ฉันทนา ทิพย์ประชาติ ดิว ไปด้วยกันนะ มะเดี่ยว - ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล หน่าฮ่าน

‘เหยียด’ บาปกรรมของคนทำหนังไทย

Home / Bioscope focus / ‘เหยียด’ บาปกรรมของคนทำหนังไทย

โดย นคร โพธิ์ไพโรจน์ บรรณาธิการหนังไทย BIOSCOPE

 

นับตั้งแต่สังคมระแวดระวังเรื่องความถูกต้องทางการเมือง (political correctness หรือ PC) ดูเหมือนว่าทั้งหนังโรงและโทรทัศน์เริ่มได้รับการจับจ้องจากผู้ชม จนเริ่มสัญญาณความ เหยียดส่งเสียงเสมอมาเมื่อเนื้อหาแสดงท่าทีที่ผิด PC เกิดขึ้น

ปรากฏการณ์ดังว่าแสดงอาการตื่นรู้ของสังคมที่มีต่อความแตกต่างหลากหลายได้อย่างน่าสนใจ จนส่งผลต่อวิธีคิดของผู้สร้างงานได้ไม่มากก็น้อย เป็นเกราะป้องกันด่านแรกเพื่อไม่ให้โดนถล่มว่าหนังนั้นเผลอ ‘เหยียด’ ใครเข้าทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ

มะเดี่ยว ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล ตัดสินใจสลับขั้วเรื่องราวระหว่าง ดิว ไปด้วยกันนะซึ่งดัดแปลงมาจากหนังเกาหลีปี 2001 เรื่อง Bungee Jumping of Their Own (2001, คิมแดซึง) โดยในต้นฉบับว่าด้วยคู่รักหนุ่มสาวในอดีตที่ฝ่ายหญิงกลับมาเกิดเป็นลูกศิษย์หนุ่มของฝ่ายชายในปัจจุบัน ทำให้หนังต้นฉบับทลายกำแพงความรักต่อเรื่องเพศ ส่วนเวอร์ชั่นไทยนั้น มะเดี่ยวกลับเลือกเล่าความรักระหว่างเพศเดียวกันให้เกิดขึ้นในอดีตแทน แล้วสร้างข้อจำกัดยุคปัจจุบันในประเด็นสถานะทางสังคมแทน โดยใช้ภาพแทนเป็นความรักระหว่างครูกับลูกศิษย์

ดิว ไปด้วยกันนะ

เหตุผลที่มะเดี่ยวเลือกทางนี้เพราะเขามองว่าสังคมไทยในปัจจุบันเปิดรับความรักระหว่างเพศเดียวกันมากขึ้น และหากพาตัวละครไปสู่บทสรุปเช่นเดียวกับต้นฉบับ ซึ่งพูดถึงสังคมเกาหลีเมื่อ 18 ปีก่อนหน้า ก็จะยิ่งผลิตซ้ำวาทกรรมความรักระหว่างเพศเดียวกันอันน่าเศร้าท่ามกลางบริบทในสังคมไทยที่ก้าวหน้าเรื่องเพศไปไกลแล้ว

มะเดี่ยวเล่าว่า “การทำอะไรในยุคสมัยนี้เรามองกระแสสังคมเป็นหลัก เพราะอารมณ์คนดูขณะนั้น สิ่งที่เขากำลังอินอยู่ มันมีผลต่อตัวหนัง ซึ่งมันก็สะท้อนความคิดของเราออกไปสู่สังคมแล้วมันทำให้โลกรู้ว่าเราเป็นคนยังไง แต่ไม่ได้หมายความว่าให้เราเฟคนะ แต่จะทำอะไรให้พึงระลึกไว้ว่าคนดูเรามีหลากหลายมาก สิ่งที่ออกไปสู่สายตาเขาถ้ามันมีอะไรบางอย่างที่ทำให้เขารู้สึกแย่กับตัวเอง หรือส่งเสริมความรังเกียจเดียดฉันท์ หรือความขบขันในความทุกข์ของคนอื่นในสังคม สิ่งเหล่านี้มันยิ่งทำให้คนทำงานอย่างเราต้องคิดให้เยอะๆ ว่าเรากำลังผลิตซ้ำวาทกรรมอะไรให้สังคมมั้ย หรือว่าเรากำลังจะสะท้อนแนวคิดอะไรที่มันฟ้องตัวเราเองออกไป”

