Documentary Club Goodnight & Goodbye Last Year When The Train Passed By Opening Closing Forgetting SF World Cinema Swimming on the Highway Taiwan Taiwan Documentary Film Festival in Thailand 2019 The End of the Track Turning 18 หนังสารคดี หนังไต้หวัน

5 หนัง(ลับแล)ที่คุณควรชมในเทศกาลสารคดีไต้หวัน 2019

Home / Bioscope focus / 5 หนัง(ลับแล)ที่คุณควรชมในเทศกาลสารคดีไต้หวัน 2019

ในที่สุด เทศกาลหนังสารคดีไต้หวัน ก็กลับมาอีกครั้งหนึ่ง ในปีนี้ เทศกาลกลับมาใหม่แบบใหญ่กว่าเดิม มีทั้งสารคดีขนาดยาว ขนาดสั้น หนังคลาสสิกสูญหายจากช่วงยุค 1970 ไปจนถึงโปรแกรมหนังพิเศษจากฮ่องกง โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 ต.ค. – 3 พ.ย. นี้ ณ โรงภาพยนตร์ SF World Cinema

คอหนังหลายท่านอาจจะทราบแล้วว่า เทศกาลปีนี้มีทั้งหนังใหม่ล่าสุดของ ไฉ้หมิงเลี่ยง ผู้กำกับที่เป็นที่รู้จักทั่วโลก กับชิ้นงานที่เป็นหนังกึ่งศิลปะจัดวางอย่าง Your Face, มี 14 Apples หนังสารคดีชีวิตพระของ มิดี ซี ผู้กำกับชาวพม่าที่เริ่มเป็นที่จับตามองจากทั่วโลก (เขาอาศัยและทำหนังในไต้หวัน นอกจากทำหนังสารคดี ยังเริ่มทำหนังเล่าเรื่องอย่าง Road To Mandalay และ Nina Wu หนังเรื่องใหม่ที่กำลังเดินสายฉายในเทศกาลทั่วโลก), มีหนังเปิดเทศกาลเป็น Blood Amber สารคดีสุดดังที่ตามติดบรรดาคนงานเหมืองอำพันสีเลือดในพม่า-ที่ที่คนไต้หวันเข้าไปขุดทองลักลอบทำเหมืองท่ามกลางภาวะสงครามของทหารพม่ากับชนกลุ่มน้อย ซึ่งหนังเป็นที่รู้จักจากหลายเทศกาลทั่วโลก และยังมี The Shepherds หนังติดตามชีวิตของบรรดาพระที่ต่อสู้ที่จะจัดงานแต่งงานให้กับชาว LGBT ในไต้หวัน

อย่างไรก็ดี ยังมีหนังอีกจำนวนมากที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก เราจึงขอแนะนำหนัง 5 เรื่องนี้ที่แม้จะดู ‘ลับแล’ ในสายตาของผู้ชมโลก แต่ก็ทรงพลังและควรค่าแก่การรับชมยิ่ง!

 

1.
The End of the Track

(กำกับ : โหมวตุนเฟ่ย)

ผู้คน-โดยเฉพาะชาวเอเชีย-อาจรู้จัก โหมวตุนเฟ่ย ในฐานะของคนทำหนังบ้าระห่ำจากฮ่องกง เจ้าของหนังอย่าง ‘จับคนมาทำเชื้อโรค’ หรือ Men Behind The Sun (1988) หนังชวนขยะแขยงที่สุดเรื่องหนังของโลกที่ว่าด้วยกองทัพญี่ปุ่นจับชาวจีนมาทดลอง โดยมุ่งเน้นขายภาพสยองขวัญของการทำการทดลอง หรือ Lost Souls (1980) หนังว่าด้วยแรงงานอพยพที่เต็มไปฉากรุนแรงทั้งการฆ่าและการข่มขืน

โหมวตุนเฟ่ยเพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคมปีนี้ – มันอาจพิลึกประหลาดที่โลกจดจำเขาแบบนั้น แต่ก่อนที่จะตายไปนั้น โลกยังจดจำเขาในแบบอื่นด้วย

