Andy Lau Christopher Doyle Days of Being Wild Leslie Cheung Maggie Cheung Wong Kar-wai หนังฮ่องกง หลิวเต๋อหัว หว่องกาไว เลสลี่ จาง

Days of Being Wild : จุดเริ่มต้นแห่งการ ‘กระทำความหว่อง’ ของ หว่องกาไว

Home / Bioscope focus / Days of Being Wild : จุดเริ่มต้นแห่งการ ‘กระทำความหว่อง’ ของ หว่องกาไว

ตัดทอนบางส่วนมาจากบทความโดย บดินทร์ เทพรัตน์ ในนิตยสาร BIOSCOPE ฉบับที่ 186 : ‘30 ปี หนังเหงา หว่องกาไว’

 

เมื่อ As Tears Go By (1988) ประสบความสำเร็จอย่างมากจน หว่องกาไว มีสิทธิ์ที่จะเลือกทำหนังอะไรก็ได้ หากเป็นผู้กำกับคนอื่นคงจะเลือกทำหนังตลาดที่ทุนสูงขึ้น แต่ไม่ใช่กับเขา “ผมสามารถทำหนังแบบ As Tears Go By ไปได้เรื่อยๆ แหละ แต่ผมอยากทำหนังที่มีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น ผมอยากทำหนังที่ทำลายขนบโครงสร้างแบบเดิมๆ” – ซึ่งนั่นก็เป็นที่มาของ Days of Being Wild (1990) หนังเรื่องแรกที่ถูกมองว่ามี ‘ความเป็นหว่องกาไว’ อย่างชัดเจน

หนังเล่าถึงชีวิตของ ยกไจ๋ (เลสลี จาง) เพลย์บอยหนุ่มผู้ใช้เสน่ห์ในการทำให้ผู้หญิงตกหลุมรักและทอดทิ้งเธออย่างง่ายดาย (ราวกับ ‘นกไร้ขา’ ที่ไม่สามารถเกาะกิ่งไม้กิ่งใดกิ่งหนึ่งจนกว่าจะตาย) ซึ่งหญิงสาวที่หลงรักยกไจ๋ ได้แก่ โซวไหล่เจิน (จางม่านอวี้) พนักงานขายตั๋วที่สนามกีฬา, มีมี/ลูลู (หลิวเจียหลิง) นักร้องนักเต้นคาบาเร่ต์ ในขณะเดียวกัน ก็มีชายหนุ่มที่หลงรักพวกเธอเหล่านี้อยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นตำรวจหนุ่ม (หลิวเต๋อหัว) ที่ตกหลุมรักโซวไหล่เจิน แต่ความสัมพันธ์กลับไม่คืบหน้าด้วยโชคชะตาไม่เป็นใจ และ แดนนี (จางเซียะโหย่ว) เพื่อนรักของยกไจ๋ที่ตกหลุมรักลูลูข้างเดียว

หนังยังพูดถึงความสัมพันธ์แบบ ‘ทั้งรักทั้งเกลียด’ ระหว่างยกไจ๋กับป้า (รีเบ็กกา แพน) ที่เลี้ยงดูเขามาตั้งแต่เล็กๆ ยกไจ๋ต้องการรู้ว่าแม่แท้ๆ ของเขาเป็นใคร แต่ป้าของเขาไม่ยอมบอกเสียที จนการสืบค้นด้วยตัวเองได้นำทางเขาไปสู่ประเทศฟิลิปปินส์-ที่ซึ่งอดีตของเขากำลังจะได้รับการเปิดเผย

หว่องตั้งใจทำหนังเกี่ยวกับคนเซี่ยงไฮ้ในฮ่องกงยุค 60 -อันเป็นยุคที่เขาเติบโตมาโดยมีความทรงจำและประสบการณ์ร่วมด้วย- ซึ่งตัวละครในหนังเรื่องนี้ถูกเขียนขึ้นมาจากความทรงจำที่เขามีต่อผู้คนที่เคยพักอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์ของเขาเมื่อยังเด็ก ชื่อหนังเรื่องนี้จึงมีชื่อจีนที่แปลได้ว่า ‘เรื่องราวของอาเฟย’ ซึ่งเป็นชื่อที่สื่อถึงวัยรุ่นหัวขบถในยุค 60 ที่มีความคิดแบบตะวันตก “1960 เป็นปีที่ดี เป็นจุดเริ่มต้นทศวรรษ และเป็นบทโหมโรงสำหรับยุค 60 …สมัยนั้นแดดแจ่มจ้ากว่านี้ อากาศสดชื่นกว่านี้ เสียงเพลงจากวิทยุดังแว่วไปตามถนน เป็นความรู้สึกดีๆ ราวกับภาพฝัน มันน่าจะเป็นความฝันได้เลยด้วยซ้ำ ซึ่งคงเป็นเรื่องธรรมดาที่ในความทรงจำมักจะมีแต่เรื่องดีๆ เพราะเราเลือกที่จะลืมเรื่องราวเลวร้าย สำหรับสิ่งที่อยากจำ เราจึงต้องหมั่นถนอมมันไว้ด้วยความรัก” หว่องร่าย

