Guillermo del Toro oscars The Shape of Water

ปั้น ‘น้ำ’ เป็น ‘หนัง’ กับงานเบื้องหลังของ The Shape of Water

Home / Bioscope focus / ปั้น ‘น้ำ’ เป็น ‘หนัง’ กับงานเบื้องหลังของ The Shape of Water

โดย อินทร์นวัต สังข์มนัส

 

ฉากที่สัตว์ประหลาดแหวกว่ายในน้ำอยู่ใต้ดาราสาว จูลี อดัมส์ จากหนังสยองขวัญคลาสสิก Creature from the Black Lagoon (1954, แจ็ค อาร์โนลด์) กลายเป็นภาพติดตาที่ทำให้ผู้กำกับ กีเยร์โม เดล โตโร ในวัย 6 ขวบเริ่มหลงรักกับเวทมนตร์ของภาพยนตร์และเสน่ห์ของเหล่าสัตว์ประหลาด แต่มันก็ยังกลายเป็นประเด็นค้างคาใจของเด็กชายเดล โตโรเสมอมาเช่นกัน เมื่อในตอนจบสัตว์ประหลาดกับนางเอกกลับไม่ได้ลงเอยกันแบบแฮปปี้เอนดิ้ง

และเมื่อทุกอย่างถึงเวลาประจวบเหมาะ เขาก็ได้กลับมาแก้ไขความอยุติธรรมครั้งนั้นให้กับเจ้าสัตว์ประหลาดด้วย The Shape of Water (2017) โปรเจ็กต์หนังรางวัลออสการ์ที่เรียกได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าคือ ‘ฝันที่เป็นจริงของเดล โตโร’ เพราะไม่เพียงแต่จะได้เล่าเรื่องที่โฟกัสไปยังความรักละมุนละไมระหว่างภารโรงสาวผู้เป็นใบ้กับสัตว์ประหลาดครึ่งคนครึ่งปลาในฐานทัพลับตามที่เคยหวังไว้มานานแสนนานแล้ว แต่เขายังใช้ผลงานเรื่องนี้เป็นเสมือน ‘จดหมายรัก’ แด่สื่อภาพยนตร์-โดยเฉพาะกับหนังคลาสสิกๆ-ที่เขาหลงใหล ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใดที่ผู้ชมจะสัมผัสได้ถึงความฝันและความรักของผู้กำกับร่างท้วมคนนี้ ซึ่งถูกถ่ายทอดอย่างประณีตบรรจงผ่านรายละเอียดและสิ่งละอันพันละน้อยต่างๆ ไปตลอดทั้งเรื่อง

มัจฉาบุรุษ มนุษย์ปลา

แม้ดูเหมือนว่า ‘มนุษย์ปลา’ ตนนี้จะได้อิทธิพลหลักมาจากตัวละคร กิลล์-แมน ใน Creature from the Black Lagoon แต่สิ่งหนึ่งที่เดล โตโรย้ำเสียงแข็งกับทีมสเปเชียลเอฟเฟ็กต์สมาตลอดกระบวนการปั้นหุ่นจำลองเบื้องต้นก็คือ “อย่าได้เอ่ยชื่อ Creature from the Black Lagoon ขึ้นมาเป็นอันขาด!” เพราะเขาต้องการให้มนุษย์ปลาของเขามีจิตวิญญาณในแบบฉบับของตัวมันเอง จนต่อมาเขาได้ตัว ไมค์ ฮิลล์ ศิลปินผู้ที่เดล โตโรเรียกเขาว่าเป็น ‘บิดาของมนุษย์ปลาในเรื่อง’ มาเป็นคนคุมงานออกแบบในขั้นตอนสุดท้ายโดยกำชับอีกรอบว่า “ผมไม่อยากให้คุณออกแบบสัตว์ประหลาด ผมให้คุณออกแบบพระเอกของเรื่อง” จากนั้นทั้งคู่ก็เริ่มแต่งเติมความเป็นมนุษย์ให้กับพระเอกของเรื่อง เริ่มจากริมฝีปากที่ต้องจูบกับนางเอกได้อย่างไม่เคอะเขิน(หรือผิดธรรมชาติ), ดวงตาที่เผยให้เห็นถึงบุคลิกภายใน, เส้นเลือดที่ปรากฏให้เห็นตามแขนอันมีแรงบันดาลใจมาจากตัวละครแฟรงเกนสไตน์ของนักแสดงยุค 30 อย่าง บอริส คาร์ลอฟฟ์ ตลอดไปจนถึงก้นของมนุษย์ปลาที่เดล โตโรคอยเฝ้าถามภรรยาและลูกสาวตลอดว่า “ก้นแบบนี้เซ็กซี่พอแล้วรึยัง?!”

