About Time Bombshell I Tonya Margot Robbie Mary Queen of Scots Once Upon a Time in Hollywood Suicide Squad The Wolf of Wall Street Z for Zachariah การแสดง นักแสดง

สวยโป๊ สวยซ่า สวยดราม่า : เผยเคล็ดการแสดงอันเจิดจ้าของ มาร์โกต์ ร็อบบี

Home / Bioscope focus / สวยโป๊ สวยซ่า สวยดราม่า : เผยเคล็ดการแสดงอันเจิดจ้าของ มาร์โกต์ ร็อบบี

อาจดูเป็นเรื่องที่ชวนให้เลิกคิ้วสงสัยสำหรับใครหลายคนที่ภายในระยะเวลาเพียงไม่ถึง 6 ปี ชื่อของ มาร์โกต์ ร็อบบี ได้ถูกเอ่ยถึงในโลกฮอลลีวูดอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะบนเวทีรางวัล แต่หากลองมองข้ามรูปร่างหน้าตาอันงามสง่าของนักแสดงสาววัย 29 จากออสเตรเลียรายนี้ไป เราก็จะพบว่า ‘ความพยายาม’ ทางการแสดงของเธอนั้น ก็ ‘มีดี’ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย

นับจากการเริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างกับ The Wolf of Wall Street (2013, มาร์ติน สกอร์เซซี) ที่เธอต้องเป็น ‘ภรรยาผู้แสนยั่วยวน’ ประกบคู่กับพระเอกคนดังอย่าง ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ, การเป็นแอนตี้ฮีโร่สายแมสส์กับ Suicide Squad (2016, เดวิด เอเยอร์) ที่เธอต้องรับบท ฮาร์ลีย์ ควินน์ หวานใจสุดระห่ำของ โจ๊คเกอร์ มาจนถึงการได้เข้าชิงออสการ์นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมครั้งแรกกับ I, Tonya (2017, เคร็ก กิลเลสปี) ที่เธอแปลงร่างพรางตัวเป็นบุคคลที่มีชีวิตอยู่จริงอย่าง ทอนยา ฮาร์ดิง -นักกีฬาฟิเกอร์สเก็ตหัวร้อนเจ้าของชีวิตแสนดราม่า- จนทุกคนชมเปาะ

และนี่คือเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ ที่นำมาซึ่งการแสดงอันเจิดจ้าของเธอ!

The Wolf of Wall Street
About Time
Once Upon a Time in Hollywood
เคล็ดที่ 1 : เชื่อมั่นในบทที่เล่น

“คุณต้องแสดงให้เหมือนกับว่า คุณกำลัง ‘คิด’ ว่าคุณ ‘สวย’ จริงๆ และคุณต้องโน้มน้าวตัวเองให้ได้โดยสมบูรณ์ เพราะถ้าทำได้ คนอื่นๆ ก็จะยอม ‘เชื่อ’ คุณด้วยเช่นกัน”

ร็อบบีพูดถึงการรับบท ‘สาวสวยสะพรั่ง’ ในหนังหลายเรื่องที่ทั้งตัวละครอื่นๆ และผู้ชมต่างพร้อมใจกันตกหลุมรักเธอ ทั้งเมียสาวหุ่นแซ่บใน The Wolf of Wall Street, เพื่อนสาวร้อนฉ่าใน About Time (2013, ริชาร์ด เคอร์ติส), สาวขี้โกงเสน่ห์แรงใน Focus (2015, เกลนน์ ฟิการ์รา และ จอห์น รีควอ), เจ้าสาวของเจ้าป่า ทาร์ซาน ใน The Legend of Tarzan (2016, เดวิด เยตส์) และนักแสดงสาวยุค 60 ผู้สดใสเบิกบานใน Once Upon a Time in Hollywood (2019, เควนติน ทารันติโน) แม้เธอจะยังคิดแย้งอยู่บ้างว่า ‘ความสวย’ ของตัวละครเหล่านี้ไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับวงการภาพยนตร์-และนักแสดงอย่างเธอ-ก็ตาม “เวลาที่คุณดูหนัง พวกนักแสดงนำหญิงมักจะต้องสวยสง่าและผอมเพรียว มันมีภาพเหมารวมบางอย่างที่ทำให้คุณต้องดูดีแบบนั้นอยู่ และพอคุณก้าวเข้ามาในธุรกิจนี้ คุณก็จะสัมผัสได้ถึงความกดดันที่ว่าค่ะ”

