5 จังหวัด หรือมีคนดูไม่ต่ำกว่า 50,000 คน กลายเป็นประเด็นร้อนให้คนทำหนังไทยถกเถียงข้ามปี – นั่นเพราะบริบทที่ซ่อนอยู่นั้นเกินขอบเขตเรื่องรางวี่รางวัลไปไกลนัก

หากเป็นในอดีต จริงอยู่ที่คนทำหนังอาจไม่จำเป็นต้องใส่ใจกับผลรางวัลสุพรรณหงส์ เพราะตั้งแต่ครั้งแรกจนถึงครั้งที่ 22 (มอบให้หนัง พ.ศ. 2555) มันถูกตัดสินโดยคณะกรรมการกลุ่มเดียว จนกระทั่งครั้งที่ 23 เป็นต้นมาก็เปลี่ยนระบบมาเป็นการโหวตจากคนในวงการหนังไทยทุกคน -ทั้งคนทำหนัง นักวิจารณ์ และโรงหนัง- ดังนั้น รางวัลสุพรรณหงส์ใน 7 ปีหลังนี้ จึงสำคัญอย่างยิ่งสำหรับคนทำหนังไทย เพราะบางครั้งมันเป็นถ้อยความที่คนทำหนังพยายามสื่อสารกับสังคม และที่สำคัญ คนทำหนังที่ได้รับการยอมรับจากคนทำหนังด้วยกันเองย่อมเป็นรางวัลที่ยิ่งใหญ่มิใช่หรือ?

สุพรรณหงส์จัดโดย สมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ หน่วยงานที่เกิดจากการรวมกลุ่มกันของคนทำหนังในหลากหลายสาขาอาชีพ เพื่อหารือและพัฒนาวงการหนังไปด้วยกัน ดังนั้น รางวัลสุพรรณหงส์จึงได้รับการประทับว่า รางวัลภาพยนตร์แห่งชาติ ไปโดยปริยาย นั่นทำให้หลังจากสุพรรณหงส์เปลี่ยนมาเป็นระบบโหวตโดยคนในวงการด้วยสิทธิและเสียงที่เท่ากัน คำว่า ‘ภาพยนตร์แห่งชาติ’ จึงมีความหมายตามที่ควรจะเป็น และมันก็ได้รับการยอมรับจากคนในวงการมากขึ้น

การเปลี่ยนกฏครั้งนี้จึงให้ความรู้สึกเดียวกับมีเพื่อนใหม่มาขอเล่นด้วย แต่โดนเพื่อนปฏิเสธเพราะ นายไม่ใช่พวกเรา ทว่าในบริบทของวงการหนังไทยปัจจุบันดันเอื้อให้เกิดผู้สร้างหนังรายใหม่ๆ มากมาย ยังไม่นับช่องทางการเผยแพร่ที่หลากหลายมากขึ้น ที่ไม่ได้มีเฉพาะการเข้าฉายโรงและกระจายตัวสู่ผู้ชมผ่านสายหนังแต่เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป ทำให้ สมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย เข้าพบคณะกรรมการสมาพันธ์ฯ เพื่อหารือร่วมกันหวังให้ทบทวนแนวทางใหม่อีกครั้ง นำไปสู่การประชุมของสมาชิกในสมาคมผู้กำกับฯ เพื่อหาบทสรุป เพราะแม้โดยหลักการแล้วเหล่าคนทำหนังจะไม่ยอมรับในกฎดังกล่าวอย่างเอกฉันท์ แต่บางส่วนยังมองว่านี่อาจเป็นโอกาสอันดี หากมันจะมาพร้อมแผนผลักดันให้หนังอิสระทุกเรื่องได้เผยแพร่ขั้นต่ำ 5 จังหวัดเพื่อเข้าเกณฑ์สุพรรณหงส์ของสมาพันธ์ฯ เกิดเป็นข้อสรุปที่แยกออกเป็นสองแนวทางคือ 1. ไม่ยอมรับกติกาดังกล่าวในทุกกรณี กับ 2. หาข้อเสนอเพื่อให้เกิดการสนับสนุนการเผยแพร่หนังไทยอิสระอย่างเป็นรูปธรรม และสำหรับเรา ข้อ 2. นี้เองที่น่าถกเถียงอย่างยิ่ง