หลังจากการออกแบบที่กินเวลายาวนานถึง 3 ปี ท้ายที่สุดเขาก็ได้มนุษย์ปลาที่ดูดุดันแต่ก็เซ็กซี่ไปพร้อมๆ กันสมใจอยาก ขั้นตอนต่อมาคือการติดต่อ ดัก โจนส์ นักแสดงร่างชะลูดขาประจำที่เดล โตโรออกแบบตัวละครตัวนี้ขึ้นมาเพื่อเขาเพียงผู้เดียว “ดักไม่ใช่สตั้นต์แมนมาใส่ชุดคอสตูม เขาคือนักแสดงที่มีวิธีการเข้าถึงตัวละครได้อย่างละเอียดอ่อน” เดล โตโรกล่าวซึ่งด้วยประสบการณ์อันโชกโชนของโจนส์ที่ผ่านงานการแสดงภายใต้เมคอัพมานับครั้งไม่ถ้วน (เห็นได้ชัดเจนจากบทคลาสสิกอย่าง Pale Man ใน Pan’s Labyrinth) ก็ทำให้การมารับบทเป็นพระเอกมนุษย์ปลาผู้ต้องเล่าเรื่องจากท่วงท่าในการขยับร่างกายผ่านชุดยางหนาเตอะที่มาพร้อมกับครีบและเหงือกอิเล็กทรอนิก ดูเหมือนจะเป็นบทที่ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อเขาคนเดียวอย่างแท้จริง

โดยถึงแม้ตัวละครนี้จะใช้งานเอฟเฟ็กต์สทำมือ (practical effects) เป็นหลัก แต่เพื่อความสมบูรณ์แบบตามวิสัยทัศน์ของผู้กำกับที่ขึ้นชื่อลือชาในเรื่องจินตนาการคนนี้แล้วนั้น การใช้คอมพิวเตอร์กราฟิกเข้ามาเก็บรายละเอียดในส่วนยิบย่อยอย่างความกว้างของรูม่านตาไปจนถึงความโค้งของคิ้ว จึงถือเป็นอีกส่วนสำคัญที่เติมเต็ม ‘ชีวิต’ ให้แก่มนุษย์ปลาผู้นี้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นตัวเดล โตโรเองก็ยังไม่วายยื่นคำขาด(แบบขี้เล่น)กับทีมกราฟิกอีกว่า “การแสดงในส่วนของร่างกายเพอร์เฟ็กต์อยู่แล้ว ห้ามไปยุ่งกับส่วนนั้น ไม่งั้นผมจะหักแขนคุณ!”

และเมื่อมองจากธีมหลักของหนังที่เดล โตโรตั้งใจจะตีแผ่ความเลวร้ายของการเลือกปฏิบัติและการเชิดชูความงดงามของ ‘ความแตกต่าง’ ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าที่หนังกวาดคำชมและรางวัลมาทั่วโลกได้ขนาดนี้ ก็เพราะหัวใจหลักของเรื่องอย่างตัวละครมนุษย์ปลาคนนี้สามารถเชื่อมต่อกับความรู้สึกผู้ชมได้แบบไร้ข้อกังขา ผ่านการทำงานอย่างหนักหน่วงของทั้งทีมออกแบบ, คอมพิวเตอร์กราฟิก และนักแสดง

