Chananun Chotrungroj Independent Spirit Awards Invisible Waves Karaoke Girl NYU Pop Aye The Third Wife ชนานันต์ โชติรุ่งโรจน์ ผู้กำกับภาพ

ชนานันต์ โชติรุ่งโรจน์ : ผู้กำกับภาพหญิงไทยระดับฮอลลีวูดผู้เข้าชิง Independent Spirit Awards 2020

Home / Bioscope focus / ชนานันต์ โชติรุ่งโรจน์ : ผู้กำกับภาพหญิงไทยระดับฮอลลีวูดผู้เข้าชิง Independent Spirit Awards 2020

โดย ชลนที พิมพ์นาม

 

จากช่างภาพนิ่งที่เติบโตจากการทำงานสายนิตยสาร ก่อนมีโอกาสได้ถ่ายภาพเบื้องหลังภาพยนตร์ครั้งแรกใน Invisible Waves (2006, เป็นเอก รัตนเรือง) กลายเป็นจุดเริ่มต้นให้ ชนานันต์ โชติรุ่งโรจน์ พาตัวเองไปสู่พื้นที่ใหม่ในศาสตร์ภาพยนตร์ที่เธอหลงใหลมาตั้งแต่วัยเยาว์กับการเป็น ‘ผู้กำกับภาพ’

เวลาพูดคุยเกือบ 2 ชั่วโมงกับเธอ ที่เราได้ไล่ตามไทม์ไลน์ชีวิตตั้งแต่จุดเริ่มของความฝัน ได้พบกับสุดยอดผู้กำกับภาพอย่าง คริสโตเฟอร์ ดอยล์ ไปจนถึงผลงานการกำกับภาพในหนังไทยอย่าง ‘สาวคาราโอเกะ’ (Karaoke Girl – 2013, วิศรา วิจิตรวาทการ) และ Pop Aye (2017, เคิร์สเทน ถัน) ไปจนถึงผลงานล่าสุด หนังเวียดนามที่ทำให้เธอได้เข้าชิงรางวัลในเวที Independent Spirit Awards เป็นครั้งแรกอย่าง The Third Wife (2019, แอช เมย์แฟร์)

สิ่งหนึ่งที่เธอเล่าได้อย่างเห็นภาพ คือบรรยากาศแวดล้อมที่ก่อร่างให้กลายเป็นคนทำหนัง ซึ่งเธอได้สัมผัสตลอดการเรียนที่ New York University อันถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ตัวเธอได้เข้าไปทำงานในระบบอุตสาหกรรมหนังฮอลลีวูดอย่างเต็มตัว …และกลายมาเป็นคนทำหนังคุณภาพที่น่าจับตาในระดับโลกดังเช่นทุกวันนี้

 

ชนานันต์ โชติรุ่งโรจน์
The Third Wife

เริ่มสนใจภาพยนตร์ตั้งแต่เมื่อไหร่

จริงๆ เราก็สนใจภาพยนตร์มาตั้งแต่เด็กเลย คือชอบดูหนัง และครอบครัวทางด้านคุณลุง-ญาติคุณแม่ก็มีกิจการโรงหนังสแตนด์อโลน แต่ปัจจุบันก็กลายเป็นโกดังไปเรียบร้อย ก็เปลี่ยนแปลงในช่วงที่ธุรกิจวิดีโอมันเริ่มบูมพอดี ซึ่งเราเกิด 1980 ก็เลยยังทันได้สัมผัสบรรยากาศของมัน

 

ตัดข้ามมาช่วงมหาวิทยาลัย ทำไมเราถึงไม่เลือกที่จะเรียนคณะภาพยนตร์โดยตรง ทั้งที่สนใจ

ก็คิดว่าจะไปเรียนฟิล์มนี่ละ แต่เราอยากไปเชียงใหม่ (หัวเราะ) คือเราก็อยากหนีกรุงเทพฯ เบื่อรถติด

 

