BIOSCOPE Theatre J-Rock We Are X X Japan หนังสารคดี

ท่องโลกภาพเคลื่อนไหวไปในจักรวาล  X Japan

Home / Bioscope focus / ท่องโลกภาพเคลื่อนไหวไปในจักรวาล  X Japan

โดย คันฉัตร รังษีกาญจน์ส่อง

 

แม้ว่าเราจะสามารถรับรู้ความเป็นมาและดราม่าข้นคลั่กของวงร็อคญี่ปุ่นชื่อก้อง X Japan ได้ผ่านสารคดี We Are X (2016, สตีเฟน ไคแอ็ค) แต่อันที่จริงแล้ววงดนตรีวงนี้ยังมีความเชื่อมโยงกับวงการภาพยนตร์และภาพเคลื่อนไหวในหลากหลายมิติ ไล่ตั้งแต่มิวสิก วิดีโอของวง, การที่เพลงของ X Japan ถูกใช้ประกอบในหนัง ไปจนถึงผลงานหนังทดลองสุดเฮี้ยนของสมาชิกวง!

 

มิวสิก วิดีโอ …ลับแล

เป็นเรื่องน่าประหลาดใจมากว่า แม้ญี่ปุ่นจะเข้ายุคเรวะและโลกเราจะก้าวสู่ทศวรรษใหม่กันแล้ว แต่เราแทบจะหามิวสิก วิดีโอของ X Japan แบบทางการดูไม่ได้เลย! …โดยเอ็มวีเพลง Endless Rain (1989) และ Silent Jealousy (1991) เพิ่งจะถูกอัพโหลดในแชนเนลของวงเมื่อพฤศจิกายน 2019 นี่เอง ส่วนเอ็มวีอื่นๆ ต้องตามดูจากที่แฟนๆ อัพไว้แบบตามมีตามเกิด (และหลายเพลงก็ภาพอนาถามาก เพราะเป็นไฟล์จากม้วนวิดีโอ) แต่เดาว่า X Japan น่าจะไล่อัพเอ็มวีของพวกเขาในเร็ววันนี้ ศิลปินญี่ปุ่นหลายรายเริ่มทำกันแล้ว อาทิ Arashi, L’arc-en-Ciel และ Every Little Thing

แล้วพอย้อนมองมิวสิก วิดีโอ X Japan ด้วยสายตาของยุคนี้ก็พบว่ามันแอบฮาทีเดียว โดยมากแล้วเอ็มวีของพวกเขาไม่ค่อยจะมีเรื่องมีราวเท่าไร ช่วงเปิดจะเป็นคุณชาย โยชิกิ (มือกลอง เปียโน และหัวหน้าวง) มานั่งเล่นเปียโนสวยๆ ในสตูดิโอ จากนั้นตัดเข้าฟุตเตจการแสดงสด ระหว่างทางอาจจะแทรกภาพที่ถ่ายในสตูดิโอบ้าง (มักเป็นซีนโยชิกินัวเนียกับผู้หญิงสวยๆ สักคน) แค่นี้จบเลย

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ปรากฏซ้ำบ่อยๆ ในเอ็มวีของพวกเขาคือโทนสีฟ้า (ความเศร้า), สีแดง (เลือด, ความรุนแรง, ความตาย) และดอกกุหลาบแดง ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกพูดถึงเสมอในเนื้อเพลงของวง

มิวสิก วิดีโอของ X Japan ที่มีสตอรี่น่าสนใจก็มีเช่นกัน อย่างเพลง Week End (1990) ที่เนื้อหาว่าด้วยการฆ่าตัวตาย อย่างที่ทราบกันดีว่าการฆ่าตัวตายของพ่อนั้นมีผลต่อโยชิกิมาก เนื้อเพลงร้องซ้ำๆ ว่า “ฉันยังรักเธอ แต่ฉันไปต่อไม่ไหวแล้ว” ดังนั้น เอ็มวีจึงเป็นภาพการตายของสมาชิกแต่ละคน โยชิกิกรีดข้อมือ, ฮิเดะ (กีต้าร์) อาละวาดจนตาย, พาตะ (กีต้าร์) ดื่มเหล้าเกินขนาด, ไทจิ (เบสส์) ถูกยิง ส่วน โทชิ (ร้องนำ) เป็นคนเดียวที่รอด แต่ในคอนเสิร์ตปี 1993 มีการใช้เอฟเฟ็กต์สทำให้เขาถูกยิงตายบนเวที

แต่บทจะมีเรื่องราวก็ทำเอาแฟนคลับเหวอไปเลยกับเอ็มวีเพลง Rusty Nail (1994) ที่ทำเป็นแอนิเมชั่นและได้ Clamp (กลุ่มนักเขียนการ์ตูนหญิง 4 คน ที่มีผลงานดังอย่าง Magic Knight Rayearth และ Cardcaptor Sakura) มาแปลงโฉมสมาชิก X Japan เป็นตัวการ์ตูน เนื้อเรื่องประมาณว่ามีมนุษย์ต่างอะไรสักอย่างมาบุกโลก น่าฉงนใจว่าตัวร้ายเหมือนฮิเดะเอามากๆ จากนั้น สมาชิก X Japan ก็ต้องมาช่วยกอบกู้โลก ในขณะที่กำลังจะแพ้ก็มีวีรบุรุษมาช่วยไว้ทันท่วงที เดาได้ไม่ยาก…โยชิกินั่นเอง (ฮา) แถมยังมาพร้อมพลังแห่งกุหลาบด้วย