เขาเกิดในชานตงก่อนที่ครอบครัวจะอพยพมาไต้หวันหลังปี 1949 หลังเรียนจบในช่วงปลายทศวรรษที่1960 เขาเริ่มเรียนรู้การทำหนังด้วยตนเอง เขาเล่นเป็นตัวเอกในหนังสั้นเรื่อง The Mountain (1966) หนังสำคัญของ ริชาร์ด เฉิน หนึ่งในต้นทางของภาพยนตร์ทดลองไต้หวัน ในหนัง เขาเล่นเป็นนักศึกษาไปเที่ยวป่าเขาและฝันว่าอยากเป็นผู้กำกับ

แล้วเขาก็ได้เป็นผู้กำกับสมใจ เขาทำหนังในไต้หวันสองเรื่อง นั่นคือ I Didn’t Dare To Tell You (1969) และ The End of the Track (1970) โชคร้ายที่หนังสองเรื่องนี้ไม่เคยได้รับการฉายอย่างเป็นทางการในไต้หวันเลยแม้แต่ครั้งเดียว ด้วยความผิดหวังในวงการภาพยนตร์ เขาออกจากไต้หวันไปเดินทางโดยไม่ได้กลับมาอีก จนถึงปี 1977 เขาย้ายไปอยู่ฮ่องกง กำกับหนังให้ Shaw Brothers ซึ่งโดยมากเป็นหนังแก๊งสเตอร์ หนังโหดเหี้ยมตื่นเต้นเหล่านี้ทำให้เขาเป็นที่รู้จักอย่างที่เขาเป็น

ว่ากันว่าหนังสองเรื่องนี้ในไต้หวันของเขานั้นถูกขึ้นบัญชี หนังสูญหาย ไปตลอดหลายสิบปี ร่องรอยเดียวที่มีคือการที่หนังถูกเขียนถึงในนิตยสารภาพยนตร์เล่มหนึ่งเพียงชิ้นเดียว และอาจจะมาจากเพื่อนพ้องที่มีโอกาสได้ดูหนังของเขา-ก่อนที่มันจะออกฉายแล้วไม่ได้ฉายเพราะโดนแบน โดนตัดต่อแก้ไขโดยที่ไม่มีเหตุผลชัดแจ้งถึงการแบน บางคนบอกว่า อาจจะเพราะหนังมีบรรยากาศโฮโมอีโรติก บางคนบอกว่าแม้หนังจะไม่ตรงไปตรงมา แต่ก็มีท่าทีวิพากษ์รัฐบาลก๊กมินตั๋ง ไม่มีใครรู้ โหมวไม่เคยปริปาก อันที่จริงเขาไม่เคยพูดถึงหนังสองเรื่องนี้

หลายปีต่อมาจากงานเขียนชิ้นนั้น นำไปสู่การค้นพบฟิล์มของหนังสองเรื่องนี้ในหอภาพยนตร์ไต้หวัน ว่ากันว่าตลอด 40 ปี คนที่ได้ดูคงมีเพียงคนที่เช็คฟิล์มในหอภาพยนตร์เท่านั้น หนังถูกนำมา digitalize อีกครั้ง โหมวที่ตอนนี้อยู่อเมริกา เป็นคนประหลาด ทีมงานเทศกาลหนังสารคดีไต้หวัน TDIF พยายามติดต่อเขาเพื่อนำหนังมาฉายแต่เขาไม่ยอมตอบอะไรมากนัก ไม่รับเชิญมางานฉายหนัง ไม่ได้ต้องการค่าฉาย เขาบอกเพียงดีใจที่หนังได้ฉาย และอนุญาตให้ฉาย หนังจึงออกเดินทางไปกับโปรแกรมหนังทดลองของไต้หวันในช่วงปี 2018 และเพิ่งฉายไปในไม่กี่ประเทศเท่านั้น