แต่ตอนนั้นที่เชียงใหม่ยังไม่มีเปิดสอนคณะภาพยนตร์ในระดับมหาวิทยาลัย

ใช่ แต่ตอนแรกมันเขียนว่ามีไง คือสมัยนั้นมันจะมีหนังสือเล่มหนาๆ ที่เอาไว้เช็ครหัสคณะต่างๆ มีรายละเอียดว่าสอนอะไร มีวิชาอะไรบ้าง ปรากฏว่าพอถึงเวลามันไม่มี คือเขียนไว้ในหนังสือแต่ไม่มีภาควิชานี้จริงๆ ก็เลยเข้าไปเรียนปีแรก (คณะการสื่อสารมวลชน ม.เชียงใหม่) ระหว่างนั้น เราก็สังเกตไปว่าแต่ละภาควิชาเป็นยังไง จนมาถึงปีสองที่ต้องเลือก สุดท้ายแทนที่เราจะเลือก Broadcast Television ที่มันดูใกล้เคียงกับหนังมากกว่า แต่เราก็ไปเลือกเป็นหนังสือพิมพ์ (วารสารการสื่อสารมวลชน) แทน

 

ทำไมถึงเลือกเรียนด้านนี้

ตอนนั้นเราเห็นผลงานของรุ่นพี่แล้วมันดูเป็นชิ้นเป็นอันกว่า ได้ทำงานจริงจัง ได้ออกภาคสนาม ได้เล่าเรื่อง ฝึกการเขียน ก็เลยคิดว่าถ้าตอนนั้นไม่ได้เรียนฟิล์มจริงๆ ก็เรียนหนังสือพิมพ์ดีกว่า อีกอย่างคือตอนนั้นก็เริ่มสนใจการถ่ายภาพแล้ว

จริงๆ มันมีอีกอย่างหนึ่งคือ ตอนแรกที่เราไปสอบสัมภาษณ์เข้าปีหนึ่ง อาจารย์ที่สัมภาษณ์เราเขาถามว่าเราอยากเรียนอะไร เราก็ตอบไปว่าเรียนฟิล์ม …แต่ที่นี่ไม่มีนะ มีแต่บรอดแคสต์ จนเราโดนถามต่อว่า ‘ที่มาเรียนบรอดแคสต์ เพราะอยากเป็นดาราเหรอ?’ คือเหมือนเป็นการถามกึ่งๆ แซว กึ่งๆ ทดสอบว่าเราเข้าใจหรือเปล่า ว่าภาควิชานี้มันเกี่ยวกับอะไร ซึ่งเราก็อธิบายไปตามที่เราเข้าใจ แต่พอเจอคำถามนั้นแล้วมันทำให้เราถอยออกมามองใหม่เหมือนกันนะว่าถ้ามันไม่มีคณะฟิล์มแล้ว จะเอ็นทรานซ์ใหม่เข้าจุฬาฯ หรือธรรมศาสตร์ ที่มีสอนฟิล์มเลยไหม เพราะตอนนั้นมันมีแค่สองที่นี้จริงๆ แต่ติดที่เราเองก็สอบเทียบมา อยากไปจากกรุงเทพฯ แล้ว (หัวเราะ) สุดท้ายเลยตัดใจเลือกเรียนหนังสือพิมพ์ ที่มช.

 

คิดว่าตัวเองได้ประสบการณ์อะไรจากการเรียนในภาควิชานี้บ้าง

มันเป็นการเรียนที่เข้มข้นมาก คือพอเริ่มเรียนมาก็ต้องไปหาเงินเลย ซึ่งเหมือนกับการทำโปรดักชั่นของหนัง ต้องออกไปหาสปอนเซอร์ ออกไปหาสมาชิกตามหอตามร้านค้า แล้วตลอดสามปีที่เรียนเอกนี้คือไม่ค่อยได้นอน การทำงานด้านสิ่งพิมพ์มันสอนให้เรารู้จักหน้าที่ ทุกคนมีหน้าที่ ถ้าเราทำผิดพลาดปิดต้นฉบับไม่ทัน มันคือเรื่องวินัย และการทำงานเป็นทีม

อีกอย่างหนึ่งที่ได้คือทักษะในการเล่าเรื่อง ทั้งข่าวเชิงสืบสวน การสัมภาษณ์ วิธีการดึงข้อมูลคนออกมา หรือวิธีการคุยกับคน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ เราก็ได้เอามาใช้ในการทำงานทุกวันนี้ด้วย

 

