Ken Watanabe Miyoshi Umeki oscars Sayonara Sessue Hayakawa The Bridge on the River Kwai The Last Samurai การแสดง นักแสดง นักแสดงญี่ปุ่น ออสการ์

3 สุดยอดนักแสดงญี่ปุ่นต่างยุค กับหมุดหมายประวัติศาสตร์บนแผนที่ฮอลลีวูด

Home / Bioscope focus / 3 สุดยอดนักแสดงญี่ปุ่นต่างยุค กับหมุดหมายประวัติศาสตร์บนแผนที่ฮอลลีวูด

ถึงแม้ ‘นักแสดงญี่ปุ่น’ จะก้าวเข้าไปมีบทบาทในโลกภาพยนตร์ของฮอลลีวูดมานานกว่าหนึ่งร้อยปีแล้ว นับจากความโด่งดังของนักแสดงหนุ่มผู้เป็น ‘เซ็กซ์ ซิมโบล’ สำหรับสาวๆ ชาวตะวันตกอย่าง เซ็ซซึเอะ ฮายากาวะ (1886-1973) ในยุคหนังเงียบ มาจนถึงปัจจุบันที่นักแสดงญี่ปุ่นหลายรายได้มีโอกาสรับบทต่างๆ ในหนังอเมริกันระดับบล็อคบัสเตอร์ …ทว่าหลายฝ่ายก็ดูจะยังไม่คิดว่านั่นคือ ‘ความสำเร็จที่จริงแท้’ ของศิลปินจากโลกตะวันออกเหล่านี้อยู่ดี เนื่องด้วยคุณภาพของบทที่ยังไม่หลากหลายมากพอ รวมถึงปริมาณของนักแสดงเอเชียนที่ยังมีอยู่เพียงน้อยนิด

อย่างไรก็ดี ท่ามกลางการโต้เถียงเรื่องประเด็นความหลากหลายทางเชื้อชาติในหนังฮอลลีวูดที่ยังคงดำเนินอย่างร้อนระอุเรื่อยมา เราก็ยังคิดว่ามีนักแสดงญี่ปุ่นอย่างน้อย 3 คนที่มีส่วนช่วยบุกเบิกเส้นทางให้นักแสดงร่วมชาติ-รวมถึงจากประเทศอื่นๆ ในแถบเอเชีย-ได้รับการ ‘มองเห็น’ และพอจะมี ‘ที่ทาง’ อยู่บนแผนที่โลกภาพยนตร์อเมริกันขึ้นมาบ้างตลอดหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมา

 