และนี่คือหนังที่งดงามที่สุด จนน่าเสียใจที่หนังไม่เคยถูกพบเห็นเลยตลอด 40 ปีมานี้

หนังเล่าเรื่องของ หย่งเซิน และ ไช่ถัง คู่หูวัยแรกรุ่น คนหนึ่งเปนลูกชายร้านบะหมี่ อีกคนเป็นลูกชนชั้นกลาง สองคนแทจะตัวติดกัน ทั้งในเวลาเรียนและหลังเลิกเรียน ครึ่งแรกของหนังติตดามความสัมพันธ์ของเพื่อนรักที่อวลไปด้วยกลิ่นอายความโฮโมอีโรติก ทั้งคู่ชอบเข้าไปเล่นด้วยกันในเหมืองร้างข้างๆ โรงเรียน ไปทะเล น้ำตก เปลือยกายเล่นน้ำวิพากษ์เรื่องก้นของกันและกัน คลุกคลีต่อยตีกอดรัดในโคลน บนชายหาด ความสัมพันธ์ลึกซึ้งของลูกผู้ชายที่เหมือนทั้งโลกมีแค่กันและกัน จนวันหนึ่ง ด้วยอุบัติเหตุบางอย่างพวกเขาพลัดพรากจากกัน ทิ้งไว้เพียงความสำนึกบาปอันท่วมท้นจนชดใช้ไม่หมด

หากเริ่มนับคลื่นลูกใหม่ของวงการภาพยนตร์ไต้หวันอย่าง เอ็ดเวิร์ด หยาง, โหวเสี่ยวเสี้ยน หรือ อู๋เนี่ยนเจิน ว่าเริ่มต้นในช่วงต้นทศวรรษที่ 1980 เราก็อาจบอกได้ว่า โหมวตุนเฟ่ยเป็น ‘ผู้มาก่อนกาล’, ‘ผู้ที่ถูกลืม’ จากประวัติศาสตร์ภาพยนตร์โดยแท้ และเมื่อดูจบ เชื่อว่าลิสต์หนังไต้หวันของผู้ชมอาจต้องเปลี่ยนแปลง

หนังเคยเดินทางมาฉายครั้งหนึ่งในประเทศไทยเมื่อต้นปีในโปรแกรมชื่อ IMAGING THE AVANT-GARDE: TAIWAN’S FILM EXPERIMENTS OF THE 1960s ที่ร่วมจัดโดย หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ผู้ชมที่ได้ชมในวันนั้นต่างรักหนังเรื่องนี้ ดังนั้น เมื่อสบโอกาส ทีมงานเดิมจึงพยายามหาทางเอาหนังเรื่องนี้มาฉายอีกครั้งในเทศกาล Taiwan Doc Fest ครั้งที่ 2 ซึ่งนอกจากจะได้ฉายในกรุงเทพฯ ก็ยังได้ฉายในอีกสองจังหวัดด้วย

หนังยังไม่มีทีท่าจะออกดีวีดีหรือรูปแบบอื่นๆ ในเร็วๆ นี้ เนื่องจากความงงในเรื่องของลิขสิทธิ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อโหมวตุนเฟ่ยเสียชีวิตลงไปแล้ว ดังนั้น อาจบอกได้ว่านี่เป็นโอกาสไม่กี่ครั้งที่จะได้ดูหนังเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรงภาพยนตร์ …ทั้งนี้ในวันฉาย จะมีตัวแทนจากหอภาพยนตร์ไต้หวันมาแนะนำที่มาที่ไปของหนังเรื่องนี้ด้วย

 

Swimming on the Highway
2.
Swimming on the Highway + Goodnight & Goodbye

(กำกับ : อู๋เย่าตง)

นี่คือความสัมพันธ์อิหลักอิเหลื่อที่กินเวลายาวนานหลายปี เริ่มต้นขึ้นในปี 1998 คนหนุ่มทำสารคดีเรื่องหนึ่ง (Swimming on the Highway) โดยการติดตามรุ่นพี่คนหนึ่ง เขาเป็นเกย์ซึ่งมันไม่ง่ายเลยที่จะเป็นเกย์ในไต้หวันช่วงทศวรรษที่1990 เขาโตมาอย่างเจ็บปวด ตอนอายุ17 โดนรูมเมที่เขาปรารถนาจะให้เป็นคนรักข่มขืน สิ่งนั้นเปลี่ยนแปลงความรู้สึกทั้งหมดที่เขามีต่อชีวิต เขาขมขื่นจากการไม่ถูกยอมรับ หนังตามเขาหลายปี ตั้งแต่พบกันครั้งแรกในฐานะรุ่นพี่รุ่นน้อง จนเขาเป็นบ้า เป็นทหาร และติดเอดส์

