Busan Asian Film School Busan Film Commission Busan International Film Festival FLY Film Lab ทุนทำหนัง ปูซาน หนังเกาหลี

Busan Asian Film School + FLY Film Lab : ประตูสู่อนาคตของโลกภาพยนตร์เอเชีย

Home / Bioscope focus / Busan Asian Film School + FLY Film Lab : ประตูสู่อนาคตของโลกภาพยนตร์เอเชีย

เพิ่งผ่านพ้นไปได้ไม่นาน สำหรับ Busan International Film Festival ของประเทศเกาหลีใต้ที่ถือเป็นหนึ่งในเทศกาลหนังแถบเอเชียซึ่งคนทำหนังบ้านเรายังคงแวะเวียนไปเยี่ยมเยือน-ทั้งในฐานะเจ้าของผลงานและผู้เข้าร่วมกิจกรรม-อยู่อย่างสม่ำเสมอ

และในช่วงเวลาเดียวกับการจัดเทศกาลหนนี้ BIOSCOPE ก็ได้รับน้ำใจจาก แม่น้ำ ชากะสิก และ ปฏิภาณ บุณฑริก สองบุคลากรไฟแรงจากวงการหนังไทยที่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับ Busan Asian Film School อันเป็นโรงเรียนสอนทำหนังที่ได้รับการสนับสนุนจาก Busan Film Commission -หนึ่งในหน่วยงานซึ่งอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเทศกาลหนังดังกล่าว- และกิจกรรม FLY Film Lab ของที่นั่นด้วย

โดยทั้งคู่จะมาแนะนำให้เราได้รู้จักกับโรงเรียนและกิจกรรมนี้ ที่ดูคล้ายกับเป็น ‘ประตูสู่อนาคต’ สำหรับนักทำหนังรุ่นใหม่โลกภาพยนตร์เอเชียในปัจจุบัน

 

1.
รู้จักโรงเรียนของคนทำหนังเอเชียเลือดใหม่ Busan Asian Film School

โดย แม่น้ำ ชากะสิก 

ไม่น่าแปลกใจที่ Busan International Film Festival จะกลายเป็นเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของเอเชีย เพราะเทศกาลนี้ได้รับการสนับสนุนทุนจากเขตการปกครองของเมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ – ประเทศที่มีองค์กรมากมายคอยสนับสนุนบุคคลากรด้านภาพยนตร์อยู่เป็นเรื่องปกติ อาทิ Busan Film Commission, KOFIC, KOCCA ซึ่งล้วนเป็นองค์กรของรัฐบาลที่มีการสนับสนุนธุรกิจภาพยนตร์อย่างเป็นระบบ

สำหรับคนทำหนังเอเชีย การได้มาเทศกาลที่นี่จึงนับเป็นการเปิดโลกกว้างทางภาพยนตร์ให้กับตนเอง

Busan Asian Film School เป็นโรงเรียนที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก Busan Film Commission ซึ่งเปิดการเรียนการสอนธุรกิจภาพยนตร์นานาชาติ (AFiS) ที่รวมเอานักเรียนจากเกาหลีและหลากหลายประเทศในทวีปเอเชียมาแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ร่วมกันเป็นเวลานานกว่า 6 เดือน โดยนักเรียนที่ได้รับคัดเลือกในปี 2019 มีจำนวน 18 ประเทศ ได้แก่ เกาหลี, ญี่ปุ่น, ไต้หวัน, ฮ่องกง, จีน, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, มาเลเซีย, เวียดนาม, อินเดีย, เนปาล, ไทย, กัมพูชา, ปากีสถาน, อัฟกานิสถาน, อิหร่าน และบังกลาเทศ

นักเรียนแต่ละคนที่ได้รับการคัดเลือกมีคุณสมบัติที่หลากหลาย มีทั้งนักเขียน, ผู้กำกับ, โปรดิวเซอร์, ตากล้อง, เอเจนต์ขายหนัง (sales agent) หรือกระทั่งผู้จัดจำหน่าย (distributor) แต่ทุกคนต้องมีโปรเจ็กต์ที่จะนำมาใช้พัฒนาต่อเนื่องในชั้นเรียน ซึ่งแต่ละโปรเจ็กต์ก็มีความหลากหลาย ทั้งภาพยนตร์คอมเมอร์เชียล และภาพยนตร์ศิลปะ