อย่างไรก็ดี ปฏิเสธไม่ได้ว่า ‘ความเชื่อมั่นต่อบทที่เล่น’ นั้น เป็นสิ่งสำคัญ เพราะในความคิดของเธอ ทุกรายละเอียดของตัวละครล้วนสัมพันธ์กัน ทั้งจากเรือนร่างภายนอกสู่ความรู้สึกภายใน โดยเฉพาะใน The Wolf of Wall Street ที่เธอต้องเปลือยร่าง-ซึ่งในตอนนั้นเธอเองก็ยังไม่แน่ใจนักว่ามันจะสร้างหรือทำลายอาชีพการแสดงของเธอกันแน่ แต่เธอก็ตัดสินใจทุ่มสุดตัวเพื่อบทดังกล่าวในท้ายที่สุด “เรื่องที่ฉันต้องยอมทุ่มหมดหน้าตัก ก็คือการที่ฉันต้องถ่ายฉากเปลือย ซึ่งฉันไม่ได้อยากทำมันเลยจริงๆ แต่ในอีกมุม ฉันก็ต้องทำงานกับสกอร์เซซีให้ได้ เพราะมันเป็นสิ่งที่ฉันอยากทำมากๆ …ตอนนั้นฉันเลยคิดว่า แล้วอะไรกันแน่ที่สำคัญกว่า?” ซึ่งเมื่อถึงเวลาถ่ายทำจริงๆ สกอร์เซซีกลับเป็นคนมาบอกว่า เธอสามารถเล่นบทนี้โดยไม่ต้องโป๊ก็ได้นะ แต่ร็อบบีกลับ ‘อิน’ กับบทนี้มาก จนเริ่มคิดว่าถ้าตัวละครนี้ไม่กล้าเปลือย มันก็จะออกมาไม่สมจริงน่ะสิ! “ฉันนึกในใจว่าเธอคงไม่พลาดหรอก ไม่มีทาง ถ้าเป็นเธอ ก็ต้องเปลือยหมดทั้งตัวแน่ๆ!”

Suite Française
Z for Zachariah

อย่างไรก็ดี ในผลงานชิ้นอื่นๆ ที่เน้นรูปลักษณ์อันแตกต่างออกไปของเธออย่าง Suite Française (2015, ซาอุล ดิบบ์) และ Z for Zachariah (2015, เคร็ก โซเบล) ก็ทำให้เธอเริ่มสนุกไปกับบทบาทการแสดงที่หลากหลายมากขึ้น เพราะในเรื่องแรกเธอต้องทำผมแอฟโฟร-ย้อมฟันเหลือง-ทาผิวคล้ำเกรียม เพื่อให้ดูเป็นสาวชาวบ้านกร้านโลก ขณะที่ในเรื่องหลังเธอต้องย้อมผมเข้ม-เติมกระ-แต่งตัวมอซอ เพื่อให้สมกับสถานะการเป็นมนุษย์คนสุดท้ายหลังวันสิ้นโลก …เช่นเดียวกับใน I, Tonya ที่เธอต้องแปลงร่างเป็นทอนยาจากช่วงอายุ 15 ถึง 44 ปีด้วยตัวเอง …ทั้งๆ ที่ขณะนั้น ร็อบบีมีอายุ 27 ปี-ซึ่งทั้งมากกว่าและน้อยกว่าอายุจริงของตัวละคร! “คุณจะจ้างนักแสดงหญิงที่มีอายุต่างกันมาเล่นก็ได้แหละ แต่ฉันว่าผู้ชมคงอยากจะลงหลักปักฐานอยู่กับใครสักคนที่เขาเห็นบนจอหนังมากกว่า” เธออธิบายถึงการเลือกแสดงบทบาทอันแสนยากและท้าทายนี้ภายใต้ ‘ความเชื่อ’ ว่าจะสามารถ ‘ทำได้’ ของตัวเธอเอง

ทั้งเพิ่มเติมอีกด้วยว่า แม้บทนั้นจะห่างไกลทั้งรูปลักษณ์ ช่วงอายุ และทัศนคติมากเพียงใด แต่หากเธอสามารถหาจุดเชื่อมโยงเข้ากับตัวเองได้แม้เพียงเล็กน้อย เธอก็พร้อมจะ ‘ลงแรง’ กับการเป็นตัวละครนั้นอย่างเต็มสูบ ดังนั้น ตัวละครที่ดูจากภายนอกว่าเหมือนจะเป็น ‘คนร้ายๆ’ อย่าง นาโอมิ ใน The Wolf of Wall Street หรือทอนยาใน I, Tonya แท้จริงแล้วก็ยังมี ‘ความเปราะบาง’ ที่เธอเข้าใจและพร้อมจะถ่ายทอดมันออกมาให้ผู้ชมได้สัมผัสไม่ต่างกัน ทั้งการกลายเป็นคนเห็นแก่เงินก็เพราะต้องการจะปกป้องลูกของนาโอมิ และการกลายเป็นคนทะเยอทะยานอยากเอาชนะ-จนต้องลงมือทำร้ายคนอื่น-เพียงเพราะแค่อยากรู้สึกดีกับชีวิต-ที่บัดซบในแทบจะทุกมิติ-ของทอนยา