หนังทั้งเรื่องคือการถ่ายทำการพูดคุยหน้ากล้องแบบระยะประชิด ตัดสลับกับความในใจของคนทำที่เราสามารถรู้สึกได้ว่า จริงๆ คนทำไม่ได้ใกล้ชิดกับคนที่เขาถ่าย เกือบจะไม่อยากเป็นเพื่อนด้วย ต้องระแวดระวังตัวตลอดเวลา เพราะดูเหมือนเพื่อนรุ่นพี่ได้เปิดเผยความปรารถนาทั้งหมดต่อหน้ากล้อง เขาโหยหาใครสักคนที่จะมาอยู่เป็นเพื่อนเพื่อรับฟัง พวกเขาใกล้ชิดกันผ่านกล้อง มีกล้องกั้นกลางความรู้สึกอันสวนทิศผิดทางนี้  เพราะการทำหนัง ซับเจ็กต์ต้องเปลือยตัวเองเพื่อแลกกับการมีใครมาอยู่เป็นเพื่อน และเรื่องที่เขาเล่ามันเจ็บปวดมากๆ เจ็บปวดและเต็มไปด้วยการกู่เรียกครั้งสุดท้ายที่ไม่ได้รับการตอบสนอง สารคดีกลายเป็นเครื่องมือเปิดเผยสิ่งที่ไม่ปรากฏแต่อวลอยู่ในอากาศระหว่างมนุษย์สองคนที่ไม่ได้ชิดใกล้กัน ช่วงใช้กันและกันโดยที่อีกฝ่ายต่างรู้ตัวเป็นอย่างดี

ก็เหมือนการพยายามว่ายน้ำบนทางหลวงแห้งผาก มันจบลงด้วยความโดดเดี่ยว ด้วยเสียงกู่ตะโกนว่างเปล่าในความมืด ชีวิตที่ค่อยๆ พังลงจากเริ่มต้นหนังจนหนังจบลง

Goodnight & Goodbye

หลังจากหนังเรื่องนั้นที่เขาทำโด่งดังขึ้นมาในเทศกาลสารคดียามากาตะ พวกเขาแยกย้ายกันไปตลอดกาล ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย หาก 20 ปีต่อมาเขากลับไปเผชิญหน้ากับรุ่นพี่คนนี้อีกครั้ง หนังเริ่มจากการมีคนมาบอกให้เขากลับไปทำเรื่องนี้อีกสิ

เขาไม่ควรรับปาก แต่เขาก็ทำ เขาตามหารุ่นพี่และพบว่ารุ่นพี่ย้ายกลับบ้านที่ต่างจังหวัด เขาเดินทางไป กระอักกระอ่วนในจิตใจไปตลอดทาง เขาเคยถ่ายทำการแตกสลายของรุ่นพี่ที่มีเขาเป็นส่วนหนึ่งของมันเอาไว้ 20 ปีก่อน ตอนนี้เขาต้องกลับไป เพื่อพบกับคนที่แตกสลายลงไปแล้วอีกครั้ง ใช้จ่ายค่ำคืนอันน่าเศร้าร่วมกัน เมื่อเรามองเห็นว่าชีวิตทำลายคนคนหนึ่งได้อย่างไร

Goodnight & Goodbye กลายเป็นบทสนทนาที่ไม่ปะติดปะต่อของคนสองคน เป็นเบื้องหลังอันร้าวรานกว่าหนังเรื่องแรกของเขาทั้งคู่ รุ่นพี่มีชีวิตโดดเดี่ยวในบ้านของครอบครัวที่รกเรื้อ ผ่านแต่ละวันไปด้วยความเมามาย ยินดีที่ได้พบกัน แต่ไม่มีอะไรจะคุยกันอีกต่อไป เหลือเพียงการหลอกใช้ เอาประโยชน์จากกันและกัน การทำผิดต่อกันที่ตายจากกันไปดีกว่าให้อภัยกัน