นักเรียนทุกคนที่นี่ได้รับทุนการศึกษาเป็นค่าที่พักและค่าเครื่องบินในการเดินทาง แต่นักเรียนต้องจ่ายค่าอาหารและค่าใช้จ่ายส่วนตัวต่างๆ เอง ซึ่งนับว่าเป็นการทุ่นค่าใช้จ่ายได้มากพอสมควร ทั้งยังเปิดสอนวิชาทางธุรกิจภาพยนตร์ที่หลากหลาย อาทิ Film Financing, Marketing, Business Law, Art Cinema, Asian Film History และอื่นๆ อีกมาก ซึ่งการเรียนวิชาเหล่านี้ช่วยทำให้เรามองเห็นถึงภาพรวมทางธุรกิจภาพยนตร์ที่กว้างขึ้น ไม่ใช่แค่ในมุมมองของผู้สร้างงาน แต่ต้องรู้จักตลาดภาพยนตร์ เข้าใจโครงสร้างทางธุรกิจภาพยนตร์ เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาภาพยนตร์ออกสู่ตลาดสากลด้วย โดยในช่วงเวลาที่เข้าศึกษา นักเรียนจะได้รับการสนับสนุนจากโรงเรียนให้เข้าร่วมเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติจอนจูและปูซาน ซึ่งล้วนเป็นเทศกาลภาพยนตร์ที่สำคัญของประเทศเกาหลีใต้ และยังเป็น ‘ประตู’ สู่โลกของภาพยนตร์เอเชียที่น่าจับตา

Busan Asian Film School จึงเรียกได้ว่าเป็นโรงเรียนที่ช่วยมอบโอกาสดีๆ สำหรับคนทำหนังรุ่นใหม่ในแถบเอเชีย ในฐานะของแหล่งรวบรวมความหลากหลายทางวัฒนธรรมสำหรับแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความรู้ เพื่อต่อยอดธุรกิจของภาพยนตร์ในเอเชียให้เติบโตต่อไป

 

2.
เมื่อบทภาพยนตร์ติดปีกบินใน FLY Film Lab

โดย ปฏิภาณ บุณฑริก 

ในการสร้างภาพยนตร์ที่ดีสักเรื่อง ทุกคนคงปฏิเสธไม่ได้ว่า หนึ่งในขั้นตอนที่สำคัญที่สุดคือ ‘การพัฒนาบทภาพยนตร์’ และยิ่งในยุคปัจจุบันที่ภาพยนตร์ถูกสร้างออกมาจำนวนมหาศาลในแต่ละปี การเขียนบทภาพยนตร์ที่มีความสดใหม่และเฉพาะตัว (original) จึงเป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับคนทำหนังทุกคน

ด้วยเหตุผลนี้จึงมีสิ่งที่เรียกว่า Script Lab หรือ Film Lab เกิดขึ้นมา เพื่อช่วยพัฒนาและขัดเกลาบทภาพยนตร์ของนักทำหนังรุ่นใหม่ให้มีเนื้อหาที่น่าสนใจ และเป็นไปในทิศทางที่ตัวผู้สร้างเองต้องการมากที่สุด

ในทวีปเอเชีย เพิ่งมี Film Lab ใหม่ที่เกิดขึ้นในชื่อ FLY Film Lab ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการของ ASEAN-ROK Project ที่มี Busan Asian Film School เป็นผู้จัด และสนับสนุนโดย Busan Film Commission โดยเน้นผู้สมัครเฉพาะประเทศในอาเซียนและเกาหลี ซึ่งโปรแกรมของ FLY Film Lab ถูกแบ่งออกเป็น 2 ช่วง โดยช่วงแรกจะจัดขึ้นในประเทศแถบอาเซียน ซึ่งในปีแรกนี้จัดที่ฟิลิปปินส์ บทภาพยนตร์ที่ถูกส่งมาทั้งหมดจากผู้สมัครจะถูกคัดจนเหลือ 11 โปรเจ็กต์ และทางโครงการจะออกค่าใช้จ่ายให้เพื่อพาเราบินไปพัฒนาบทร่วมกันที่เมืองเซบู (Cebu) โดยสามารถเดินทางไปเข้าร่วมได้โปรเจ็กต์ละสองคน จะเป็นผู้กำกับกับคนเขียนบทหรือโปรดิวเซอร์ก็ได้ ซึ่งสิ่งที่เราต้องทำไม่มีอะไรมากไปกว่าการพัฒนาบท