หน่าฮ่าน หนังไทยปีนี้ที่โดนถล่มตั้งแต่หน้าหนังตั้งแต่ยังไม่ฉายว่ากำลังผลิตซ้ำความเป็นอีสาน จนส่งผลต่อรายได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งผู้กำกับ ตั๊ก ฉันทนา ทิพย์ประชาติ ได้มองปรากฏการณ์ดังกล่าวว่า “ตั๊กว่าทุกคนมีจิตใจที่เหยียดคนอื่นโดยธรรมชาติอยู่แล้ว อยู่ที่ว่าจะแสดงออกมารึเปล่า เช่น เราเดินผ่านคนอินเดียแล้วตัวเหม็น เราอาจจะขำเขาเพราะมันผิดจากธรรมชาติของเรา แต่มันคือธรรมชาติของเขา หากมองในหน้าที่คนทำหนังสิ่งที่เราคิดและนำเสนอออกไปมันไม่ใช่เรื่องผิดหรือถูก มันคือสิ่งที่คนดูต้องวิพากษ์วิจารณ์ในภายหลัง อย่าง ‘หน่าฮ่าน’ อาจโดนด่าว่าทำให้คนอีสานเป็นตัวตลก เป็นคนตลาดล่าง ไม่มีความคิดฝันอะไร ซึ่งในฐานะคนทำเราค่อนข้างชัดเจนว่าเรากำลังนำเสนอความเป็นจริง อธิบายได้ว่าต้นตอมันอยู่ตรงไหน เราก็มีความจริงใจกับสิ่งที่เราเล่า แต่ก็ไม่ได้มีท่าทีสั่งสอนอะไรเพราะเราไม่ใช่ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน อะไรขนาดนั้น”

หน่าฮ่าน

ครั้งหนึ่งฉันทนาเคยถูกโจมตีจากบทสัมภาษณ์ถึงเพื่อนๆ ของเธอ อันเป็นต้นเรื่องให้เธอหยิบรายละเอียดรายรอบมาใส่ในหนัง โดยคำครหาที่มีต่อฉันทนาในครั้งนั้นคือเธอ ‘ยกตน’ แล้วเหยียดรากตัวเอง ซึ่งเป็นประเด็นที่เธอไม่ยอม “ตั๊กรู้ตัวเองดีว่าเวลาพูดถึงบริบทต่างๆ ด้วยสายตายังไง บางทีการว่าคนอื่นว่าเหยียดมันก็เกิดจากการที่คนคนนั้นอาจกำลังเหยียดเสียเองก็ได้

“ตอนตั๊กเรียนมหาวิทยาลัยก็เป็นคนที่โดนเหยียด โดยเฉพาะเรื่องการที่เราพูดสำเนียงภาคกลางไม่ชัด แต่เราก็ไม่ได้คิดมากหรือว่าต้องเอากลับมาปรับปรุงภาษาของเรา ในขณะที่เพื่อนเราก็ไม่ได้รู้ตัวว่าการหยอกเอินของเขามันคือการเหยียด ซึ่งมันก็ไม่ได้เลวร้ายเพราะมันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ”

กระแสธารของสังคมกำลังไหลย้อนมาสู่การตั้งคำถามของคนทำหนังให้หนักว่าต้องทำตัวอย่างไรท่ามกลางสายตาของคนดูที่เข้มงวดมากขึ้น ทำให้ต้องมาทบทวนว่า PC ที่หนักข้อจะลดทอนเสรีภาพทางภาพยนตร์หรือไม่ มะเดี่ยวให้ความเห็นว่า “เอาจริงๆ ใจคุณน่ะคิดอะไรอยู่ คุณมองสิ่งเหล่านี้ด้วยสายตาแบบไหน ไม่งั้นมันจะกลายเป็นเราระมัดระวังไปซะหมด แล้วก็จะย้อนแย้งในตัวเองอีก มีคำพูดนึงของคนเขียนบทฝรั่งบอกว่า PC มันฆ่าอารมณ์ขัน

มันอยู่ที่ตัวเราเองแหละว่าตั้งธงในใจไว้แบบไหน เราเขียนมันไปก่อนถอะแล้วค่อยมองย้อนอ่านงานของตัวเองอีกครั้งในมุมของคนดู หรือมุมของ subject ที่ถูกพูดถึงอยู่ก็ได้ ตอนนั้นมันจะตอบเราเองแหละว่าเราควรจะพูดมันหรือไม่