ถ้า Swimming on the Highway เป็นการเปิดเผยตัวตนของซับเจ็กต์ …Goodnight & Goodbye ก็เป็นการเปิดเผยตัวตนของคนทำนี่เอง

 

Return
3.
Shorts Program 1 :
Return + Last Year When The Train Passed By

(กำกับ : หวงปังฉวน)

หนังสั้นสองเรื่องของ หวงปังฉวน สร้างขึ้นจากรูปถ่ายแต่เพียงอย่างเดียว คล้ายกับ La Jetée (1962) ของ คริส มาร์แกร์ ภาพถ่ายเก่าแก่ซีดจางของบรรพบุรุษ, ภาพของทัศนียภาพสวยงามระหว่างการเดินทาง, ภาพถ่ายจากหน้าต่างรถไฟ, ภาพนิ่งที่เป็นเหมือนการแช่แข็งกาลเวลา ค่อยๆ ถูกพินิจถุงชีวิตที่อยู่ในนั้น ชีวิตที่ซีดจางกร่อนสลาย ชีวิตหลังเลนส์กล้องถ่าย ไปจนถึงชีวิตของสิ่งที่มันฉวยจับเอาไว้ ผู้คนผ่านทางที่เราต่างผ่านมาเพื่อหลงลืมกันและกันไป

Return (2018) เริ่มเล่าจากรูปเพียงหนึ่งใบ จ้องมองรายละเอียดลึกลงไปในมันและเล่าเรื่องของชายคนหนึ่งที่เติบโตในครอบครัวใหญ่ ถูกเกณฑ์ไปรบในสงคราม เดินทางไกลจากบ้าน พลัดพรากครอบครัวไปทำงานบนเกาะห่างไกลเพื่อหนีความอดอยากและสงคราม ตัดสลับกับการเดินทางของชายอีกคนหนึ่งบนรถไฟ จากฝรั่งเศสไปเยอรมัน โปแลนด์ข้ามไปรัสเซีย มองโกเลีย และจีน …คนสองคนจากห้วงเวลาที่แตกต่างกัน ยืนอยู่ที่คนละฝั่งของทะเล เฝ้าหาหนทาง ‘คืนรัง’ ของตน ตัดข้ามยุคสมัย ประวัติศาสตร์และสายสัมพันธ์ของความเป็นครอบครัว

Last Year When The Train Passed By

Last Year When The Train Passed By (2018) ว่าด้วยคนทำถ่ายภาพบ้านตามข้างทางรถไฟ ที่เขานั่งผ่านไปเมื่อปีที่แล้ว ภาพในหนังคือภาพผ่านหน้าต่างรถไฟเหล่านั้น ขณะที่เสียงของหนังกิดขึ้นในอีกหนึ่งปีต่อมา เมื่อเขาลองลงจากรถไฟเข้าไปหาผู้คนในบ้านเหล่านั้น เกือบทั้งหมดเป็นคนแก่ เขาเอารูปไปให้ดู แล้วถามว่าตอนปีที่แล้วที่เขานั่งรถไฟผ่านแต่ละคนทำอะไรอยู่ ด้วยการเริ่มต้นเช่นนั้น ความทรงจำถึงอดีต ปัจจุบันอันสลัวลาง และอนาคตที่มาไม่ถึง ค่อยๆ ถูกเปิดเผยออกโดยเหล่าคนแปลกหน้าต่อกันนั้น

หนังสั้นทั้งสองเรื่องได้รางวัล Grand Prix ใน Clermont-Ferrand International Short Film Festival สองปีติดต่อกัน และได้ฉายในเทกาลภาพยนตร์ต่างๆ มาแล้วทั่วโลก

 

นอกจากนี้ ในหมวดหนังสั้น ยังมี Reel Taiwan 2018 ที่เป็นโครงการพิเศษอันเกิดจากความร่วมมือของ Taiwan Film Institute และสถานีโทรทัศน์สาธารณะของไต้หวัน ที่เชื้อเชิญคนทำหนัง 13 คนให้เข้าไปขุดค้นคลังของภาพและเสียงในหอสมุดของ Taiwan Film Institute แล้วหยิบจับฟุตเตจใดก็ได้มาสร้างเป็นหนังสั้น/สารคดีสั้นเพื่อให้อดีตกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง โดยหนังทั้งหมดได้รับการจัดฉายในสถานีโทรทัศน์สาธารณะนั้นเอง