FLY Film Lab จะให้ความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับการผลิตภาพยนตร์ ทั้งในรูปแบบของการบรรยาย วงเสวนา รวมถึงการเชิญผู้กำกับที่มีชื่อเสียงมาร่วมแชร์ประสบการณ์ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ การมีที่ปรึกษาด้านบท (script consultant) และที่ปรึกษาด้านอำนวยการสร้าง (producing mentor) มาให้คำแนะนำแบบตัวต่อตัว ซึ่งถือเป็นเรื่องดีที่จะมีใครสักคนมาอ่านบทของเราทุกตัวอักษร ให้คำแนะนำอย่างตรงไปตรงมา รวมถึงคอยทักท้วงและไต่ถามในจุดที่เราอาจจะหลงลืมไป

เวลาหนึ่งอาทิตย์ผ่านไป ช่วงแรกของโปรแกรมก็จบลง พร้อมกับคอมเมนต์ต่างๆ ที่เริ่มตกตะกอน ทุกคนปรับบทเพื่อส่งอีกครั้งสำหรับการคัดเลือกเพื่อเข้าร่วมในช่วงที่สอง ซึ่งในรอบนี้เหลือเพียง 5 โปรเจ็กต์ที่จะได้รับการปรึกษาบทเพิ่มเติมผ่านทางออนไลน์ (online script mentoring) กับที่ปรึกษาด้านบท ก่อนจะบินไปเข้าร่วมช่วงที่สองที่ปูซาน ประเทศเกาหลีใต้เป็นเวลา 2 สัปดาห์ – ในช่วงเดียวกับที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซานกำลังจะเริ่มขึ้น

ในรอบนี้ นอกจากการพัฒนาบท สิ่งที่เพิ่มเติมจากเดิมก็คือมีการนำเสนอโปรเจ็กต์ (pitching) และเจรจาซื้อ-ขายโปรเจ็กต์ (business meeting) กับผู้คนที่เกี่ยวข้องในเทศกาลด้วย ทุกโปรเจ็กต์ที่ผ่านเข้ารอบจะถูกบรรจุเข้าไปอยู่ใน Asian Film Market ในส่วนของ Link of Cine-Asia โดยอัตโนมัติ ดังนั้น ทุกโปรเจ็กต์จะได้รับความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคนิคการพรีเซนต์ การขึ้นเวทีพรีเซนต์รอบจริงกับคนในงาน และมีนัดคุยกับผู้คนในวงการต่างๆ อีก 4 วันเต็ม

นอกจากในตัวโปรแกรมเองแล้ว อีกส่วนที่น่าสนใจคือการได้มีโอกาสเข้าร่วมเทศกาลภาพยนตร์ปูซาน จากที่เราได้เข้าร่วม Asian Film Market สิ่งที่เราจะได้ตามมาด้วยคือ badge หรือป้ายคล้องคอของเทศกาลที่ทำให้เราสามารถออกตั๋วเพื่อชมภาพยนตร์ในเทศกาลได้โดยไม่เสียเงิน สามารถเข้าร่วมงานพิธีเปิดเทศกาล รวมถึงงานปาร์ตี้ต่างๆ ในเทศกาลได้อีกด้วย ซึ่งการได้พบปะสานสัมพันธ์กับผู้คนในวงการ ก็ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งของการสร้างภาพยนตร์อิสระ

โปรเจ็กต์ทั้งสองช่วงจบลง พร้อมกับมิตรภาพที่ดีของผู้เข้าร่วมงาน ผู้จัดงาน และเหล่าที่ปรึกษาที่ต่างก็คาดหวังว่าโปรเจ็กต์เหล่านี้จะถูกถ่ายทอดลงบนจอหนังต่อไปในอนาคต โดยมีบทหนังที่พวกเขาเคี่ยวกรำร่วมกันมาอย่างยาวนานเป็นเครื่องการันตีคุณภาพ

คล้ายกับลูกนกที่กำลังเริ่มเติบโต เรียนรู้ที่จะบิน และเตรียมพร้อมที่จะออกเดินทางอย่างไร้ขอบเขตไปบนฟากฟ้า