The Cheat
เซ็ซซึเอะ ฮายากาวะ : ทัพหน้าผู้บุกทะลวงฮอลลีวูด

ใครจะไปเชื่อว่า เมื่อกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ก่อนที่ Rashomon ของ อากิระ คุโรซาวะ จะทำให้ประเทศญี่ปุ่นเป็นที่จดจำบนแผนที่หนังโลกในปี 1950 นักแสดงญี่ปุ่นอย่าง เซ็ซซึเอะ ฮายากาวะ จะเคยกลายเป็นดารา ‘ขวัญใจแม่ยก’ ในฮอลลีวูดมาก่อน แม้ว่าหนังที่เขาเล่นไปกว่า 100 เรื่องส่วนใหญ่จะเป็นบทบาทที่ตอกย้ำ ‘ภาพเหมารวมในแง่ลบ’ ให้คนเอเชียกลาย ‘เป็นอื่น’ สำหรับอเมริกันชนก็ตามที นับตั้งแต่ผลงานแจ้งเกิดอย่าง The Cheat (1915, เซซิล บี เดอมิลล์) ที่เขารับบทเป็น ‘ชู้รักผู้นิยมเซ็กซ์ซาดิสม์’ ของตัวละครแม่บ้านอเมริกัน ซึ่งก็ทำให้เด็กหนุ่มบ้านรวยจากตระกูลผู้ทำธุรกิจประมงอย่างฮายากาวะ (ชื่อเดิมคือ คินทาโระ) ก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงในยุคหนังเงียบอย่างเต็มตัว ด้วยสถานะของ ‘เซ็กซ์ ซิมโบล’ ผู้หล่อเหลาแปลกตาและมีบุคลิกอันเร้นลับน่าค้นหาในหมู่ผู้ชมหญิงสาวชาวตะวันตก ที่มักมาพร้อมกับบทบาทที่ขับเน้นความเป็น ‘วายร้ายผู้พร้อมก้าวล่วงความสงบ’ ให้ชาวเอเชียนเสมอมา (เขาเคยเล่นเป็นทั้งกุ๊ยจีนและหมออินเดีย!) ซึ่งเขาเปิดเผยในภายหลังว่า “บทบาทนี้มันไม่ได้สอดคล้องกับธรรมชาติของพวกเราชาวญี่ปุ่น มันเป็นความผิดพลาดที่ทำให้คนเข้าใจเราแบบผิดๆ” จนกระทั่งฮายากาวะเริ่มก่อตั้งค่ายหนังอย่าง Haworth Pictures ขึ้นมาในปี 1918 เพื่อพยายามจะบอกเล่าเรื่องราวและตัวตนของคนเอเชียนในมุมของเขาเอง แต่กระนั้น หลายฝ่ายกลับมองว่า แม้แต่กับหนังในค่ายของเขา ฮายากาวะก็ยังคงสลัดบุคลิก ‘ร้ายๆ’ และ ‘ลบๆ’ ของคนเอเชียนออกไปไม่หลุดเสียที

The Bridge on the River Kwai

ทว่าในท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์หรือการตอกย้ำภาพจำให้แก่ชาวเอเชียนในแง่ลบทั้งหลาย ก็ยังมีเรื่องดีๆ แฝงอยู่ เพราะถึงอย่างไร ฮายากาวะก็ถือเป็นนักแสดงญี่ปุ่น-และเอเชียน-คนแรกที่บุกทะลวงจนสามารถมีที่ยืนอยู่ในฮอลลีวูดมาได้หลายปีอย่างที่ไม่เคยมีนักแสดงเอเชียนรายใดทำได้มาก่อน แถมเขายังเป็นหนึ่งในสองของนักแสดงเอเชียคนแรกที่ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ในสาขาการแสดงด้วย จากบทบาทสมทบอย่างผู้นำทหารจอมวายร้าย(เช่นเคย!)ใน The Bridge on the River Kwai (1957, เดวิด ลีน) บนเวทีออสการ์ครั้งที่ 30 ที่แม้เขาจะต้องพ่ายให้แก่ เรด บัตทอนส์ นักแสดงตลกชาวอเมริกันจาก Sayonara (1957, โจชัว โลแกน) ทว่าในงานครั้งนั้นเอง ก็มีนักแสดงสาวชาวญี่ปุ่นอีกคนจากหนังเรื่อง Sayonara นี่แหละที่คว้ารางวัลในสาขานักแสดงสมทบหญิงไปครองได้!

 

Sayonara
มิโยชิ อูเมกิ : ทัพกลางผู้อารักขาที่ทางให้โลกตะวันออก

หญิงสาวชาวญี่ปุ่นที่คว้าออสการ์ไปในค่ำคืนนั้นก็คือ มิโยชิ อูเมกิ (1929-2007) ที่รับบทเป็น คัตสึมิ ภรรยาของทหารอากาศ โจ เคลลี ที่รับบทโดยบัตทอนส์นั่นเอง โดยอูเมกิถือเป็นนักแสดงชาวเอเชียนคนแรกที่ชนะรางวัลออสการ์ในสาขาการแสดง (และเป็นนักแสดงหญิงญี่ปุ่น-และเอเชียน-คนเดียวที่ทำได้มาจนถึงทุกวันนี้ โดยมีเพียง รินโกะ คิคูจิ เท่านั้นที่เป็นนักแสดงหญิงจากญี่ปุ่นที่มีโอกาสได้เข้าชิงรางวัลนี้ในปี 2006) ซึ่งนั่นคล้ายกับเป็นความสำเร็จในวงการบันเทิงของหญิงสาวอย่างอูเมกิที่ดูจะหลงรักเสียงดนตรีและภาพยนตร์ของคนอเมริกันมาตั้งแต่ไหนแต่ไร

