Before the Flood Cate Blanchett Global Warming Greenhouse Effect Ice on Fire Jane Fonda Leonardo DiCaprio Mark Ruffalo The 11th Hour The Revenant ทำหนังในวันที่โลกร้อน สิ่งแวดล้อม ออสการ์ โลกร้อน

ทำหนังในวันที่โลกร้อน #2 : Leonardo & His Eco-Friendly Stars เมื่อ ‘ดารา’ ลุกขึ้นมารักษาสิ่งแวดล้อม

Home / Bioscope focus / ทำหนังในวันที่โลกร้อน #2 : Leonardo & His Eco-Friendly Stars เมื่อ ‘ดารา’ ลุกขึ้นมารักษาสิ่งแวดล้อม

หมายเหตุ : ‘ทำหนังในวันที่โลกร้อน’ คือซีรีส์บทความว่าด้วยหลากหลายวิถีทางแห่งการทำหนังในยุคที่ ‘วิกฤตสิ่งแวดล้อม’ และ ‘ภาวะโลกร้อน’ กำลังถูกจับตามองจากทุกภาคส่วนของประชาคมโลก ซึ่ง BIOSCOPE พยายามรวบรวมแนวคิดเหล่านี้มาถ่ายทอด ถกเถียง และต่อยอด เพื่อเป็นแนวทางสำหรับการก่อร่างวัฒนธรรมภาพยนตร์ที่ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุดต่อไป

( ย้อนอ่านตอน 1 )

 

หนึ่งในกลุ่ม ‘คนทำหนัง’ ที่ลุกขึ้นมารณรงค์เรื่องวิกฤตสิ่งแวดล้อมและภาวะโลกร้อนอย่างจริงจังที่เราเห็นกันบ่อยครั้งที่สุด คงหนีไม่พ้นเหล่า ‘ดารา/นักแสดง’ โดยเฉพาะจากฟากฝั่งฮอลลีวูด เนื่องด้วยทุกคราวครั้งที่คนเหล่านี้ขยับเขยื้อนร่างทำอะไรขึ้นมาสักอย่าง มันก็มักจะตกเป็นหัวข้อข่าวไปทั่วโลกได้ไม่ยาก …และดาราที่เราได้เห็นเขาพูดถึงเรื่องโลกร้อนกันจนชินตามาแต่ไหนแต่ไรก็คือ เจ้าของรางวัลออสการ์นักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจาก The Revenant (2015, อเลฆันโดร กอนซาเลซ อินาร์ริตู) อย่าง ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ นี่เอง!

อย่างที่คอหนังรู้กันว่า ดิคาปริโอขึ้นชื่อในการเป็นดาราฮอลลีวูดที่ออกมาเคลื่อนไหวเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมมากที่สุดคนหนึ่ง เพราะนอกจากจะมีส่วนร่วม-ทั้งโปรดิวซ์, เขียนบท, ให้เสียงบรรยาย หรือแม้แต่ร่วมกำกับ-ในหนังสารคดีว่าด้วยวิกฤตสิ่งแวดล้อมอย่าง The 11th Hour (2007, นาเดีย และ เลลา คอนเนอร์ส), Before the Flood (2016, ฟิชเชอร์ สตีเวนส์) และ Ice on Fire (2019, เลลา คอนเนอร์ส) ที่ล้วนประสบความสำเร็จแล้ว เขาก็ยังออก ‘แอ็กชั่น’ ด้วยการลงมือทำสิ่งต่างๆ ดังต่อไปนี้ :

