2538 อัลเทอร์มาจีบ App War แอปชนแอป จิงจิง - วริศรา ยู นัท - ณัฏฐ์ กิจจริต ภูวนิตย์ ผลดี อร - พัศชนันท์ เจียจิรโชติ เสือ - ยรรยง คุรุอังกูร

App War สังเวียนเดือดของคนรุ่นใหม่

Home / Bioscope focus / App War สังเวียนเดือดของคนรุ่นใหม่

ตัดทอนบางส่วนมาจากบทความในนิตยสาร BIOSCOPE ฉบับที่ 187

 

‘สตาร์ตอัพ, สปาย, สายสืบ และความรักของคนหนุ่มสาวท่ามกลางการแข่งขันอันระอุของโลกธุรกิจ!’

คือส่วนผสมในพล็อตเรื่องล้ำๆ ของ App War ‘แอปชนแอป’ หนังจากค่าย TMoment ที่ได้ เสือ – ยรรยง คุรุอังกูร ผู้กำกับที่เคยฝากฝีมือให้เราได้ชมกันมาแล้วจาก ‘2538 อัลเทอร์มาจีบ’ (2015) App War เล่าเรื่องของเหล่าสตาร์ตอัพที่ต้องแข่งกันผลิตแอปพลิเคชั่นสำหรับพบปะพูดคุยกับคนแปลกหน้า-ที่หน้าตาเหมือนกันแทบจะทุกระเบียดนิ้ว เพื่อชิงเงินทุนหลักล้าน ทั้งสองฝ่ายจึงตัดสินใจส่งคนของตัวเองเข้าไปสืบเรื่องราวธุรกิจและแผนงานจากอีกบริษัทหนึ่ง โดยหารู้ไม่ว่าแผนการตุกติกของพวกเขานั้นจะยิ่งทำให้เรื่องราวยุ่งขิงและชวนหัวมากขึ้นกว่าเดิม

หากจะมองมันเป็นปรากฏการณ์แห่งยุคสมัย นี่ย่อมเป็นหนังที่บันทึกช่วงเวลาแห่งการแข่งขันและฟาดฟันกันด้วยความคิดสร้างสรรค์อันสะท้อนวิถีชีวิตของผู้คนได้แจ่มชัด อย่างไรก็ดี ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นกับสงครามแอปฯ ครั้งนี้ไม่ใช่ทั้งหมดของความดุเดือดที่เกิดขึ้น เพราะงานเบื้องหลังของหนังเรื่องนี้ก็ ‘เข้มข้น’ ไม่แพ้กัน!

แม้หน้าตาของหนังจะเป็นการเดิมพันกันด้วยธุรกิจสตาร์ตอัพบนสมาร์ตโฟน ทว่าเนื้อในนั้นกลับเป็นการขับเคี่ยวในเรื่องหัวใจ อันมี ‘โรมิโอกับจูเลียต’ ของ วิลเลียม เชคสเปียร์ เป็นต้นแบบ โดย ตี๋ – ภูวนิตย์ ผลดี หนึ่งในทีมเขียนบทของหนังเล่าให้เราฟัง “เรื่องในนั้นมันว่าด้วยสองตระกูลใหญ่ที่ไม่ถูกกัน แต่คนของสองตระกูลกลับมารักกันเอง แล้วใน App War มันก็จะคล้ายๆ แบบนี้ คือเป็นสองบริษัทที่ต้องมาทำแอปพลิเคชั่นแข่งกัน ทั้งที่ก็รู้สึกดีกับอีกฝ่ายและเป็นแรงบันดาลใจให้กันด้วย”

