Riety ดิว ไปด้วยกันนะ ปั๋น - ดริสา การพจน์ มะเดี่ยว - ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล หนังรัก หนังเกย์ หนังไทย หนังไทย 2562 เกย์ เพศสภาพ เวียร์ - ศุกลวัฒน์ คณารศ

เรื่องที่มองไม่เห็นในไดอารี่ ‘ดิว ไปด้วยกันนะ’ ของ ปั๋น – ดริสา การพจน์

Home / Bioscope focus / เรื่องที่มองไม่เห็นในไดอารี่ ‘ดิว ไปด้วยกันนะ’ ของ ปั๋น – ดริสา การพจน์

โดย นคร โพธิ์ไพโรจน์ บรรณาธิการฝ่ายหนังไทย BIOSCOPE

 

หลายคนอาจรู้จักเธอในนาม Riety นักวาดภาพประกอบเจ้าของผลงานชวนกรี๊ดอย่างโปสเตอร์เวอร์ชั่นไทยสวยบาดใจของ White God, Embrace of the Serpent และ The Square

ขณะที่อีกมุมหนึ่ง ชื่อของเธอ ปั๋น ดริสา การพจน์ ก็เริ่มเป็นที่รู้จักในฐานะนางแบบและนักแสดงผู้รับบทนำเต็มตัวในหนังยาวครั้งแรกเรื่อง ดิว ไปด้วยกันนะ ของ มะเดี่ยว – ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล กับบท หลิว นักเรียนหญิงที่สร้างความปั่นป่วนให้กับ ภพ ครูหนุ่มซึ่งรับบทโดย เวียร์ – ศุกลวัฒน์ คณารศ

ความเป็นศิลปินของเธอผสมรวมกับความสนใจในภาพยนตร์ ทำให้ปั๋นทุ่มเทกับการแสดงในครั้งนี้อย่างมาก หนังแบ่งออกเป็นสองส่วนอย่างชัดเจน แต่เธอก็อ่านบททั้งเรื่อง และที่มากกว่านั้นคือ เธอเขียนไดอารี่ของตัวละครทั้งหมด เพื่อบันทึกเรื่องราวต่างๆ ที่ไม่ได้ปรากฏเป็นตัวอักษรในบทหนัง นั่นทำให้ปั๋นเป็นนักแสดงที่ทำความเข้าใจกับหนังเรื่องนี้อย่างทะลุปรุโปร่งจนสามารถถกเถียงกับเราในเชิงลึกอันต่อยอดมาจากหนังได้อย่างเข้มข้น

ศูนย์กลางของ ‘ดิว ไปด้วยกันนะ’ อยู่ที่ภพ เด็กหนุ่มในเมืองเล็กๆ ชื่อปางน้อย ผู้มีบุคลิกแข็งกร้าวและสานสัมพันธ์จนเกินเพื่อนกับ ดิว ที่เป็นผู้ชายเหมือนกัน ความรักต้องห้ามระหว่างเขากับดิวในยุค 90 ในสังคมไทยชนบททำให้เขาต้องตัดสินใจเด็ดขาด จนโน้มนำให้เขากลับมาแก้ปมบางอย่างที่ปางน้อยอีกครั้งในวัย 30 และได้พบกับหลิว ซึ่งปั๋นอ่านหนังเรื่องนี้เกินขอบเขตไปไกลกว่าหนังรักเรื่องหนึ่ง มันเป็นหนัง coming of age มากกว่า ตอนเด็กรอบนึง และ midlife coming of age อีกรอบ ขณะที่ตัวละครรอบๆ ต่างก็กำลังก้าวผ่านอะไรบางอย่างด้วยเช่นกัน คนเรามันจะทำร้ายกันเป็นทอดๆ สมมติเราโดนคนอื่นทำร้ายเรามาแบบหนึ่ง ก็จะเก็บบาดแผลนั้นไว้เพื่อไปทำร้ายคนอื่นต่อไป เป็น chain reaction

เรื่องของภพในวัยเด็กของ ‘ดิว ไปด้วยกันนะ’ คือการพยายามต่อสู้กับแรงเสียดทานจากสังคมเพื่อการมีตัวตนของคนรักเพศเดียวกัน “ปั๋นว่าทุกคนอยากมีที่ทางของตัวเอง ยิ่งคนเป็นเกย์ ยิ่งไม่รู้สึกปลอดภัยที่จะเป็นตัวเอง มันจะเหงา ไม่ว่าอยู่ที่ไหน เหมือนว่าปางน้อยเป็นที่ที่ถ้าเราแสดงออกว่าเป็นเกย์ ที่นั่นจะเป็นที่ที่อันตรายสำหรับเราทันที หลิวเองก็ไม่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับที่นี่ มีประโยคหนึ่งที่หลิวบอกว่า ‘คนที่นี่คับแคบ’ เพราะหลิวดูเป็น liberal กว่าสังคม คือแค่นั้นก็รู้สึกอันตรายแล้ว