The 11th Hour

1) ก่อตั้งองค์กรไม่แสงหาผลกำไร Leonardo Dicaprio Foundation เมื่อปี 1998 ในจังหวะหลังจากที่ตนโด่งดังสุดขีดจาก Titanic (1997, เจมส์ แคเมอรอน) เพื่อสร้างความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมให้แก่ผู้คนทั่วโลก โดยเน้นหนักไปยังการแก้ปัญหาที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน, การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และการสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทน ซึ่งมูลนิธิของเขาได้ส่งมอบเงินทุนกว่า 80 ล้านเหรียญฯ สนับสนุนโครงการด้านสิ่งแวดล้อมไม่ต่ำกว่า 200 โครงการใน 50 ประเทศ รวมทั้งตัวเขาเองยังเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนและคณะกรรมการขององค์กรต่างๆ อาทิ World Wildlife Fund, Global Green USA และ International Fund for Animal Welfare (แน่นอน, มีคนด่าว่าเขาทำไปเพื่อโปรโมตงานแสดง)

Before the Flood

2) ออกเดินทางไปบริจาคเงินส่วนตัว, สนับสนุนให้ความร่วมมือ, กล่าวบรรยาย หรือแม้แต่ประท้วงเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมตามวาระระดับโลกต่างๆ เช่น  จัดประมูลงานศิลปะจากตัวหนัง The 11th Hour เพื่อหาทุนสนับสนุนงานด้านอนุรักษ์จนได้เงินราว 40 ล้านเหรียญฯ ซึ่งถือเป็นการประมูลด้านสิ่งแวดล้อมที่สร้างเม็ดเงินมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา หรือต่อต้านการเพิกเฉยเรื่องสิ่งแวดล้อมของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ด้วยการร่วมเดินขบวนงาน People’s Climate March กับเพื่อนดารา มาร์ค รัฟฟาโล และประชาชนชาวนิวยอร์คในปี 2017 นอกจากนี้ เขายังพยายามใช้ชีวิตโดยตระหนักถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุดเท่าที่เขาพอจะทำได้ เช่น ใช้รถไฟฟ้าไฮบริด, ใช้ไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลที่ติดอยู่ภายนอกบ้าน ฯลฯ (อย่างไรก็ดี ยังมีคนจิกกัดเขาเรื่องการใช้เครื่องบินเจ็ตขณะต้องเร่งรีบเดินทางไปทำภารกิจตามประเทศต่างๆ ที่ก็ฝาก ‘รอยเท้าคาร์บอน’ ไว้ให้โลกอยู่ดี – ซึ่งเขาเองก็ยังไม่เคยออกมาแก้ต่างในเรื่องนี้)

Ice on Fire

3) มีส่วนร่วมในการออกแบบแคมเปญน้อยใหญ่หลากหลายรูปแบบเพื่อเชิญชวนผู้คนให้ออกมา ‘รักษ์โลก’ กันมากขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อไม่ให้อุณหภูมิโลกร้อนเพิ่มขึ้นมากเกินไปกว่า 1.5 องศาเซลเซียส (ตามข้อตกลงระหว่างนานาประเทศใน Paris Agreement เมื่อปี 2015) เช่น โครงการชื่อ 100% ที่เขาร่วมทำกับรัฟฟาโล โดยสนับสนุนเงินทุนและช่วยกระตุ้นความพยายามในการใช้ ‘พลังงานสะอาด’ -หรือก็คือพลังงานทดแทนที่มาจากลม ชีวมวล (สารอินทรีย์จากพืชและ/หรือสัตว์) หรือแสงอาทิตย์- จากไอเดียสุดบรรเจิดของคนทั่วโลก เป็นต้น – ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเพียงเศษเสี้ยวของตัวอย่างกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมที่เขาลุกขึ้นมาทำให้เราเห็นอย่างเป็นรูปธรรมเท่านั้น

ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา ดิคาปริโอยังคงเคลื่อนไหวในประเด็นเดิมอย่างแข็งขัน ดังเช่นที่เขาเคยกล่าวสุนทรพจน์เอาไว้ในวันที่ต้องก้าวขึ้นไปรับรางวัลทางการแสดง-ที่แฟนๆ ต่างรอคอยมานาน-บนเวทีออสการ์เมื่อปี 2016 ว่า “การเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ (Climate Change) เป็นเรื่องจริงครับ และมันกำลังเกิดขึ้นตอนนี้ มันคือประเด็นเร่งด่วนที่กำลังเผชิญหน้ากับทุกเผ่าพันธุ์ของเรา และเราจำเป็นต้องจัดการมันร่วมกันโดยพร้อมเพรียงและเลิกผัดวันประกันพรุ่งได้แล้ว เราต้องสนับสนุนเหล่าผู้นำทั่วโลกที่ไม่เป็นกระบอกเสียงให้พวกผู้สร้างมลภาวะรายยักษ์ แต่เป็นกระบอกเสียงให้แก่มวลมนุษยชาติ แก่ชนพื้นเมืองของโลกใบนี้ และแก่ประชากรหลายๆ พันล้านคนที่ไม่มีสิทธิ์มีเสียงข้างนอกนั่น ทั้งๆ ที่พวกเขาอาจเป็นผู้ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากปัญหานี้ เพื่อทายาทของบรรดาลูกหลานของเรา รวมถึงผู้คนเหล่านั้นที่ที่เสียงของพวกเขาต้องจมหายไปในนโยบายการเมืองอันเห็นแก่ได้”

เจน ฟอนดา ใน Grace and Frankie

อย่างไรก็ดี นอกจากพ่อหนุ่มดิคาปริโอแล้ว ก็ยังมี ‘ดารา’ อีกจำนวนไม่น้อยที่ออกมาสร้างแรงกระเพื่อมให้ผู้คนได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการรักษาสิ่งแวดล้อม อาทิ มาร์ค รัฟฟาโล หรือพ่อ Hulk แห่งแฟรนไชส์มาร์เวล เพื่อนร่วมอุดมการณ์ของดิคาปริโอที่เคยร่วมเดินขบวนประท้วงและเป็นโต้โผในการต่อต้านการใช้พลังงานที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกมาโดยตลอด, เคต แบลนเช็ตต์ นักแสดงมากฝีมือจากออสเตรเลียที่มีส่วนในการผลักดันโครงการรณรงค์เรื่องโลกร้อนจำนวนมากในประเทศบ้านเกิด รวมถึงเดินทางไปพบปะผู้นำประเทศต่างๆ เพื่อนำเสนอนโยบายด้านการใช้พลังงานอย่างยั่งยืน หรือล่าสุดที่ตกเป็นข่าวดังก็คือ เจน ฟอนดา นักแสดงเจ้าของสองรางวัลออสการ์วัย 81 ที่เพิ่งออกไปประท้วงเรื่องโลกร้อนหน้าอาคารรัฐสภาในวอชิงตันดีซี ‘ทุกวันศุกร์’ จนถูกตำรวจจับมาแล้วหลายหน!

และแม้ใครหลายคนจะกล่าวหาดาราเหล่านี้ว่าที่ออกมาขยันพูดเรื่องสิ่งแวดล้อมกันหน้าจอ ก็เพียงเพราะต้องการพื้นที่สื่อในการโปรโมตตัวเองและผลงานเท่านั้น ทว่าดิคาปริโอและผองเพื่อนร่วมวงการของเขาก็แสดงให้เราเห็นแล้วว่า ยังมีดาราอีกมากที่ใส่ใจกับปัญหาสิ่งแวดล้อมและลุกขึ้นมา ‘พยายาม’ ทำอะไรบางสิ่งอย่างจริงจัง-เท่าที่พวกเขาจะพอทำได้ ควบคู่ไปกับการทำงานด้านภาพยนตร์ที่พวกเขารัก

อะไรบางสิ่งที่น่าใส่ใจกว่าคำครหานินทา – ซึ่งก็คือการแก้ปัญหาวิกฤตโลกร้อนที่กำลังกลืนกินโลกและมวลมนุษยชาติอย่างรวดเร็วและรุนแรงอยู่ ณ ขณะนี้

 

(โปรดติดตามตอนต่อไป)