ด้วยความที่เส้นเรื่องหลักคือประเด็นความรักของคนหนุ่มสาวทำให้ภูวนิตย์พยายามคงเรื่องราวนี้ไว้ แต่ขณะเดียวกันก็สอดแทรกประเด็นซ้อนอย่างชีวิตการงานของคนวัยนี้เข้าไปด้วย ซึ่งหลังจากควานหาอาชีพที่เหมาะสมกับตัวละครหลัก คำจำกัดความเรื่อง ‘สตาร์ตอัพ’ ก็ผุดขึ้นในกลุ่มทีมเขียนบทอย่างไม่ทันตั้งตัว “คือหนึ่งในทีมเขียนบทของเราเขาทำสตาร์ตอัพ แล้วพวกเราเองอยากเห็นตัวละครที่เป็นคนรุ่นใหม่ทำอาชีพและใช้ชีวิตแบบที่คนรุ่นใหม่มีกัน เรามองว่าคนรุ่นนี้เวลาทำธุรกิจ เขาทำมันโดยมีแรงจูงใจเป็นเหตุผลส่วนตัว อยากโตเร็วๆ อยากมีอิสระ อยากทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ไม่ได้ทำธุรกิจในแพ็ตเทิร์นแบบที่คนยุคก่อนหน้าเขาทำ ดังนั้น อาชีพสตาร์ตอัพมันจึงตอบโจทย์ตรงนี้ ประกอบกับความที่พล็อตหลักมันเป็นเรื่องคนหนุ่มสาวที่รักกัน เลยรู้สึกว่ามันน่าจะรีเลตกับคนส่วนใหญ่ได้อยู่นะ”

หากสตาร์ตอัพจะหมายถึงอาชีพที่คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจ ก็ไม่แปลกหากมันจะสามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ชีวิตของคนเจเนอเรชั่นนี้ได้ดีเช่นเดียวกับการสร้างแอปพลิเคชั่นที่ว่าด้วยการค้นพบผู้คนที่มีความชอบเหมือนตัวเอง เรื่องราวของการขับเคี่ยวของคนสองกลุ่มเพื่อสร้างแอปฯ สำหรับพบปะพูดคุยจึงถูกตั้งเป็นหมุดหมายขึ้นทันที “แล้วเพื่อนเราคนนั้นเขาก็พยายามทำแอปฯ ที่มันพูดถึงเรื่องการพบเจอคนนี่แหละ เราฟังแล้วรู้สึกว่า เออ มันโรแมนติกดีว่ะ เลยเอามาเชื่อมกับธีมรักในเรื่องที่มีอยู่แล้ว” ภูวนิตย์เล่า

พ้นจากมือเขียนบทไปแล้ว ทั้งหมดจึงตกอยู่บนตักของผู้กำกับอย่างยรรยง ที่ออกปากว่า App War คืองานกำกับชิ้นใหญ่ที่ท้าทายเขามากที่สุดงานหนึ่ง อันเนื่องมาจากตัวละครหลักมีมากถึงเจ็ดคน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการที่มันดำเนินไปด้วยการชิงไหวชิงพริบกันไปตลอดทาง

ก่อนนี้เราเคยแอนตี้นะว่า การที่คนเรานัดเดตกันทางไลน์หรือแอปฯ มันเป็นอะไรที่ฉาบฉวย แต่พอสักพักก็พบว่า เออ บางคนมันก็เจอกันทางแอปฯ แล้วคบกันไปจนถึงแต่งงานกันก็มี เลยคิดว่ามันก็มีความลึกซึ้งในแบบของมันอยู่ เพียงแต่อาจจะไม่ใช่ความลึกซึ้งเหมือนในยุคเก่าๆ ยิ่งมาอ่านทรีตเมนต์ อ่านพล็อตของ App War แล้วเรายิ่งรู้สึกว่ามันท้าทายเราดี เพราะมันเป็นเรื่องที่ว่าด้วยความทันสมัย เรื่องของคนยุคใหม่ ขณะที่หนังเรื่องก่อนของเราอย่าง ‘2538 อัลเทอร์มาจีบ’ มันเป็นหนังย้อนยุครวมๆ เลยค่อนข้างยากอยู่เหมือนกัน