“นั่นจึงคือเหตุผลที่ว่าทำไมฉันถึงตกหลุมรักงานแสดงยังไงล่ะคะ ฉันรักการที่จะได้ ‘ซึมลึก’ ไปกับเรื่องเล่าเหล่านี้ และตลอดเวลาที่ฉันพยายามสร้างผลงานให้ดีที่สุดอยู่นั้น ฉันมักจะตกอยู่ในสภาวะที่อ่อนไหวแบบนั้นเสมอ”

Suicide Squad
I, Tonya
เคล็ดที่ 2 : มุ่งมั่นในสิ่งที่ทำ

ถึงจะเห็นร็อบบีเป็นนักแสดงสาวสุดฮ็อตปานนี้ แต่ครั้งหนึ่ง ครอบครัวก็เคยบอกให้เธอ ‘เลิก’ เป็นนักแสดง แล้วหา ‘งานจริงๆ’ ทำแบบชาวบ้านมาแล้ว “ครอบครัวของฉันไม่ค่อยรู้เรื่องอุตสาหกรรมบันเทิงอะไรพวกนี้หรอก พอตอนที่ฉันเริ่มทำการแสดง (เธอแสดงซีรีส์หลายเรื่องมาตั้งแต่ปี 2008 อาทิ Neighbours และ Pan Am) ทุกคนก็จะพูดประมาณว่า ‘น่าสนุกดีนะ แต่เดี๋ยวเธอจะไปหางานจริงๆ ทำใช่ไหม?’” เธอหัวเราะขัน ก่อนที่ทุกวันนี้ ครอบครัวของเธอจะเริ่มยอมรับกับอาชีพนี้-ที่เธอพยายามพิสูจน์ให้เห็นมาตลอดหลายปี-ว่ามันก็คือ ‘งานจริงๆ’ อย่างหนึ่งเหมือนกัน และเธอก็จริงจังกับมันจนถึงขั้นมุ่งหน้ามาตามฝันอันใหญ่กว่าที่ฮอลลีวูด “มันเหมือนกับฉันทิ้งทุกคนที่ออสเตรเลียไว้ข้างหลังน่ะค่ะ ทั้งเพื่อนๆ และครอบครัวของฉัน แล้วฉันก็ยังต้องเลิกกับแฟนมาด้วยนะ”

ความมุ่งมั่นของเธอยังปรากฏชัดในการรับบทบาทต่างๆ ที่เธอมักจะศึกษาและฝึกปรือเพื่อให้มีทักษะมากพอที่จะ ‘กลายเป็น’ ตัวละครนั้นๆ อย่างสมบูรณ์ที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการหัดโรลเลอร์สเก็ตและการต่อสู้ด้วยมือเปล่าใน Suicide Squad หรือการซ้อมสเก็ตน้ำแข็งอย่างเข้มข้นเพื่อให้ท่วงท่าออกมาสมกับเป็นนักกีฬาจริงๆ ใน I, Tonya (แม้เธอจะบอกว่าสนามฝึกสเก็ตน้ำแข็งเป็นที่ที่ทำให้เธอรู้สึกไม่สบายตัวแบบสุดๆ ไปเลยก็ตาม “เพราะฉันโคตรกลัวเลยว่าฉันจะทำได้ไม่ดีพอ กลัวว่าตัวเองจะเจ็บ แล้วก็กลัวว่าฉันจะทำตารางถ่าย 31 วันนั้นป่นปี้หมด!”) รวมถึงการสังเกตบุคลิกของทอนยาผ่านทุกช่องทางสื่อที่เธอสามารถหาได้ และการพบปะตัวจริงๆ เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองด้วย