“จะเห็นได้ว่าในยุค 80 ผู้คนนิยมทำหนังเรโทรย้อนไปยังยุค 60 เช่น Back to the Future (1985, โรเบิร์ต เซเม็กคิส) หรือหนังของ ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา อย่าง The Outsiders, Rumble Fish (ปี 1983 ทั้งคู่) มันเป็นการย้อนกลับไปยังยุคที่มี จอห์น เอฟ เคนเนดี, ยุคที่ผู้คนมุ่งหน้าสำรวจดวงจันทร์ พากันสงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับอนาคต ผู้คนมองอนาคตในแง่ดี ต่างจากปลายยุค 80 ซึ่งอนาคตกลายเป็นสิ่งที่ดูไม่แน่นอน ผู้คนต่างเป็นกังวลว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับโลก และนั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมอยากทำหนังว่าด้วยยุคสมัยนั้น ตอนแรกผมเขียนเนื้อเรื่องเกี่ยวกับตำรวจ หญิงสาว การประท้วง และการจลาจล แต่ในตอนที่เราเตรียมสร้างหนังเรื่องนี้มันได้เกิดเหตุการณ์น่าเศร้าที่เทียนอันเหมินขึ้น ผมเลยคิดว่าเราควรไปไกลกว่าการทำหนังเกี่ยวกับเหตุการณ์ประท้วง แต่เราจะทำหนังเกี่ยวกับผู้คนที่ออกค้นหาตัวตนของตัวเองแทน”

Days of Being Wild เป็นการร่วมงานกันครั้งแรกระหว่างเขากับ คริสโตเฟอร์ ดอยล์ ในตำแหน่งผู้กำกับภาพ และครั้งที่สองกับ วิลเลียม จาง (จางซู่ผิง) ซึ่งรับหน้าที่ตัดต่อและออกแบบงานสร้าง/เครื่องแต่งกาย/ทรงผม (ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นทีมงานคู่ใจของหว่องในหนังอีกหลายเรื่อง) โดยงานภาพและงานสร้างในหนังนั้นถูกทั้งสามคนคุมโทนให้เป็น ‘สีเขียว’ แทบทั้งเรื่อง “สีเขียวได้รับความนิยมอย่างมากในยุคนั้น อพาร์ตเม้นต์ของผมเป็นสีเขียว ม้านั่งที่สวนสาธารณะและบรรดาตึกทั้งหลายก็เป็นสีเขียว รวมถึงต้นไม้ที่มีการปลูกขึ้นมาอย่างมากมายด้วย” หว่องเล่า ทว่าการถ่ายทำหนังเรื่องนี้ก็ยังประสบกับปัญหาเรื่องความล่าช้า เนื่องจากต้องถ่ายทำด้วยระบบเสียงในฟิล์ม, บทหนังมีการเขียนเพิ่มและเปลี่ยนแปลงใหม่ตลอดเวลา (ทำให้ต้องมีการเพิ่มซีนถ่ายทำและสร้างฉากใหม่อยู่เรื่อยๆ) บวกกับการทำงานอย่างละเอียดลออ ทั้งของหว่อง-ที่ต้องให้นักแสดงเล่นฉากเดิมซ้ำๆ หลายสิบเทคจนกว่าจะผ่านและจาง-ที่ต้องใช้เวลาออกแบบฉาก/เสื้อผ้า/ทรงผมยุค 60 อย่างประณีตบรรจงนี่เอง