อีกอย่าง เราไม่ได้ทำเส้นเรื่องความรักเยอะขนาดนั้น เพราะเราอยากให้ประเด็นอื่นๆ ในหนังมันเด่นขึ้นมาด้วย โอเคล่ะว่าเราพยายามใส่ความน่ารักอมยิ้มลงไปในหนัง เพราะเราชอบอะไรน่ารักๆ แต่ตรงไหนที่เดือดก็ต้องเดือดมากนะ หรือตรงไหนดราม่าก็ต้องร้องไห้ คือตัวละครมันเยอะ และเราต้องทำให้บทของพวกเขามันบาลานซ์กันให้ได้ นี่แหละยาก แล้วก็ต้องดำเนินเรื่องให้ผู้ชมเข้าใจในเวลาอันรวดเร็วด้วย ไม่อย่างนั้นมันจะย้วย”

พ้นไปจากพล็อตเรื่องที่โดดเด่นและทีมงานสายแข็งแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นจุดเด่นก็คือ เหล่านักแสดงรุ่นใหม่ที่มี นัท – ณัฏฐ์ กิจจริต รับบทเป็นหัวหอกแอปฯ Inviter และ จิงจิง – วริศรา ยู เป็นแม่ทัพแอปฯ Amjoin “ณัฏฐ์นี่บอกเราว่าสตาร์ตอัพก็เหมือนทำงานกลุ่มน่ะ แล้วเราฟังแล้วรู้สึกว่าเขาตีความตัวละครไม่เหมือนคนอื่นเลย มันมีลักษณะที่เรารู้สึกว่าเราใช้งานจากเขาต่อไปได้ วิธีที่เขามองตัวละคร บอมบ์ ของเขาน่ะ เรารู้สึกว่าเขามี input ว่ะ” ยรรยงเล่า “ส่วนจิงจิง เรารู้สึกว่าเขากำกับค่อนข้างยากสุดเพราะเขาแบกหนัง คือ จูน ตัวละครที่เขาเล่นมันเป็นหัวหน้าคน ต้องรับผิดชอบเพื่อนๆ และต้องรับผิดชอบชีวิตตัวเอง ความรักด้วย ดังนั้น ปมเขาจะเยอะ แต่ตอนแคสติ้งที่จิงจิงเด่นเพราะเขาดูไม่มั่นใจในตัวเอง ซึ่งก็เหมือนตัวละครแหละ มันจัดการเรื่องเพื่อนๆ ได้ แต่จัดการเรื่องตัวเองไม่ได้ ฉะนั้น เวลาตัวละครมันพูดอะไรสักอย่างด้วยความมั่นใจ แต่ลึกๆ มันจะมีความไม่มั่นใจอยู่ เลยรู้สึกว่านี่แหละ คือตัวละครจูนของกูเลย มันซ่อนเร้นปมตัวเองไว้เพื่อปกครองเพื่อนๆ”

ขณะที่อีกคนหนึ่งที่ถูกจับตามองอย่างมากคือการรับงานแสดงครั้งแรกของ อร – พัศชนันท์ เจียจิรโชติ หรือ อร BNK48 ที่มารับบทเป็นเด็กฝึกงานผู้ถูกส่งไปสืบงานลับของบริษัทคู่แข่ง “อรนี่ เราคุยกันเล่นๆ ในทีมงานว่าถ้าได้ BNK สักคนมาเล่นหนังก็คงดีนะ” ผู้กำกับพ่อลูกอ่อนเล่าอย่างอารมณ์ดี “จนคุณ วิสูตร (พูลวรลักษณ์) บอกว่า เอ๊ะ น้องคนนี้น่าสนใจ เราเลยลองดู คือน้องอรนี่แหละ เราเห็นแล้วก็คิดว่า อรใกล้เคียงตัวละครมาก คือในความแบ๊วของน้องมันมีความแสบ มีความเป็นสปาย มีความซับซ้อนในความคิดเลยลองเรียกมาแคสติ้งดู แล้วก็เหมาะกับบทเลย”

‘คาดหวังกับหนังเรื่องที่สองนี้แค่ไหน’ เป็นคำถามที่เราอดถามไม่ได้ ยรรยงหัวเราะเสียงดังเป็นคำตอบแรก “คาดหวังสิ จะได้มีชื่อเสียทีน่ะ!” เขาว่าพร้อมส่งรอยยิ้มกว้างกลับมา