หลังจบจากเชียงใหม่ เรายังอยากจะทำงานด้านภาพยนตร์อยู่ไหม

อยากนะ แต่ยังมองไม่เห็นทางที่จะเข้ามา นอกจากนั้นคือเราก็มุ่งมาทางการถ่ายภาพ เพราะตอนเลือกวิชาโทก็เรียนการถ่ายภาพของคณะวิจิตรศิลป์ แล้วก็ทำงานด้านถ่ายภาพมาตลอดตั้งแต่ตอนนั้น จนได้มาฝึกงานที่กองบรรณาธิการของนิตยสาร Open จนเรียนจบก็ได้มาทำงานที่นี่เลย อยู่มา 3 ปี ก่อนออกมาเป็นช่างภาพฟรีแลนซ์ ซึ่งตอนนั้นยังเป็นยุคที่นิตยสารยังเฟื่องฟูมาก จำได้ตอนนั้นทำโอเพ่นสักพักก็มี BIOSCOPE มี a day เป็นช่วงที่มีนิตยสารเกิดใหม่เยอะและก็น่าสนใจ แต่ Open ไปก่อนเลย (หัวเราะ)

 

Invisible Waves
Karaoke Girl

แล้วหนังเรื่องแรกที่เป็นจุดเริ่มต้น ในการทำงานด้านภาพยนตร์คือเรื่องอะไร

Invisible Waves เข้าไปถ่ายภาพนิ่งเบื้องหลัง เพราะพี่ คุ่น (ปราบดา หยุ่น) ซึ่งเราเคยทำงานด้วยที่ Open เขียนบท คิดว่าตอนนั้นทางกองน่าจะหาทีมงานตำแหน่งนี้อยู่ พี่คุ่นก็เลยแนะนำเรากับพี่ต้อมหรือโปรดิวเซอร์นี่แหละ เราอยู่ในกอง Invisible Waves นาน 3-4 เดือน ได้ไปทั้งฮ่องกง หรือไปอยู่กองที่ภูเก็ตเป็นเดือน กับทีมงานในตอนนั้น ทุกวันนี้ก็ยังเป็นพี่น้องที่สนิทกันอยู่เลย

เราว่าโชคดีที่อยู่ในหน้าที่ที่ได้จับตามองผู้คน และไปอยู่ตรงไหนในกองก็ได้ คือเราก็ทำงานถ่ายภาพเบื้องหลังของเราไป ขณะเดียวกันก็สามารถศึกษาวิธีการทำงานของแผนกต่างๆ ในกองถ่ายไปด้วย เราเหมือนแมลงหวี่ที่บินไปได้รอบกองถ่าย ซึ่งมันดีมากสำหรับการเริ่มต้นของเรา และทำให้เราได้สำรวจตัวเองไปด้วยว่า จริงๆ แล้วเราอยากทำอะไรกันแน่ คือแน่นอนเริ่มต้นทุกคนก็อยากเป็นผู้กำกับ อยากเล่าเรื่องที่ตัวเองอยากเล่า แต่พอเรามาอยู่ในกองถ่ายจริงๆ โดยเฉพาะกองหนังของพี่ต้อม เรารู้เลยว่าทุกคนทำงานของตัวเอง ได้แสดงความสามารถในตำแหน่งหน้าที่ของตนเอง มีสิทธิ์ออกความคิดเห็นกับผู้กำกับได้

 

ตำแหน่งผู้กำกับภาพใน Invisible Waves คือ คริสโตเฟอร์ ดอยล์ เราสังเกตเห็นอะไรจากตัวเขาบ้าง

(หัวเราะ) เขาเก่งนะ ทุกวันนี้เรายังจำวิธีจัดแสงของเขาได้เลย เพราะเราเรียนถ่ายภาพนิ่งมา เราก็จะแกะวิธีการจัดแสงของเขาว่าเขาคิดยังไงเวลาถ่าย ไปจนถึงวิธีการคุย วิธีการทำงานกับผู้กำกับของเขา

 

การได้เห็นคริสโตเฟอร์ ดอยล์ทำให้เรามั่นใจว่าอยากทำในตำแหน่งผู้กำกับภาพด้วยหรือเปล่า

