An Inconvenient Truth Cli-Fi Climate Change Climate Fiction Geostorm Global Warming Greenhouse Effect Ice Age Soylent Green The Day After Tomorrow The Sea Around Us The War of the Worlds Voyage to the Bottom of the Sea ทำหนังในวันที่โลกร้อน

ทำหนังในวันที่โลกร้อน #1 : The Day After Cli-Fi แค่พูดเรื่องโลกร้อนในหนัง…คงยังไม่พอ!

Home / Bioscope focus / ทำหนังในวันที่โลกร้อน #1 : The Day After Cli-Fi แค่พูดเรื่องโลกร้อนในหนัง…คงยังไม่พอ!

หมายเหตุ : ‘ทำหนังในวันที่โลกร้อน’ คือซีรีส์บทความว่าด้วยหลากหลายวิถีทางแห่งการทำหนังในยุคที่ ‘วิกฤตสิ่งแวดล้อม’ และ ‘ภาวะโลกร้อน’ กำลังถูกจับตามองจากทุกภาคส่วนของประชาคมโลก ซึ่ง BIOSCOPE พยายามรวบรวมแนวคิดเหล่านี้มาถ่ายทอด ถกเถียง และต่อยอด เพื่อเป็นแนวทางสำหรับการก่อร่างวัฒนธรรมภาพยนตร์ที่ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุดต่อไป

 

หากยังจำกันได้ เหล่าคนทำหนังโลกเคยพูดถึงประเด็นวิกฤต ‘โลกร้อน’ (Global Warming) -ซึ่งโฟกัสไปยัง ‘ภาวะเรือนกระจก’ (Greenhouse Effect) ที่ชั้นบรรยากาศโลกยอมให้ความร้อนจากดวงอาทิตย์ผ่านเข้ามา แต่ไม่ยอมให้ผ่านออกไป และ ‘ปรากฏการณ์น้ำแข็งขั้วโลกละลาย’ อันเกิดจากอุณหภูมิบนโลกที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยทั้งหมดนั้นเป็นผลกระทบมาจากกิจกรรมจำนวนมากของมนุษย์ที่สร้างความร้อนผ่านก๊าซเรือนกระจกต่างๆ- ในสื่อภาพยนตร์กันมาช้านาน

โดยเฉพาะกับตระกูลหนัง (genre) ที่ถูกเรียกกันว่า ‘ไคล-ไฟ’ (Cli-Fi ที่มาจากคำว่า Climate Fiction) หรือก็คือ ‘เรื่องแต่งอิงภาวะโลกร้อน’ (ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นญาติสนิทกับหนังตระกูล ‘ไซ-ไฟ’ [Sci-Fi ที่มาจาก Science Fiction] หรือ ‘เรื่องแต่งอิงวิทยาศาสตร์’) ที่มีเป้าหมายแฝงในการกระตุ้นเตือนให้ผู้ชมได้ตระหนักถึงความน่าหวาดกลัวของภาวะโลกร้อนที่เกิดจากน้ำมือของมนุษย์อย่างเราๆ ท่านๆ โดยใช้สูตรความบันเทิงในการเล่าเรื่องแบบ ‘ฮอลลีวูด’ เข้ามาผสมผสาน