ในเทศกาลปีนี้ มีหนังจากโครงการนี้อย่างน้อย 5 เรื่องกระจัดกระจายในโปรแกรมหนังสั้นของเรา แต่ทั้งนี้เราขอแนะนำ 3 เรื่องดังต่อไปนี้…

Firefly (กำกับ : เลาเก็กฮวด) : สารคดีสั้นจากผู้กำกับ Absent Without Leave (2016) สารคดีสำรวจคอมมิวนิสต์มลายูที่โดนแบนในมาเลเซียบ้านเกิด จากเรื่องของพ่อที่หายไปจากบ้านบ่อยๆ ย้อนกลับไปถึงการเดินทางอันยาวไกลของคนจีนอพยพ การต่อต้านรัฐและการกระจัดกระจาย หายสูญ …Firefly เป็นเหมือนภาคขยายของมัน เพราะหนังเป็นผลสืบเนื่องจากการที่ Absent Without Leave โดนแบนในมาเลเซียบ้านเกิด เลาเก็กฮวด เลยลองสืบค้นประวัติศาสตร์หนังพื้นเมืองเรื่องที่โดนแบนในมาเลย์ ก่อนจะพบว่ามันเป็นหนังจีนชื่อ The Immigrants ที่พูดเรื่องผู้อพยพยใหม่จากจีน (ซึ่งคือคนรุ่นอากงของเขาในมาเลเซียนั่นเอง) หนังสัมภาษณ์ครูเฒ่าถึงชีวิตจีนอพยพตอนนั้น สลับกับเรื่องการโดนแบนในหนังทั้งจากอังกฤษและมาเลเซียเอง หนังตัดสลับประเด็นทางสังคมกับชีวิตได้งามพริ้ง ประวัติศาสตร์ส่วนบุคคลของผู้คนที่คลอไปกับประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ และการกดทับผู้คนในอำนาจของชาติและศาสนา

Taiwan Province of China (กำกับ : ฟู ยูเอะ) : สารคดีของ ฟู ยูเอะ ผู้กำกับ Our Youth in Taiwan สารคดีม้าทองคำปี 2018 ที่นำไปสู่ประเด็นทางการเมืองเมื่อผู้กำกับขึ้นพูดรับรางวัลโดยพูดถึงการแยกตัวออกจากจีน (สารคดีเรื่องนี้ฉายในเทศกาลเดียวกันนี้ด้วย) …หนังเป็นสารคดีส่วนตัวที่ใช้ฟุตฯ หนังเก่า ตัดสลับกับการสัมภาษณ์ตัวเอง พูดถึงความเป็น ‘คนนอก’ เธอที่ถูกนับเป็น ‘คนใน’ เวลาพูดถึงไต้หวัน เธอคือลูกหลานจีนก๊กมินตั๋ง (ซึ่งต่อไปนี้จะขอเรียกว่า KMT) อพยพมาตั้งรกรากในไทเป เป็นคนเมืองหลวงโดยกำเนิด ครอบครัวก็โปรฯ KMT เธอก็โปร KMT ด้วย จนรู้สึกเป็นอื่นเมื่อเธอมองเทียบกับเพื่อนร่วมรุ่นของเธอ แล้วพบว่าเธอเป็นคนจีนไม่ใช่คนไต้หวัน เธอเป็นคนไทเปไม่ใช่คนบ้านนอก เธออยู่บ้านไม่ได้อยู่หอพัก เธอสนับสนุน KMT ไม่เกลียด KMT เหมือนคนอื่นๆ แล้วพอเธอศึกษาประวัติศาสตร์ เธอก็พบว่า KMT เลวร้ายพอๆ กับพรรคคอมมิวนิสต์ แล้วเธอก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนนอกของทุกอย่าง แม้ว่าเธอจะมีภาพลักษณ์ที่ถูกเหมารวม (stereotype) แบบ ‘คนใน’ ในสายตาของคนอื่นเวลานึกถึงคนไต้หวันก็ตาม