“เอาจริงปัจจุบันนี้ คนที่ยังไม่ยอมรับเกย์ก็ยังเยอะมากๆ อยู่ อย่างปั๋นเคยมีแฟนเป็นผู้หญิง เวลาเดินจับมือกันก็จะโดนมองแบบหยามเหยียดน้อยกว่าเพื่อนที่เป็นเกย์เวลาเดินจับมือกับผู้ชาย” เพราะผู้หญิงเดินจับมือกันเป็นเรื่องปกติ? เราถาม “ใช่ ที่สำคัญผู้หญิงไม่ได้ถูกสังคมคาดคั้นว่าคุณจะต้องเป็นหัวหน้าครอบครัว ผู้หญิงชอบคิดว่าตัวเองอยู่ใต้กรอบอะไรสักอย่าง จริงๆ ผู้ชายก็อยู่ภายใต้กรอบความเป็นชายด้วยเหมือนกัน การเป็นเกย์เลยกลายเป็นเรื่องที่แย่กว่า ผู้หญิงกับผู้หญิงมันง่ายกว่าผู้หญิงกับผู้ชายด้วยซ้ำไป เพื่อนปั๋นหลายคนมีความคิดว่าเป็นแฟนกับทอมแล้วจะไม่ท้อง พ่อแม่จะไม่เสียใจ แล้วพ่อแม่ก็สบายใจกว่าเวลาเห็นลูกสาวไปไหนมาไหนกับเพื่อนผู้หญิง…

ยากเนอะ สุดท้ายแล้วหาแฟนยากสุด ยากกว่าเรื่องเพศสภาพอีก (หัวเราะ)

ปั๋นจริงจังกับการมีแฟนแค่ไหนกัน? “เคยจริงจังมาก การที่เราไม่ได้มีเพื่อนเยอะ ไม่ได้อยู่กับครอบครัว การที่เรากลับบ้านมาแล้วปิดไฟเงียบคนเดียวมันน่ากลัวนะ แต่ตอนนี้ไม่ได้จริงจังขนาดนั้นแล้ว เพราะการต้องการคนอื่นมาเติมเต็มตัวเองมันไม่ถูกต้องตั้งแต่วิธีคิดแล้ว พอเราอยากให้คนอื่นมาเติมเต็มเรา เราก็จะพยายามเปลี่ยนแปลงทุกอย่างไปเพื่อเขา

“เพราะถ้าเราไม่มีเขาเราก็จะเป็นคนไม่สมบูรณ์ ไม่มีใครอยากเป็นคนที่ไม่สมบูรณ์”

จากเพศสภาพ สู่เรื่องความรัก ซึ่งสำหรับปั๋นแล้ว มันยังต่อยอดไปถึงอนาคตของตัวเอง

18 ปีแรกของชีวิตเคยคิดว่าเราคงไม่อนาถาหรอกมั้ง อยู่ตัวคนเดียวก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยก็ยังมีบ้านอยู่ แต่สำหรับประเทศนี้เมื่อถึงเวลาที่เราไม่เหลืออะไรจริงๆ มันน่ากลัวมากนะ 10 ปีที่ผ่านมาปั๋นอยู่ภายใต้ความกลัวมาโดนตลอด เมื่อไหร่ที่เราพลาดขึ้นมาหมายความว่าตกเหวเลย ไม่มีอะไรเซฟตี้ทั้งนั้น แต่ไม่แน่หรอก พอแก่ลงเราอาจจะปลงอะไรได้มากขึ้น ความเข้าใจชีวิตน่าจะมาพร้อมการยอมละทิ้งไปทีละอย่าง ตอนนั้น เราอาจจะโอเคกับการมีข้าวกินกับไข่ต้ม โอเคกับการไปอยู่ในบ้านที่มีเพื่อนรุ่นเดียวกันหลายๆ คนอยู่ด้วยกัน สิ่งที่เรากลัวว่าจะขาดในตอนนี้อาจจะไม่สำคัญอีกแล้วก็ได้”

ย้ำอีกครั้งว่าบทสนทนาข้างต้น ต่อยอดมาจากการเขียนไดอารี่ถึงหนัง ‘ดิว ไปด้วยกันนะ’ ของปั๋น การได้ทบทวนบทหนังพร้อมไปกับตีความบริบททางสังคม เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เธอเชื่อมโยงตัวละครเข้ากับตัวเองได้ในที่สุด จนสามารถบอกได้ว่า ปั๋นกับหลิวเหมือนกันแต่วิธีรับมือต่างกันนั่นเอง

ปั๋นว่าหลิวไม่ได้จำเป็นต้อง nice เพื่อการอยู่รอดแบบที่ปั๋นต้องทำอยู่ก็ได้