Voyage to the Bottom of the Sea
Soylent Green

ฮอลลีวูดหรืออุตสาหกรรมภาพยนตร์ของสหรัฐอเมริกา-ที่เรายกให้เป็นผู้ทรงอิทธิพลอันดับต้นๆ ของแวดวงภาพยนตร์โลกมาแต่ไหนแต่ไร-เริ่มต้นนำเอาแนวคิดเรื่องภาวะโลกร้อนมาใส่ไว้ในเรื่องเล่าตั้งแต่ช่วงยุค 50 หลังจากที่นักวิทยาศาสตร์นาม ราเชล แอล คาร์สัน นำเสนอแนวคิดนี้สู่สาธารณชนผ่านหนังสือที่ชื่อ The Sea Around Us (1951) -ซึ่งระบุว่า อุณหภูมิขั้วโลกนั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัดมาตั้งแต่ปี 1900 เป็นต้นมา โดยน่าจะเริ่มจากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมก่อนหน้านั้นที่นำพานวัตกรรมและธุรกิจแบบโรงงานที่ค่อยๆ ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกเรื่อยมา- นับจากหนังสารคดีที่อ้างอิงจากหนังสือเล่มนี้และยังใช้ชื่อเดียวกันในปี 1953 ของว่าที่ ‘เจ้าพ่อหนังหายนะภัย’ เออร์วิน อัลเลน ซึ่งชนะรางวัลออสการ์หนังสารคดียอดเยี่ยม และหนังไคล-ไฟยุคแรกๆ อย่าง The War of the Worlds (1953, ไบรอน แฮสกิน) ที่เล่าถึงการอพยพเข้ามารุกล้ำโลกของมนุษย์ดาวอังคารหลังจากที่ดวงดาวของพวกเขาประปัญหา ‘อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงรุนแรง’, Voyage to the Bottom of the Sea (1961) ของอัลเลนที่ถ่ายทอดทั้งภาพของไฟป่าและน้ำแข็งขั้วโลกที่ละลายลงอย่างรวดเร็ว และ Soylent Green (1973, ริชาร์ด เฟลเชอร์) ที่ปัญหาภาวะเรือนกระจกที่ก่อความวุ่นวายในมิติต่างๆ ให้กับโลกปี 2022 ถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งในพล็อตเรื่องแนวสืบสวนสอบสวนของหนัง

Ice Age
The Day After Tomorrow

เช่นเดียวกับหนังไคล-ไฟยุคหลังๆ เช่น Waterworld (1995, เควิน เรย์โนลด์ส) ที่เล่าถึงโลกหลังน้ำแข็งขั้วโลกละลายจนแทบไม่เหลือแผ่นดินและมนุษย์ต้องแก่งแย่งทรัพยากรกันเอง, แอนิเมชั่นชุด Ice Age (2002-2016) ที่ล้วนพูดถึงการเผชิญหน้ากับโลกที่น้ำแข็งค่อยๆ ละลายกลายเป็นน้ำทะเลของบรรดาสัตว์เพื่อนซี้ในยุคน้ำแข็งด้วยการอพยพย้ายถิ่นไปเรื่อยๆ หรือ The Day After Tomorrow (2004, โรแลนด์ เอ็มเมอริช) ที่โลกเกิดภาวะอากาศแปรปรวนอย่างรุนแรงจนเกิดสึนามิท่วมโลกและทำให้อุณหภูมิลดลงแบบเฉียบพลันจนเกิดเป็นยุคน้ำแข็งใหม่ ล่วงเลยมาจนถึงหนังสารคดีที่พูดถึงวิกฤตนี้ด้วยท่าทีตรงไปตรงมาอย่าง An Inconvenient Truth (2006, เดวิด กุกเกนไฮม์) ที่ตามติดอดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา อัล กอร์ กับแคมเปญให้ความรู้เรื่องภาวะโลกร้อนที่เขาดำเนินการอย่างจริงจังทั่วประเทศในช่วงเวลานั้น

โดยพวกเขาอาจหวังใจไว้ลึกๆ ว่า การส่งสารกระตุ้นเตือนผ่านศิลปะการเล่าเรื่องเหล่านี้ ก็คงเพียงพอแล้วที่จะทำให้สถานการณ์สิ่งแวดล้อมของโลกค่อยๆ พลิกฟื้นกลับคืนมาได้บ้าง

An Inconvenient Truth

แต่หากนับจากช่วงเวลาหลายทศวรรษที่คนทำหนังเริ่มแตะประเด็นนี้ เราจะเห็นได้มีอยู่ ‘น้อยครั้ง’ เหลือเกินที่มันจะประสบความสำเร็จในระดับที่ทำให้ผู้คนในสังคมลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง หรือทำให้รัฐบาลโลกออกมาขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวในเชิงนโยบาย เพราะเท่าที่เราจำได้ก็คงจะมีเพียง An Inconvenient Truth ที่ทำให้ผู้นำโลกในประเทศต่างๆ เริ่มหันมารณรงค์ให้ประชาชนได้ดูหนังเรื่องนี้เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับวิกฤตโลกร้อน หรือแม้กระทั่งผลักดันให้เกิดการแก้ปัญหาในระดับมวลรวม ขณะที่ภาคประชาชนอเมริกันอีกว่าครึ่งก็ถูกหนังปรับเปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเสียใหม่ และออกมาเคลื่อนไหวผ่านการจัดตั้งโครงการรักษ์โลกจำนวนไม่น้อย เช่น Inconvenient Youth ในปี 2010 ที่มุ่งเน้นไปยังกลุ่มวัยรุ่น ทั้งในแง่ของการสร้างความตระหนักรู้และกระตุ้นให้เกิดการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

…ซึ่งนั่นก็ผ่านเวลามานานกว่าหนึ่งทศวรรษแล้ว!