 

บทเพลงของ X Japan ในภาพยนตร์

เพลงของ X Japan ถูกประกอบภาพยนตร์อยู่บ่อยครั้ง อาทิ เพลง I.V. ที่แต่งเพื่อหนังเรื่อง Saw IV (2007, ดาร์เรน ลีนน์ บัสแมน) โดยปรากฏในช่วงเอนด์ เครดิต หรือ Scarlet Love Song ที่เป็นเพลงธีมของแอนิเมชั่น Buddha (2011, โคโซะ โมริชิตะ) และหนึ่งในเพลงของ X Japan ที่ชาวไทยรู้จักกันดีก็คือเพลงบัลลาดที่ชื่อว่า Tears (1993) เนื่องจากมันถูกใช้ในหนังเรื่อง Windstruck (2004, กวักแจยอง) ว่าด้วยรักวุ่นๆ ของตำรวจสาวสุดห้าวกับอาจารย์หนุ่มเด๋อด๋าที่ตามมาด้วยโศกนาฏกรรม ถึงกระนั้น หนังมีพล็อตที่ค่อนข้างวุ่นวาย แถมยังถูกตำหนิเรื่องการใช้เพลงประกอบที่เร้าอารมณ์เกินพอดีด้วย

การใช้เพลง X Japan อย่างเข้าท่าที่สุดน่าจะเป็นเพลง Forever Love ที่เป็นเพลงธีมของแอนิเมชั่น X/1999  ภาคหนังใหญ่ (ออกฉายปี 1996) สร้างจากมังงะของ Clamp ว่าด้วยเด็กหนุ่มสองหนุ่มที่พัวพันกันด้วยชะตากรรมแห่งวันสิ้นโลก มังงะเรื่องนี้ช่างเข้าคู่กับ X Japan ได้ดีด้วยเหตุผลหลายประการ ทั้งการใช้ตัวอักษรภาษาอังกฤษตัวเดียวกัน, มีเนื้อหาหมกมุ่นเรื่องความตายและการสิ้นสลายของมนุษยชาติ ยิ่งไปกว่านั้น X/1999 ยังเป็นการ์ตูนที่ไม่มีตอนจบเพราะทาง Clamp ลอยแพหยุดเขียนไปดื้อๆ ในปี 2003 จนคนอ่านค้างคาว่าตกลงมันจบอย่างไร …คล้ายกับอัลบั้มใหม่ของ X Japan ที่รอคอยกันมายี่สิบกว่าปีและไม่รู้ว่าจะได้ฟังในชาตินี้หรือเปล่า

 

หนังทดลองสุดเหวอ

นอกจากจะมีผลงานเดี่ยวของตัวเองแล้ว ฮิเดะ มือกีต้าร์ผู้ล่วงลับของ X Japan (เขาเสียชีวิตเมื่อปี 1998) ยังเคยทำหนังความยาว 45 นาทีเรื่อง Seth et Holth (1993) นำแสดงโดยตัวเขาเองและ Tusk วง Zi:Kill เนื้อเรื่องเล่าถึงเทพสองตนที่ตั้งคำถามถึง ‘โลกอื่น’ พวกเขาจึงโดนลงโทษด้วยการถูกไล่มายังโลกมนุษย์

Seth et Holth เป็นหนังที่สร้างความตกใจกับแฟนๆ เป็นอย่างมาก เพราะมันดูไม่รู้เรื่อง! ตัวหนังไม่มีบทพูด ประกอบด้วยภาพคอลลาจของสิ่งที่ดูเกี่ยวและไม่เกี่ยวกับหนัง ชวนให้นึกถึงผลงานของผู้กำกับอาวองการ์ด ชูจิ เทรายามะ นอกจากนั้น หนังยังมีฉากเหวอๆ อย่างการร่วมรักด้วยการเลียตา (!) และการสื่อสารด้วยการแลกเลือด (!!) ทว่าท้ายสุดแล้วสิ่งที่เราพอจะจับความได้คือเมื่อเทพทั้งสองมายังโลกมนุษย์ พวกเขาก็แปดเปื้อนจนไม่สามารถกลับไปบริสุทธิ์ผุดผ่องได้เช่นเดิม มันเป็นสิ่งที่สะท้อนในงานฮิเดะอยู่เสมอ ผลงานของเขามีทั้งความชั่วร้ายขี้เล่นและใสซื่อแบบไร้เดียงสา ต่างจากงานของ X Japan (หรือโยชิกิ) ที่พูดถึงความเจ็บปวดของมนุษย์เป็นสำคัญ