เธอได้เป็นนักร้องสมใจในบ้านเกิด และหลังโยกย้ายจากฮอกไกโดมายังนิวยอร์คในปี 1955 เธอก็ได้ร้องเพลงอัดแผ่นกับค่าย Mercury Records รวมถึงเล่นหนังเรื่องแรกๆ อย่าง Sayonara ประกบกับบัตทอนส์และ มาร์ลอน แบรนโด ซึ่งการถ่ายทอดบทภรรยาผู้แหลกสลายได้ดีจนน่าปลอบประโลมของเธอ ก็ผลิดอกออกผลบนเวทีออสการ์ปี 1957 ดังที่กล่าวไปในที่สุด โดยเธอขึ้นไปรับรางวัลอย่างสมศักดิ์ศรีในชุดกิโมโนด้วยท่าทีอ่อนน้อมตามแบบฉบับ

The Courtship of Eddie’s Father

แต่กระนั้น หลายปีต่อมา อูเมกิก็ดูจะไม่ได้ยินดียินร้ายกับรางวัลของเธออีกต่อไป เพราะในปี 1976 หลังจากที่ แรนแดลล์ ฮูด สามีผู้อยู่เคียงข้างเธอได้เสียชีวิตลง เธอก็ขีดฆ่าชื่อของตัวเองบนรางวัลแล้วโยนทิ้งไปโดยง่ายดาย (“ข้าวของนอกกายไม่ใช่สิ่งที่ใช้นิยามตัวเธอได้หรอกนะครับ” ไมเคิล-ลูกชายจากสามีคนแรกของเธอ-เคยบอกไว้) ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะบทบาทที่เธอได้รับถัดจากนั้น ดูจะยังคงย่ำซ้ำรอยเดิมในฐานะ ‘สาวญี่ปุ่นผู้ไร้เดียงสาหรือถูกกระทำ’ อยู่เรื่อยมา ทั้งบทสาวชาวจีนผู้เหนียมอายประจำไนต์คลับในหนังมิวสิคัลอย่าง Flower Drum Song (1961, เฮนรี คอสเตอร์) ที่ทำให้เธอได้ชิงรางวัลลูกโลกทองคำในปี 1962 (อันดัดแปลงมาจากละครบรอดเวย์ปี 1959 ที่เธอเคยเล่นจนได้ชิงรางวัลโทนีมาแล้ว) และบทแม่บ้านแสนดีที่ต้องดูแลคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวชาวอเมริกันกับลูกชายวัยซนของเขาในซิตคอม The Courtship of Eddie’s Father ซึ่งออกอากาศระหว่างปี 1969-1972 และเป็นบทบาทสุดท้ายในวงการก่อนที่เธอจะหันไปดูแลครอบครัวอย่างเต็มตัว “ฉันไม่ชอบแสดงบทพวกนี้นักหรอกนะ แต่เมื่อมีคนจ่ายเงินให้คุณทำงาน คุณก็ต้องทำงานของคุณไป และทำมันให้ดีที่สุด” เธอว่า

และถึงแม้อูเมกิจะยังคงต้อง ‘รับไม้ต่อ’ ทั้งด้านบวก (คือมีที่ทางทางการแสดงอยู่บ้าง..) และด้านลบ (..แต่ก็ยังเป็นบทซ้ำซากเหมารวม) ของการเป็นนักแสดงญี่ปุ่น/เอเชียนในฮอลลีวูดจากฮายากาวะไปแบบเต็มๆ แต่มันก็ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายในแง่ประวัติศาสตร์ภาพยนตร์อย่างปฏิเสธไม่ได้ เพราะเธอคือคนที่ช่วยกรุยทางต่อจากฮายากาวะ เพื่อให้นักแสดงญี่ปุ่นรุ่นหลังๆ ในฮอลลีวูดได้มีหนทางทำกินมากขึ้น ทั้ง แพ็ต โมริตะ (The Karate Kid) และ จอร์จ ทาเคอิ (Star Trek) ที่เคยร่วมแสดงในซิตคอมเรื่องดังของเธอ นับตั้งแต่ตอนที่พวกเขาเพิ่งเข้าฮอลลีวูดใหม่ๆ

 

The Last Samurai
เคน วาตานาเบะ : ทัพหลังผู้กลายเป็นส่วนหนึ่งในหนังอเมริกัน(?)