Geostorm

หันมาดูในห้วงเวลาปัจจุบัน ในวันที่หนังอีกหลายเรื่อง-ทั้งฟิกชั่นและสารคดี-ที่ยังคงพร่ำบอกเรื่องภาวะโลกร้อนให้เราได้รับชมกัน อาทิ Geostorm (2017, ดีน เดฟลิน) -ที่เล่าถึงหนุ่มนักออกแบบดาวเทียมที่พยายามหยุดยั้งพายุครั้งใหญ่ที่เกิดจากกองทัพดาวเทียมที่สามารถควบคุมภูมิอากาศได้ของกลุ่มมนุษย์ใจทรามในโลกดิสโทเปียปี 2022- ซึ่งพยายามชี้ให้เห็นผลเสียที่เกิดจากการพยายามควบคุมและกอบโกยประโยชน์เอาจากธรรมชาติมากเกินไปของมนุษย์ และในวันที่เด็กสาววัยสิบหกปีจากสวีเดนอย่าง เกรียตา ธุนด์แบร์ ต้องออกมาประท้วงด้วยการหยุดเรียนเพื่อเรียกร้องให้ผู้ใหญ่-โดยเฉพาะบรรดาผู้นำประเทศทั่วโลกที่มีอำนาจสั่งการมากพอ-ดำเนินการแก้ไข ‘อะไรก็ตาม’ ที่ส่งผลต่อวิกฤตโลกร้อนให้เข้าที่เข้าทางอย่างที่มันควรจะเป็น

ก็ถือเป็นเรื่องน่าเศร้าที่เรายังคงต้องพูดย้ำประเด็น ‘เดิมๆ’ ที่เคยถูกนำเสนอผ่านสื่อภาพเคลื่อนไหวมาแล้วเป็นสิบๆ ปี หรือแม้แต่ต้องฟังมันซ้ำแล้วซ้ำเล่าผ่านเสียงพูดที่สร้างแรงกระเพื่อมไปทั่วโลกของเด็กสาวตัวเล็กๆ อย่างธุนแบร์

มันคือความล้มเหลวของพวกเราเหล่ามนุษย์-ในฐานะของ ‘ผู้อยู่อาศัย’ ภายใน ‘บ้าน’ ที่เรียกว่าโลก-ที่เอาแต่ตักตวงทรัพยากรและแสวงหาความสุขสบายในระยะสั้น แต่กลับไม่ลงมือหรือร่วมกันทำอะไรสักอย่างเพื่อความยั่งยืนในระยะยาวเลยตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา

ฉะนี้แล้ว เราจึงเดินทางมาถึงจุดที่การเอาแต่พูดเรื่องโลกร้อนในหนังนั้น คง ‘ไม่เพียงพอ’ และ ‘ไม่ทันการณ์’ อีกต่อไป เมื่อโลกเดินทางผ่านเวลาอย่างบอบช้ำมาอยู่ในจุดที่วิกฤตโลกร้อนกำลังจะส่งผลกระทบกับวิถีชีวิตของเราอย่างรุนแรงในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า

ทุกภาคส่วนในสังคมโลก-รวมถึงบุคลากรในแวดวงภาพยนตร์โลกทุกตำแหน่งแห่งที่-อย่างเราๆ ท่านๆ จึงอาจต้องลุกขึ้นมา ‘ทำบางอย่าง’ ให้เป็นรูปธรรมกับเขาเสียที นับตั้งแต่ ‘บัดนี้’ เป็นต้นไป

ดังที่คนทำหนังโลกอีกบางส่วนได้เริ่มต้นกรุยทางกันไปบ้างแล้ว!

 

(โปรดติดตามตอนต่อไป)