32 Km – 60 Years (กำกับ : ลาฮา มีโบว) : สารคดีของผู้กำกับหญิงที่เป็นคนพื้นเมืองเกาะไต้หวันแท้ๆ ไม่ได้เป็น KMT อพยพซึ่งการเป็นคนพื้นเมืองทำให้เธอเป็น ‘ชนกลุ่มน้อย’ ในไต้หวันไปในที่สุด …หนังว่าด้วยการกลับหมู่บ้านบนภูเขาของชนพื้นเมือง ซึ่งคือหมู่บ้านของเธอเอง เธอติดตามตาคนหนึ่งที่เธอรักเหมือนตาตัวเอง เขาเกิดบนภูเขา ในยุคญี่ปุ่นปกครอง ถูกเกณฑ์ไปเป็นทหาร หากหลังสงครามพอกลับบ้านก็พบว่า KMT ก็ไล่คนบนเขาทั้งหมู่บ้านลงมาอยู่บนพื้นราบหมดแล้ว …หลายสิบปีล่วงผ่าน เด็กๆ รุ่นใหม่ในหมู่บ้านทำโครงการกลับไปบนเขาเพื่อไปดูหมู่บ้านดั้งเดิม บันทึกประวัติศาสตร์ของมัน คุณตาอาสาพาผู้คนเดินขึ้นเขาไปทั้งที่ร่างกายชราภาพยิ่ง มันไม่ใช่เพียงการนำทางคนรุ่นใหม่ แต่ยังเป็นการบอกลาบรรพบุรุษ ญาติพี่น้องของตนด้วย นอกจากตัวแกเอง แกยังขอให้ลูกชายและหลานชายติดตามไปด้วย เพราะคุณตารู้ดีว่านี่เป็นครั้งสุดท้ายที่แกจะยังมีกำลังวังชาพอจะกลับมาเยี่ยมบ้านเคยอยู่อู่เคยนอนของตนได้ หลังจากครั้งนี้แกคงทำได้เพียงรอคอยความตายอยู่ลำพังบนพื้นราบเท่านั้น ด้วยเรื่องราวง่ายๆ ของเหตุการณ์ธรรมดา หนังได้เปิดเผยแผลเป็นของชนพื้นเมืองกัคนไต้หวันอพยพได้ย่างน่าสนใจมากๆ

 

4.
Turning 18

(กำกับ : โฮเชาติ )

สารคดีตามชีวิตเด็กหญิงสองคน เฉิน กับ เพ่ย ที่นอกจากจะเป็นเด็กยากจน เป็นสาวสก๊อย แล้วยังเป็นชนพื้นเมืองในฮัวเหลียน ไต้หวัน เหล่าผู้คนที่ไม่ใช่คนจีนอพยพตามก๊กมินตั๋งมา หนังตามตัวเอกของเรื่องเป็นเวลายาวนานหลายปี เริ่มจากสิบห้าจนเลยสิบแปด คนหนึ่งอยู่กับแม่ในชนบท ตั้งหน้าตั้งตาเรียน และเล่นเทควอนโด้ เก็บซ่อนความจริงเจ็บปวดไว้กับตัวโดยไม่บอกใคร รวมถึงการที่เธออาจจะรักเพศเดียวกัน ส่วนอีกคนหนีแม่ไปอยู่กับผัวตั้งแต่วัยรุ่น และพยายามดิ้นรนมีชีวิตแบบคู่รักวัยรุ่น ติดกับอยู่ท่ามกลางการต้องโตก่อนวัยอันควร ต้อเป็นพ่อเป็นแม่คนกันขึ้นมา

หนังถ่ายทำแบบสารคดีตามชีวิต มันไม่อาจคาดเดา ชีวิตมักไม่ง่าย ภาพชีวิตชนพื้นเมืองที่ไม่ใช่เพียงแค่ภาพของชนกลุ่มน้อยที่ถูกกดขี่ แต่เป็นชีวิตจริงๆ ที่มีทุกข์มีสุขและมีความเจ็บปวดเป็นของตัวเอง