รูปทรงของน้ำกับงานคลาสสิก

“นี่คือสิ่งที่ผมคิดไว้ตั้งแต่ตอนเป็นวัยรุ่นเมื่อนึกถึงฉากหลังในกองถ่ายหนัง ทุกอย่างในฉากเป็นของจริงเหมือนกับหลุดออกมาจากภาพวาดตอนออกแบบ” ริชาร์ด เจนกินส์ หนึ่งในนักแสดงนำกล่าวชื่นชมรายละเอียดของฉากหลังในเรื่องโดยผลงานออสการ์สาขาออกแบบงานสร้างชิ้นนี้เป็นฝีมือของ พอล ดี ออสเตอร์เบอร์รี โปรดักชั่นดีไซเนอร์ผู้มารับหน้าที่บันดาลโลกเทพนิยายของเดล โตโรให้กลายเป็นจริง ผ่านรายละเอียดเบาบางที่ยังปกคลุมอยู่ตลอดทั้งเรื่อง

เริ่มจากการดีไซน์อพาร์ตเมนต์สุดเหงาเหนือโรงหนังของ เอไลซา (แซลลี ฮอว์กินส์) ที่ออสเตอร์เบอร์รีได้รับการบ้านชิ้นสำคัญจากเดล โตโรให้สอดแทรกกระจกโค้งบานยักษ์อันมีที่มาจากหนึ่งในหนังเรื่องโปรดของเขาอย่าง The Red Shoes (1948, ไมเคิล โพเวลล์ และ เอเมอริก เพรสส์เบอร์เกอร์) ซึ่งนอกจากจะเป็นความตั้งใจในการ(แอบ)ไหว้ครูแล้วนั้น เดล โตโรก็ยังใช้กระจกบานดังกล่าวมาเป็นเครื่องมือช่วยเล่าธีม ‘คนไม่เต็มคน’ ภายในเรื่องด้วย โดยเขาออกแบบให้ห้องของเอไลซากับห้องของเพื่อนบ้าน ไจลส์ (เจนกินส์) แบ่งใช้กระจกโค้งบานนี้กันคนละครึ่งเพื่อสื่อถึงการร่วมมือกันเป็นทีมระหว่างคนชายขอบของสังคมอย่างสาวผู้เป็นใบ้และชายผู้เป็นเกย์

“มันเต็มไปด้วยรูรั่วและหยดน้ำอยู่ทุกหนทุกแห่ง จนอาจพูดได้เลยว่าห้องนั้นเป็น‘รูปทรงของน้ำ’” นี่เป็นหนึ่งในความตั้งใจของออสเตอร์เบอร์รีที่จะสร้างบรรยากาศความเปียกชื้นภายในห้องเอไลซาให้มากที่สุดเพื่อต้อนรับการมาถึงของมนุษย์ปลาหลังจากที่เธอแอบพาเขาหนีออกมา เขาเน้นเรื่องรูปทรงของน้ำผ่านการดีไซน์แทบทุกส่วนในห้องให้ปราศจากเส้นตรง ไม่ว่าจะเป็นโซฟาทรงโค้งมน, วอลเปเปอร์ในสไตล์ Anglo-Japanese ที่ลวดลายออกมาละม้ายคล้ายกับเกล็ดปลา และแฝงหมัดเด็ดอยู่ที่การใส่ ‘คลื่นยักษ์’ (The Great Wave off Kanagawa) ภาพวาดชื่อดังของ โฮกุไซ ลงไปบนฝาผนังห้องผ่านขั้นตอนการลอกสีออกอย่างชาญฉลาด “อันที่จริงเราสามารถทำรอยด่างธรรมดาๆอย่างที่เดล โตโรต้องการก็ได้ แต่ผมอยากแอบใส่อะไรลงไปในนั้น และภาพคลื่นยักษ์ของโฮกุไซก็ดูเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด เพราะมันผลงานที่โดดเด่นที่สุดแล้ว เมื่อคุณคิดถึงคำว่า ‘รูปทรงของน้ำ’”