ฉากที่สร้างความงุนงงสงสัยให้เกิดแก่ผู้ชมหลายรายก็คือตอนจบของหนัง (ซึ่งนี่อาจเป็นการสปอยล์สำหรับบางคน) ที่ตัวละครซึ่งแสดงโดย เหลียงเฉาเหว่ย ปรากฏกายขึ้นมาเป็นครั้งแรกแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย เขาอยู่ในห้องแคบๆ กำลังแต่งตัวให้ดูดี จัดเตรียมไพ่ ออกจากห้อง แล้วหนังก็จบลงแค่นั้น “อันที่จริงเขาจะต้องมีบทบาทในหนังภาคสองที่เราไม่มีโอกาสได้สร้าง แต่เราต้องใส่เหลียงเฉาเหว่ยลงไปในหนังตั้งแต่ภาคแรกเนื่องด้วยสัญญาเรื่องนักแสดงที่เราทำไว้กับผู้จัดจำหน่าย ซึ่งเราพบว่าตำแหน่งที่ดีที่สุดสำหรับฉากของเขาก็คือตอนจบ เพราะมันสร้างแรงสั่นสะเทือนและชวนให้ผู้ชมอยากติดตามเขาต่อไป มีหลายคนวิจารณ์ว่าควรเอาฉากนี้ของเขาออก เพราะมันไม่เข้ากับส่วนอื่นเลย บางคนก็บอกว่าเป็นเพราะมันเป็นฉากที่ดูดีเกินไปจนผู้ชมอยากเห็นมากกว่านั้น แต่หนังกลับจบลงแบบปุบปับ ซึ่งผมมองว่ามันให้ความรู้สึกเหมือนเป็นการเปรียบเปรยถึงชีวิตได้ด้วยเพราะมันสวยงามแล้วก็จากไปอย่างรวดเร็วแบบนั้นแหละ”

Days of Being Wild ถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นของ ‘สไตล์แบบหว่องกาไว’ นั่นคือ ไม่มีพล็อตเรื่องชัดเจน, เน้นที่บรรยากาศ/อารมณ์ความรู้สึก/รายละเอียดของตัวละครมากกว่าเนื้อเรื่อง, เหตุการณ์ในหนังเป็นชิ้นส่วนที่แหว่งวิ่นและไม่ได้เรียงลำดับเวลา รวมไปถึงการออกแบบตัวละครที่เปลี่ยวเหงาและโหยหาความรักความสัมพันธ์ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหม่มากสำหรับหนังฮ่องกงในยุคนั้น หนังเข้าฉายในเดือนธันวาคม 1990 ในรูปแบบของหนังโปรแกรมใหญ่เนื่องจากเต็มไปด้วยนักแสดงซูเปอร์สตาร์ของฮ่องกง แต่ผู้ชมที่คาดหวังว่าจะได้ดูหนังสูตรทั่วไปกลับต้องหงายท้องตึง มันกลายเป็นหนังที่เสียงแตกเพราะมีทั้งคนชอบมากและเกลียดมาก ซึ่งสุดท้ายก็ทำให้หนังล้มเหลวด้านรายได้อย่างสิ้นเชิง (จนแผนการที่จะสร้างภาคสองต้องล้มเลิกไป) อย่างไรก็ดี หนังกลับประสบความสำเร็จด้านรางวัล เพราะมันได้รางวัลจาก Hong Kong Film Awards มาครองหลายรางวัล (รวมถึงหนัง, ผู้กำกับ และนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม – เลสลี จาง) และยิ่งเมื่อเวลาผ่านไป หนังก็ยิ่งสะสมคะแนนความนิยมได้มากขึ้นเรื่อยๆ จนมักจะติดอันดับรายชื่อหนังฮ่องกงที่ดีที่สุดตลอดกาลอยู่เสมอ และภายหลังหนังก็ยังถูกนับอย่างไม่เป็นทางการว่าเป็นหนึ่งในไตรภาค ‘ฮ่องกงยุค 60’ ที่มี In the Mood for Love (2000) และ 2046 (2004) รวมอยู่ด้วย

ผมถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นคนทำหนังที่ไม่มีความรับผิดชอบ ไม่ควบคุมงบ ทำหนังตามใจตัวเองฝ่ายเดียว ซึ่งคอมเมนต์ดังกล่าวทำให้ผมจบอาชีพผู้กำกับได้เลย ผมรู้สึกแย่ต่อโปรดิวเซอร์อย่าง อลัน ถัง ที่ต้องขาดทุนและทนฟังคำตำหนิเพราะผม มันทำให้ผมคิดได้ว่าถ้าผมต้องการจะทำหนังที่มีความเสี่ยง ผมควรเสี่ยงด้วยเงินที่ผมจัดการเอง ซึ่งผมก็เริ่มทำแบบนั้นกับหนังเรื่องต่อมาอย่าง Ashes of Time (1994)

“ผมเคยคุยกับอลันว่า ‘ผมรู้ว่าคุณอยากให้ผมทำหนังแบบ As Tears Go By อีก’ เขาบอกว่า ‘ใช่ เพราะมันดีต่อตัวคุณ มันพิสูจน์แล้วว่าเวิร์ค เป็นสิ่งที่ตลาดต้องการทำไมคุณไม่เดินไปบนเส้นทางสายนั้น’ ผมเลยตอบกลับไปว่า ‘ผมย้อนกลับไปไม่ได้ครับ เส้นทางนั้นมันได้จากผมไปแล้ว’