หนังชีวิตหนักหนาของวัยรุ่นที่อาจทำให้นึกถึงหนังจีนในตะเภาเดียวกัน แต่ไม่หนักหนาเท่า แต่ในชีวิตที่เถือนถ้ำน้อยกว่ามันก็มีความคาดเดาไม่ได้มากมาย พอหนังเลือกตามยาวนาน มันจึงไม่ใช่ประเด็นแต่เป็นชีวิต หนั’มีการสอดแทรกหนัง propaganda อันชวนหัวเล่าเรื่องว่าก๊กมินตั๋งปรับปรุงชีวิตอันศิวิไลซ์ของชาวฮัวเหลียนอย่างไร แม้ในความจริงคนยังยากจน รุมเร้าด้วยปัญหา ทั้งความเจ็บปวดภายนอก และภายใน

ถ้าคุณชอบหนังสารคดีไต้หวันของเทศกาลปีก่อนที่ว่าด้วยแม่-ลูกสนทนากันบนความรวดร้าวอย่าง Small Talk (2016, หวงฮุยเฉิน) นี่คือหนังที่คุณควรดูในปีนี้

 

5.
Opening, Closing, Forgetting

(กำกับ : เจมส์ ที ฮง)

สารคดีที่เป็นเหมือน ‘จับคนมาทำเชื้อโรค’ ในชีวิตจริง หนังว่าด้วยการตามชีวิตของผู้ป่วยโรคขาเน่า ซึ่งโดยมากเป็นคนจีนในเจ้อเจียง ที่ติดเชื้อมาจากการทดลองทำสงครามเชื้อโรคสมัยญี่ปุ่นบุกจีน …คนพวกนี้ติดเชื้อตั้งแต่ 5-6 ขวบ แปลว่าพวกเขาาเน่ามาแล้ว 70 ปี

อาการของโรคคือตอนเด็กเกิดเป็นแผลที่ขา รักษาเท่าไรก็ไม่หาย ลามเป็นแผลเปิดจากหน้าแข้งไปจนเท้า เท้าบวมใหญ่ พวกเขาต้องเอาเท้าห่อผ้าไว้และยังต้องออกไปทำไร่ ต้องอยู่ร่วมกับบาดแผลจริงๆ เพราะไม่มีทางอื่นให้แก้ไข  มีกันเป็นหลายร้อยหลายพันคน ซึ่งโดยมากก็ตายไป แต่คนที่เหลือรอดนั้นไม่รู้ว่าเป็นโชคดีหรือโชคร้าย เพราะแผลไม่หายและจะไม่หาย พออากาศร้อนมากหรือหนาวมาก พวกเขาก็จะเจ็บปวดสุดขีดโดยไม่อาจแก้ไข ซ้ำพอแก่ตัวลงก็เดินไม่ได้ ได้แต่นอนขาเน่ารอความตาย มีหลายคนทนสภาพไม่ได้ เลยตัดสินใจฆ่าตัวตายไปก็มี

หนังตามเรื่องนี้ราวสิบปี เมื่อไรที่เห็นคนที่เป็นขาเน่าที่คุ้นหน้าหายไปจากจอ แปลว่าพวกเขาตาย พวกคนที่อยู่ก็ดิ้นรนไป ถึงที่สุดถูกกล่าวหาว่าเป็นภาระลูกหลาน จนในปี 2017 พวกหมอถึงระดมลงมือช่วย รักษาได้ก็รักษา ไม่ได้ก็ตัดขา แต่ไม่มีการพูดถึงเรื่องนี้ในสื่อ หนังทำถึงขนาดตามไปสัมภาษณ์พวกทหารญี่ปุ่นด้วย แต่พวกนั้นตายเกือบหมดแล้ว ที่เหลือก็เลอะเลือนจำอะไรไม่ได้

มันเลยกำลังเป็นประวัติศาสตร์ที่กำลังสูญหาย สาบสูญเพราะไม่ถูกจำ ไม่ถูกจำเพราะไม่อยากจำ รอจนคนขาเน่าตายไปจากหมู่บ้านทั้งหมด ทุกอย่างก็จะถูกลืม ไม่เหลือร่องรอยใดให้จดจำอีก