เราว่าการเป็นมนุษย์มันซับซ้อนกว่านั้น ไม่ใช่ทุกคนที่จะสนใจอะไรแล้วมุ่งหน้าไปสู่สิ่งนั้นโดยตรง เรารู้ตัวตั้งแต่เด็กแล้วว่าเราอยากเรียนภาพยนตร์ อยากเล่าเรื่องตัวเอง เอานักแสดงมาเล่น ที่บ้านมีกล้องวิดีโอก็ชอบถ่าย ถ่ายทุกอย่าง ไปเที่ยวกับที่บ้านเราก็เป็นคนถ่ายวิดีโอ แต่ชีวิตมันก็คดไปเคี้ยวมา ตรงนี้ไม่ใช่เราก็ไปตรงนั้น ถึงกระนั้น ถ้าความต้องการเราชัดเจน สุดท้ายเราก็จะหามันเจออยู่ดี และอาจจะดีด้วยซ้ำที่เราได้ลองอะไรหลายๆ อย่างมาก่อน

 

หลังจากรู้ตัวแล้วว่าจะไปสายงานนี้ เราตัดสินใจไปเรียนต่อเลยทันทีหรือเปล่า

ก่อนไปเรียนต่อเราก็ไปขอฝึกงานเป็นผู้ช่วยก่อน ที่ The Film Factory (โปรดักชั่น เฮ้าส์ทำหนังโฆษณาแถวหน้าของบ้านเรา) ซึ่งเขาจะมีอินเฮ้าส์เป็นทีมกล้องมีอุปกรณ์ของเขาเอง เราก็ถามจากพี่ สีบาน (นฤพล โชคคณาพิทักษ์ – ผู้กำกับภาพที่มีผลงานกับค่าย GTH และ GDH หลายเรื่อง), พี่ แดง (ชาญกิจ ชนวิกัยพงศ์ – ผู้กำกับภาพโฆษณาชื่อดังที่ร่วมงานกับเป็นเอกมายาวนาน) ก็ขอเข้าไปฝึกงานเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับการทำงานของทีมกล้องหรืออุปกรณ์ต่างๆ คือคิดว่าควรจะไปลองดูก่อนที่จะตัดสินใจไปเรียน

ได้ฝึกอยู่ประมาณ 3-4 เดือน ส่วนใหญ่ก็จะเป็นกองโฆษณา ซึ่งตอนนั้นยังลังเลว่าจะไปเรียนต่อ หรือจะหางานทำด้านนี้เลยดี ปรากฏว่าเราก็ได้ทุนจากพิพิธภัณฑ์ศิลปะในเกาหลีใต้ เป็นด้าน Fine-art photography ซึ่งเราทำเสนอขอทุนไป แต่ไม่ได้เกี่ยวกับหนังนะ ก็เลยได้ไป Artist in Residence ที่นั่น 1 ปี

 

ประสบการณ์จากการไป Artist in Residence ที่เกาหลีใต้ เป็นยังไงบ้าง

(นิ่งคิด) ที่เรารู้สึกเลย และค่อนข้างทำให้เรากลับมาด้วยความกระตือรือร้น คือเราว่าศิลปะซึ่งรวมไปถึงภาพยนตร์ด้วย มันสามารถจัดการด้วยรัฐได้ การที่เราได้ไปที่นั่นก็เพราะรัฐบาลเกาหลีเขาส่งเสริมและจัดการสิ่งนี้ สิ่งที่เขาทำคือการสร้างสตูดิโอขนาดใหญ่ แล้วก็แบ่งเป็นห้องๆ เชิญศิลปินหลากหลายแขนงจากทั่วโลกมาอยู่ร่วมกับศิลปินชาวเกาหลีที่เขาคัดเลือกมาเช่นกัน อยู่กัน 1 ปีบ้าง 6 เดือนบ้าง ซึ่งเมื่ออยู่ในนั้นมันจะเกิดการแลกเปลี่ยน การทำงานร่วมกัน อย่างเราเองก็ไปจัดนิทรรศการร่วมกับศิลปินคนอื่น 2-3 ครั้ง และที่เราเห็นมาก็คือ ภาพยนตร์ก็เหมือนกับศิลปะแขนงอื่น ที่ได้รับการจัดการอย่างจริงจังและถูกจุดจากรัฐของเกาหลีเหมือนกัน

 