สีเล่าได้

และหากผู้อ่านคนไหนที่มีโอกาสได้ชมภาพยนตร์หรือแม้แต่ได้ดูตัวอย่างหนัง ก็คงสังเกตได้ไม่ยากว่า โทนสีที่ถูกเลือกมาใช้ในหนังนั้นถูกคัดสรรมาอย่างดีเพื่อให้ตอบรับทั้งกับเรื่องราวของน้ำในเรื่องและบรรยากาศความหมองหม่นของสังคมในยุคสมัยสงครามเย็น จนยากที่จะเชื่อว่าเริ่มแรกเดล โตโรวางแผนให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังขาวดำ ก่อนที่มาเปลี่ยนใจในภายหลังเพราะทางสตูดิโอเสนอจะเพิ่มงบประมาณให้หากเขาตัดสินใจทำหนังสี

ภายหลังตอบรับเรื่องสีที่เพิ่มเติมเข้ามา เขา, ออสเตอร์เบอร์รี และ หลุยส์ ซีเกรา -คนออกแบบเครื่องแต่งกาย- ก็ลงมือวางรายละเอียดในทุกภาคส่วนกันอย่างจริงจัง เพราะเดล โตโรเล็งเห็นถึงความสำคัญของโทนสีในฐานะของอีกหนึ่งเครื่องมือเล่าเรื่อง “กีเยร์โมโผล่มาพร้อมกับแบบสีกว่า 3,500 แบบในวันแรกของโปรดักชั่น” ออสเตอร์เบอร์รีเล่า “จากนั้นพวกเราจึงค่อยๆคัดเลือกกันทีละสี สำหรับเสื้อผ้า, ฉากหลัง และทุกอย่างในหนัง จนเหลือแค่ 100 สีจาก 3,500”

ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาก็คือ ‘รหัสสี’ ที่สื่อความหมายอยู่ในทุกภาคส่วนของหนัง ไม่ว่าจะเป็นสีแดงที่ถูกใช้อย่างระมัดระวังตลอดทั้งเรื่องเพราะเดล โตโรต้องการใช้มันแค่กับเรื่องความรักและภาพยนตร์, สีโทนเย็นอย่างฟ้า/คราม/น้ำเงินที่ดูเหมือนจะห่อหุ้มภาพรวมของหนังเอาไว้ไปพร้อมๆ กับตัวละครเอไลซา รวมถึงสีโทนเขียวที่ตั้งใจสื่อถึงอนาคตอันบิดเบี้ยวผ่านสีของห้องทดลอง, รถของสตริคแลนด์ (ตัวร้ายประจำเรื่องรับบทโดยไมเคิล แชนนอน) และเยลลี่ (!?)

แต่นอกเหนือไปจากสีของฉากหลังในแต่ละฉากหรือสีเครื่องแต่งกายของแต่ละตัวละครนั้น อีกหนึ่งสีที่ทีมงานออกแบบต้องปวดหัวกันจนเกือบวินาทีสุดท้ายเลยก็คือ สีของพระเอกมนุษย์ปลา เพราะหลังจากลองผิดลองถูกกันมากว่า 30 แบบแต่กลับไม่มีสีไหนขึ้นกล้องได้ถูกใจเดล โตโรสักทีสุดท้าย พวกเขาไปได้ภาพวาดปลาคาร์ปญี่ปุ่นโบราณกับตัวซาลาแมนเดอร์มาเป็นแรงบันดาลใจหลักในการเลือกสีดำสลับฟ้าให้เป็นสีหลัก จนนำไปสู่การตัดสินใจสั่งลงมือทำสีให้พระเอกคนนี้ใหม่ทั้งหมด “การทำแบบนี้ในเวลาเพียงไม่กี่อาทิตย์ก่อนเริ่มถ่ายทำเป็นอะไรที่บ้ามาก มันเหมือนกับตัดสินใจเปลี่ยน เฮลล์บอย จากสีแดงเป็นสีฟ้าน่ะครับ” เดล โตโรกล่าวถึงประสบการณ์เฉียดเดดไลน์ดังกล่าวอย่างติดตลก

ปั้นน้ำเป็นตัว(อักษร)

“ผมกำลังมีไอเดียเกี่ยวกับเรื่องราวของภารโรงในอาคารลับของรัฐบาลที่มีโอกาสผูกมิตรกับสัตว์ประหลาดในห้องทดลอง…

“หยุดก่อน…นี่แหละคือหนังเรื่องต่อไปของผม!”