ข้อ 2. นั้นระบุข้อความไว้ในรายงานการประชุมว่า ให้มีการจัดตั้งโครงการสนับสนุนภาพยนตร์อิสระ โดยสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทยจะให้การสนับสนุนในการขอความร่วมมือ เพื่อให้ภาพยนตร์อิสระที่มีศักยภาพได้ออกฉายตามเกณฑ์ใหม่ของการประกวดสุพรรณหงส์ และเพื่อเป็นการขยายพื้นที่ของผลงานสู่คนดูมากขึ้น อันจะเป็นประโยชน์ต่อวงการภาพยนตร์ไทยและให้สอดคล้องกับเจตนารมย์ของสมาพันธ์ภาพยนตร์ที่ทำการเปลี่ยนกฏเกณฑ์ดังกล่าว เพื่อทำให้ภาพยนตร์ไทยได้เข้าถึงผู้ชมมากยิ่งขึ้น

ในข้อความดังกล่าวแบ่งออกเป็นสองข้อเสนอย่อย คือ การจัดตั้งโครงการสนับสนุนหนังอิสระ ที่มีศักยภาพ ให้ได้ออกฉายตามเกณฑ์ใหม่ของสุพรรณหงส์ นั่นคือการยอมเล่นตามเกมของสมาพันธ์โดยสมบูรณ์ อีกทั้งสมาคมฯ ยังอาสาคัดเลือกหนังที่มีศักยภาพมากพอที่จะออกสู่วงกว้างอีกด้วย นั่นหมายความว่าแนวทางนี้สมาคมฯ กำลังจะสร้างมาตรวัด ศักยภาพ มากำหนดคุณค่าบางอย่างให้กับหนังอิสระ ซึ่งชวนตั้งคำถามเช่นกันว่า ศักยภาพดังกล่าวประกอบด้วยอะไรบ้าง และเหตุใดคุณค่าดังกล่าวจึงมีไว้ให้เฉพาะหนังอิสระ หรือกล่าวให้เข้าใจง่ายคือ สิทธิในการทำหนังห่วย มีให้หนังสตูดิโอเท่านั้นหรือ?”

เรามาทบทวนคำจำกัดความ หนังอิสระ กันอีกรอบ มันคือหนังที่สร้างโดยผู้สร้างอิสระ จะด้วยจุดประสงค์เพื่อสร้างทางเลือกที่แตกต่างหลากหลาย สร้างคุณค่าทางศิลปะ สะท้อนสังคม มุ่งประกวดเทศกาลหนังนานาชาติ หรือแม้แต่เล็งเห็นรายได้ด้วยความเชื่อว่ามันจะสนองความต้องการของตลาดก็ตามที ไม่ต่างกันกับหนังที่มาจากสตูดิโอรายใหญ่เพียงแต่แหล่งเงินทุนและการจัดจำหน่ายไม่ได้มาจากบริษัทที่ประกอบธุรกิจภาพยนตร์ จึงส่งผลให้หนังอิสระมาพร้อมคุณภาพงานสร้างที่หลากหลาย และก็เป็นหนังอิสระที่งานสร้าง “ไม่ถึง” นี่เองที่มักเป็นผู้ต้องหาว่า “ทำลายศรัทธาต่อหนังไทย” ไม่ว่าจะในกลุ่มคนดูหรือคนทำหนังไทยด้วยกันเอง จึงเป็นเหตุผลให้มีคนทำหนังส่วนหนึ่งสนองตอบข้อเสนอของสมาพันธ์ฯ เพื่อคัดกรองคุณภาพหนังไทยโดยใช้นามสมาคมผู้กำกับเป็นประกัน

มาถึงจุดนี้จึงกลายเป็นว่า สุพรรณหงส์ฯ ได้มาเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาวงการหนังไทย ในกรอบคิดที่ยังยึดติดกับแนวทางการผลิตและจัดจำหน่ายภาพยนตร์แบบเก่าๆ หวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย เป็นการจับแพะมาชนกับแกะแบบผิดฝาผิดตัวแบบงงๆ

บางทีการถอยมาตั้งหลักเพื่อทบทวนจุดประสงค์ของสุพรรณหงส์ที่แท้จริงว่าคืออะไร? อาจเป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งแน่นอนว่ามันสามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้เสมอ หากจะกำหนดให้สุพรรณหงส์เป็นรางวัลเพื่อหนังที่จัดจำหน่ายโดยสตูดิโอ หรือมีต้นทุนการประชาสัมพันธ์มากพอจน 5 จังหวัดที่กำหนดยอมให้เข้าฉาย หรือได้รับการรับรองคุณภาพโดยคนกลุ่มหนึ่งนั้นย่อมได้ แต่คนทำหนังด้วยกันจะยอมรับหรือไม่คือผลที่จะตามมาและต้องยอมรับหลังจากนี้