หลังจากไป Artist in Residence 1 ปีในเกาหลี ชีวิตหลังจากนั้นเป็นอย่างไร

หลังจากนั้นเรารู้สึกว่าอยากเรียนภาษาอังกฤษเพิ่ม บวกกับอยากไปนิวยอร์ค ตอนนั้นมีเงินเก็บอยู่นิดหน่อย ก็ใช้หมดเลย คือเป็นช่วงที่เราอยากเปลี่ยนแล้ว คือเรารู้แล้วว่าสามารถทำงานศิลปะแบบนี้ไปเรื่อยๆ ก็พอจะมีค่าตอบแทนกลับมา ทำงานศิลปะมันก็ไม่ได้มีเงินเยอะหรอก คือกะว่าเงินหมดเราก็กลับ ก็หมดนะ แต่ก็ชอบอยู่ที่นิวยอร์คมากๆ เลยคิดว่าจะสมัครเรียนต่อที่นี่ ซึ่งถ้าทางเขาไม่ให้ทุนเราก็คงเรียนต่อไม่ได้อยู่ดี แต่ด้วยความบ้าเลือดทำให้เราไม่กลัว มันเหมือนไม่มีอะไรจะเสียแล้ว ก็สมัครไปเลยที่เดียวที่ NYU ผ่านพิจารณาไปจนถึงรอบสอบสัมภาษณ์ ก็บอกเขาไปตรงๆ ด้วยความเกรงใจแบบนิสัยคนไทยกับคนที่สัมภาษณ์ว่า ถึงคุณเลือกเรา เราก็เรียนไม่ได้อยู่ดี อย่างนั้นคุณไปเลือกคนอื่นก็ได้ คือถ้าเราได้เราก็ต้องวิ่งหาเงิน ซึ่งในเวลาสองสามอาทิตย์ยังไงก็ไม่ทันอยู่ดี คือถ้าเลือกเรา เราก็ต้องขอทุนคุณนะ

สุดท้ายทางมหาวิทยาลัยก็ยื่นขอเสนอให้เราว่า งั้นปีแรกเขาจะลดค่าเรียนให้ครึ่งหนึ่ง ถ้าผลการเรียนดีปีต่อไปก็ลดให้เป็น 70% ถ้าปีต่อไปดีอีกก็ให้เรียนฟรีเลย คือลดให้แบบขั้นบันได เราก็เอาสิ ก็ยังพอเหลือเงินก้อนเล็กๆ อยู่ ระหว่างรอเรียนก็ทำงานหาเงินตามร้านอาหาร

ความฉลาดของ NYU อย่างหนึ่งคือเขาบังคับให้นักเรียนต้องร่วมงานเฉพาะภายในสถาบันกันเอง คือบังคับเลยว่า 2 ชั้นปีแรกต้องใช้ DP ในคลาสส์เท่านั้น คือจะเลือกซ้ำกันก็ได้ ซึ่งในช่วงเวลานั้นก็จะมี DP ที่ใช้ซ้ำๆ กันในคลาสส์อยู่ 3-4 คน แล้วคลาสส์หนึ่งมี 30 คน มันทำให้เรามีโอกาสสร้าง Showreel งานของตัวเอง จะเห็นใน IMDB ของเราว่ากำกับภาพให้หนังสั้นไว้เยอะมาก จนขึ้นปีที่ 3 หนังสั้นที่เราถ่ายไปของบางคนก็ได้ไปเทศกาลบ้าง ได้ไป Screenwriters Lab ตามเทศกาลบ้าง หรืออย่างเรื่อง The Third Wife ก็เกิดจากการไปถ่ายหนังสั้นให้เขาได้ไปเทศกาลหนังที่เบอร์ลิน แล้วเขาก็กลับมาบอกว่าได้ทุนทำหนังยาวแล้วนะ ซึ่งบทเขาก็พัฒนาในช่วงที่เรียนอยู่ NYU นี่แหละ

 