จุดเริ่มต้นของ The Shape of Water เกิดขึ้นจากบทสนทนากลางมื้อเช้าในปี 2011 ระหว่างเดล โตโรกับนักเขียนอย่างแดเนียล เคราส์ (ที่ต่อมาเขาได้นำหนังสือเด็กยอดฮิต Trollhunters ของเคราส์มาดัดแปลงเป็นซีรีส์แอนิเมชั่นเมื่อปี 2016) ซึ่งเมื่อทางเดล โตโรหันไปทำ Crimson Peak แทน ทำให้เคราส์ตัดสินใจพัฒนานิยายเรื่องนี้ต่อเองอย่างจริงจัง โดยที่หารู้ไม่ว่าทางเดล โตโรเองก็ซุ่มพัฒนาบทภาพยนตร์มาตลอดเช่นเดียวกัน (อ้าว!)

และเมื่อทั้งคู่ต่างทราบข่าวของอีกฝ่าย พวกเขาก็ตัดสินใจที่จะเล่าเรื่องนี้ออกมาในวิถีทางของตัวเอง ทั้งเดล โตโรจากภาพยนตร์และเคราส์จากนิยาย คล้ายๆ กับกรณีหนังคลาสสิกอย่าง 2001: A Space Odyssey (1968) ที่ผู้กำกับ สแตนลีย์ คูบริค กับนักเขียน อาร์เธอร์ ซี คลาร์ค ที่ทั้งคู่ต่างก็ผลิตผลงานของตัวเองไปพร้อมๆ กัน ซึ่งจากจุดนี้เองที่ทำให้ตัว The Shape of Water ฉบับนิยายไม่ได้มีลักษณะเหมือนกับนิยายที่ดัดแปลงจากภาพยนตร์ทั่วๆ ไปแม้ว่ามันจะเล่าเรื่องความรักของหญิงใบ้กับมนุษย์ปลาเหมือนๆ กันก็ตาม “ผมยังสามารถคงไอเดียดั้งเดิมของตัวเองเอาไว้ได้ทั้งหมดเพราะสิ่งที่เขาเสนอไม่ได้ขัดกับแผนของผมเลย ทุกอย่างมันเหมาะเจาะเข้ากับพล็อตเรื่องที่เขาวางไว้ ซึ่งนั่นก็เปิดโอกาสให้ผมสามารถเอาเรื่องราวของเขามาขยายและจับใจความในมุมมองของตัวเองได้อย่างพอดิบพอดี” เคราส์กล่าวถึงการทำงานร่วมกันแบบห่างๆ โดยเขาแชร์เครดิตผู้แต่งนิยายเรื่องนี้ร่วมกับเดล โตโรด้วย

“ต่อให้พวกเราไม่รู้จักกัน มาจากคนละประเทศ พูดคนละภาษา แต่พวกเราก็สื่อสารกันผ่านหนังที่เราได้ดู” เคราส์อธิบายถึงประสบการณ์พิเศษของการร่วมงานครั้งนี้ “เราต่างก็ได้ดู Creature from the Black Lagoon และหนังสยองขวัญเรื่องอื่นๆ เขาดูผ่านโรงหนังเล็กๆ ในเม็กซิโก ผมดูผ่านทีวีตอนดึกในรัฐไอโอวา แต่ถึงอย่างนั้น เราก็ยังมีไอเดียที่คล้ายคลึงกัน แล้วการได้มาทานอาหารร่วมกันและพบว่าเราสองคนคิดและรู้สึกอย่างเดียวกันเวลาดูหนัง ผมว่ามันก็เป็นอะไรที่มหัศจรรย์อยู่เหมือนกันนะ”

สำหรับคอหนังท่านใดที่สนใจจะสำรวจโลกคู่ขนานของหนังกับหลายเรื่องราวที่ไม่ได้ปรากฏอยู่ในภาพยนตร์ สามารถติดตามนิยาย The Shape of Water ฉบับแปลไทยโดย Maxx Publishing ได้นะจ๊ะ