Mary Queen of Scots

หรือใน Mary Queen of Scots (2018, โจซี รูร์ค) ที่เธอต้องศึกษาประวัติศาสตร์เพื่อแสดงเป็น สมเด็จพระราชินีนาถ เอลิซาเบธ ที่ 1 ของอังกฤษ -พร้อมปะทะพลังกับ เซอร์ชา โรแนน ผู้รับบท สมเด็จพระราชินีนาถ แมรี ที่ 1 ที่เป็นไม้เบื่อไม่เมากันมา- ซึ่งเป็นบทที่แม้ว่านักแสดงร่วมชาติรุ่นพี่อย่าง เคต แบลนเช็ตต์ เคยทำไว้ได้ดีจนถึงขั้นชิงออสการ์มาแล้ว (ทั้งใน Elizabeth ปี 1998 และ Elizabeth: The Golden Age ปี 2007) แต่ร็อบบีก็ยังมุ่งมั่นที่จะถ่ายทอดบทของสตรีที่เปี่ยมอำนาจนางนี้ออกมา โดยพยายามไม่เปรียบเทียบตัวเองกับใคร-แม้จะมีความกังวลอยู่บ้างในช่วงแรกที่ถูกทาบทาม “มันน่ากลัวจะตายที่ต้องมารับบทที่นักแสดงเก่งๆ เขาเล่นกันไปแล้ว ยิ่งครั้งสุดท้ายที่ถูกเล่นโดยสุดยอดไอดอลทางการแสดงของฉันอย่างเคต แบลนเช็ตต์ด้วยน่ะ” เธอว่า “จนกระทั่งเธอ (รูร์ค-ผู้กำกับ) มาบอกฉันว่า ‘ไม่ขนาดนั้นหรอกน่า หนังเรื่องนี้มันต่างออกไปนะ เพราะพวกเธอ (เอลิซาเบธกับแมรี) ยังเป็นแค่เด็กสาวกันอยู่เลย ลองมองเธอแค่ในฐานะผู้หญิงคนหนึ่ง-ที่ไม่ใช่ราชินี-ดูสิ’ ซึ่งนั่นมันช่วยฉันได้มากๆ เลยล่ะค่ะ”

Bombshell

ล่าสุด ร็อบบียังไปปรากฏตัวในหนังดราม่าที่สร้างจากเหตุการณ์จริงของแวดวงสื่ออเมริกันอย่าง Bombshell (2019, เจย์ โรช) เคียงข้างกับสองนักแสดงสาวรุ่นพี่-ที่ต่างเป็นเจ้าของรางวัลออสการ์มาแล้ว-อย่าง นิโคล คิดแมน และ ชาร์ลิซ เธอรอน โดยเธอรับบทเป็น เคย์ลา เด็กฝึกงานในสถานีข่าว Fox News ที่ถูกผู้บริหารระดับสูงล่วงละเมิด จนทนไม่ไหวและเข้าไปขอความช่วยเหลือจากสองผู้ประกาศข่าวสาวชื่อดังอย่าง เมจีน เคลลี (เธอรอน) และ เกรตเชน คาร์ลสัน (คิดแมน) – ซึ่งนี่เป็นบทที่ร็อบบีปรารถนาจะใช้เป็นกระบอกเสียงให้เหยื่อทุกคนที่ถูกล่วงละเมิดและยังหวาดกลัวกับการเดินไปบอกใครสักคน “ตอนที่ฉันเริ่มอ่านบทหนังเรื่องนี้ในฐานะนักแสดง ฉันรู้เลยว่าฉันต้องเล่น เพราะมันคงเป็นบทบาทที่เจ๋งมาก แต่พอฉันอ่านมันจบ ฉันกลับอยากทำมันในฐานะของคนคนหนึ่ง ในฐานะของมนุษย์ที่ยังมีลมหายใจอยู่ตรงนี้ ฉันต้องรับบทนี้ เพราะมันเป็นบทที่สำคัญมากๆ”

และเมื่อถามถึงแผนการชีวิตในอนาคต เธอบอกว่าอยากก้าวไปสู่งานเบื้องหลังอย่างโปรดิวเซอร์หรือผู้กำกับแบบเต็มตัวเสียที “ฉันยังคงรักการแสดงอยู่นะคะ แต่ฉันใช้เวลาอยู่หน้าฉากในกองถ่ายหนังมาสิบปีแล้ว และฉันก็ตระหนักได้ว่า ถ้าฉันอยากจะทุ่มเทหัวใจและจิตวิญญาณลงในหนังสักเรื่อง ฉันก็อยากเป็นหนึ่งในสุ้มเสียงที่สามารถตัดสินใจอะไรต่อมิอะไรได้น่ะค่ะ

แถมเธอยังมองข้ามช็อตไปไกลถึงช่วงบั้นปลายชีวิตตอนอายุ 80 แล้วด้วยซ้ำ “ถึงตอนนั้น ฉันคงไม่สนใจหรอกนะว่า หนังที่ฉันทำจะไม่ได้ประสบความสำเร็จอะไรนักหนา …ตราบใดที่ฉันรู้ว่าฉันทุ่มทุกสิ่งทุกอย่างลงไปเท่าที่จะทำได้ และได้มอบความรักให้แก่ผู้คนที่ฉันร่วมงานด้วยดีพอแล้ว”