Don’t Come Back from the Moon
Pop Aye

สไตล์การทำงานของคุณเป็นอย่างไร

เราเน้นการทำงานกับผู้กำกับ เราเข้าใจว่ากว่าจะมายืนตรงจุดนี้ของผู้กำกับแต่ละคนมันไม่ง่าย และเราเองก็อยากจะเอาใจช่วยพวกเขา อยากเห็นภาพไปพร้อมกับเขา และอยากให้หนังออกมาดี อันนี้ตอบด้วยน้ำใสใจจริงเลยนะ กับทุกโปรเจ็กต์ก่อนจะรับปากทำ เราจะขออ่านบทและคุยกับผู้กำกับก่อน คือถ้าเรารู้สึกได้ เราก็เชื่อว่าคนดูก็น่าจะรู้สึกเหมือนกัน

 

เหมือนคุณจะใส่ใจกับการปรับตัวเข้าหาผู้กำกับมากเป็นพิเศษ

ก็เพื่อที่จะเข้าใจบทด้วย คาแรคเตอร์ของตัวละครด้วย เราว่าพวกการจัดแสงหรือใดๆ ที่เป็นหน้าที่โดยตรงของเรา เราก็ต้องทำให้มันดีในระดับหนึ่งแล้ว แต่การจะไปอีกขั้นคือการได้ช่วยผู้กำกับพยุงคาแร็กเตอร์เหล่านี้ ด้วยงานของเรา ด้วยโพสิชั่น ด้วยแสงหรือมูฟเมนต์ของกล้อง นั่นจึงทำให้เราต้องเข้าใจให้ตรงกับผู้กำกับให้มากที่สุด เพราะบางทีสิ่งที่เราคิดอาจจะไม่ตรงกับสิ่งที่เขาต้องการ สมมติว่าผู้กำกับอยากได้เศร้าแบบไม่ขมขื่น แต่เรากำกับภาพเศร้าแบบขมขื่นไปมันก็ไม่ใช่ หรือบางทีก็จะเกรงใจกันจนมีปัญหาในการทำงาน ซึ่งถ้ายังมีเวลาก่อนถ่ายก็อยากจะสื่อสารกับผู้กำกับให้ได้มากที่สุด แม้แต่ระหว่างถ่ายก็ยังต้องคุย แบบว่าคุณอยากได้เศร้าแบบไหน อยากได้เศร้านิ่งๆ อาจจะถ่ายเห็นแค่หลัง หรืออยากได้เศร้าแบบ ทาร์คอฟสกี (หัวเราะ) ซึ่งแม้แต่การเคลื่อนที่ของนักแสดง บางครั้งผู้กำกับเขาก็จะชวนเราไปเวิร์คช็อปก่อนถ่ายทำ เพื่อให้เราเข้าใจจังหวะการเคลื่อนไหวส่วนตัวของนักแสดง ไม่อย่างนั้นเราอาจจะต้องใช้เวลาอีกสามวันในการปรับตัวเข้าหานักแสดง ยกตัวอย่างเช่น เราถ่ายคุณ เราก็จะเห็นแล้วว่าคุณชอบจับแขนแบบนี้ตอนไหน หรือเอี้ยวตัว จะพยักหน้าตอนไหน เพราะการกำกับภาพมันมีการคาดเดาบุคลิกภาพของผู้คนอยู่ ให้การเคลื่อนกล้องมันไปด้วยกัน แล้วเล่าเรื่องที่มันไม่ได้อยู่ในคำพูดได้

 

ช่วงเวลาที่ได้ทำงาน DP หลังเรียนจบจากอเมริกา เราเริ่มคิดที่จะปักหลักทำงานที่นั่นเลยไหม

เรียกว่าไม่มีเวลาคิดมากกว่า เพราะหลังเรียนจบมาก็ยุ่งมาก ช่วงนั้นคือเราแทบจำอะไรไม่ได้เลย ว่างเราก็ออกไปถ่ายงาน เพราะไม่อยากอยู่บ้าน อยู่บ้านคือมีแต่เรื่องเสียตังค์ ออกไปข้างนอกดีกว่า ได้ค่าแรงนิดหน่อย มีคนหาอะไรให้กิน และก็ได้เจอเพื่อนด้วย ไม่เหงา คือเป็นช่วงก่อนวีซาหมดสองปี เวลาเหลือเราก็ทำเต็มที่เลย

มีช่วงหนึ่งที่เราถ่ายเรื่อง Don’t Come Back from the Moon (2017, บรูซ เธียร์รี เฉิง) เสร็จ วันนั้นเราก็บินกลับมาเมืองไทยเพื่อถ่ายเรื่อง Pop Aye เลย คือผู้กำกับเขาก็จองคิวเราต่อเนื่องกันเลย จังหวะนั้น เราไม่มีครอบครัว ไม่มีลูก เราไม่ได้คิดอะไรเลย ก็เอาตัวไปอยู่กองถ่ายเรื่อยๆ

 

การได้กลับมาทำงานในไทยอีกครั้งกับเรื่อง Pop Aye มันสำคัญกับคุณอย่างไร

ด้วยความสนิทกันมานานกับเคิร์สเทน ถัน และเป็นคนที่เรากำกับภาพให้เป็นเรื่องแรก ก่อนที่จะไปเรียนที่ NYU อีก คือตั้งแต่สมัยตอนกลับมาจากเกาหลี เขาก็มาอยู่กับเราที่ไทย 1 ปีเลย นั่นคือเรื่อง Sink (2009) ซึ่งนอกจากมันเป็นหนังที่พาเราไปเทศกาลอย่างร็อตเทอร์ดามหรือเบอร์ลินแล้ว มันยังเป็นผลงานที่ตัวเคิร์สเทนใช้ซับมิตที่ NYU ด้วย

อีกอย่างคือจุดเริ่มต้นของ Pop Aye มันก็เกิดจากตอนที่เราไปสเก๊าต์สถานที่ถ่ายทำเรื่อง Sink แล้วเคิร์สเทนเขาไปเห็นเด็กกลุ่มหนึ่งพาวัวตัวใหญ่มากไปเล่นน้ำทะเล ซึ่งเขาก็ใช้สิ่งที่เขาเห็นเนี่ยมาจินตนาการเขียนเป็นเรื่องราวต่อจนเป็น Pop Aye ซึ่งนั่นจึงทำให้เขาตัดสินใจเลือกมาถ่ายทำหนังยาวเรื่องแรกของตัวเองที่ไทยด้วย

จริงๆ ตอนนั้นเคิร์สเทนเองก็โดนทักมาเหมือนกันนะว่าทำไมไม่ทำหนังเรื่องแรกในสิงคโปร์ ซึ่งจริงๆ พวกเราเองตอนนั้นก็อินโนเซนต์มาก คือเราเชื่อในจิตอิสระที่จะคิดและทำอะไรโดยที่ไม่มีกรอบ คือเรื่องศิลปะหรือครีเอทีฟมันตีกรอบได้เฉพาะตอนที่นำเสนอ แต่มันตีกรอบไม่ได้ตอนที่เราคิด มนุษย์เกิดมาไม่เหมือนกัน หรือแม้แต่ละช่วงชีวิตของมนุษย์เองก็มีเรื่องที่อยากเล่าไม่เหมือนกัน ความเป็นชาติมันไม่ได้สำคัญกับเราว่า นี่คือหนังไทยหรือหนังสิงคโปร์เรื่องแรกที่ได้ไปซันแดนซ์นะ หรืออย่าง The Third Wife เป็นหนังเวียดนามที่ขายได้ยี่สิบกว่าประเทศทั่วโลก คือตอนที่เราครีเอตมันขึ้นมาความเป็นตัวแทนชาติมันไม่ได้สำคัญขนาดนั้น

 

ในอนาคต เราจะกลับมาทำงานที่ไทยถาวรไหม

ไม่ถาวรนะ เพราะตอนนี้สามีเราอยู่ที่แอลเอ แล้วก็มีลูกซึ่งก็ให้ทางพ่อแม่สามีดูแล ส่วนที่มาเมืองไทยคราวนี้ ก็เพราะพี่ ทองดี (โสฬส สุขุม) ชวนมาถ่ายหนัง ‘กลิ่นแดนไกล’ ให้ .ไทกิ (ไทกิ ศักดิ์พิสิษฐ์)

โอเค ถึงแม้ว่าที่มั่นของชีวิตตอนนี้จะอยู่ที่อเมริกา เพราะครอบครัวอยู่ที่นั่น แต่เราก็จะบอกเหมือนเดิมคือ ในเรื่องของครีเอทีฟเราไม่เคยมองว่าตัวเราต้องอยู่ที่ไหนอยู่แล้ว

The Third Wife