นอกจาก เคน วาตานาเบะ ในวัย 59 จะเป็นนักแสดงญี่ปุ่นแท้ๆ คนที่ 3 ที่มีโอกาสได้ชิงรางวัลออสการ์สาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจาก The Last Samurai (2003, เอ็ดเวิร์ด ซวิค) อันเป็นผลงานเปิดตัวเขาอย่างงดงามในฮอลลีวูด -ถัดจากฮายากาวะเมื่อปี 1957 และ วาโกะ อิวามัตสึ จาก The Sand Pebbles ของ โรเบิร์ต ไวส์ เมื่อปี 1966 แล้ว (ไม่นับแพ็ต โมริตะที่เป็นนักแสดงญี่ปุ่นสัญชาติอเมริกันที่เคยชิงสาขาเดียวกันนี้ในปี 1985 จาก The Karate Kid)- เขาก็ยังเป็นนักแสดงญี่ปุ่นในยุคหลังที่มีผลงานในฮอลลีวูดมากเกินกว่าจะนับนิ้วมือไหว ไม่ว่าจะเป็น Memoirs of a Geisha (2005, ร็อบ มาร์แชลล์), Batman Begins (2005, คริสโตเฟอร์ โนแลน), Letters from Iwo Jima (2006, คลินต์ อีสต์วูด), Inception (2010, โนแลน) รวมถึง Godzilla ภาครีบูตทั้งสองของฮอลลีวูด (Godzilla, Godzilla: King of the Monsters) โดยมักเป็นบทสมทบที่มีความสำคัญกับเส้นเรื่องหรือบางเหตุการณ์ในหนังเรื่องนั้นๆ ทั้งยังเคยดอดไปเล่นละครบรอดเวย์อย่าง The King and I ในปี 2015 จนกลายเป็นชาวญี่ปุ่นคนแรกที่ได้เข้าชิงรางวัลโทนีในสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม (มิวสิคัล) – ซึ่งทั้งหมดนั้น ดูจะเป็นสัญญาณที่ดีไม่น้อยสำหรับนักแสดงเอเชียนรุ่นหลังๆ ในฮอลลีวูด แม้ว่าจะยังคงมีคนค่อนขอดอยู่เช่นเคยว่า นักแสดงญี่ปุ่นอย่างเขาก็ยังคงเป็นได้แค่ ‘ไม้ประดับ’ และเป็นเพียงตัวแทนของ ‘ความแปลกตาแบบเอเชีย’ -ไม่ต่างจากฮายากาวะและอูเมกิ- สำหรับวงการหนังอเมริกันก็ตามที

Godzilla: King of the Monsters

อนึ่ง หากมองออกไปยังแผนที่ภาพยนตร์นอกฮอลลีวูด วาตานาเบะคือนักแสดงที่เคยมีส่วนร่วมในหนังคลาสสิกอย่าง Tampopo (1985, จูโซ อิตามิ); แจ้งเกิดจากบทซามูไรใน One Eyed Dragon, Masamune ละครเรื่องดังของประเทศเกิดในช่วงปี 1987; และยังคงบินกลับไปเล่นหนังที่นั่นอยู่บ้างประปราย รวมทั้งเคยชนะรางวัลใหญ่อย่าง Japan Academy Prize ในสาขา ‘นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม’ มาแล้วถึงสองครั้ง (จาก Memories of Tomorrow และ The Unbroken) ซึ่งวาตานาเบะเคยกล่าวถึงเส้นทางการแสดงของตนอย่างติดตลกว่า “ถึงผมจะเป็นที่รู้จักดีจากบทซามูไรทั้งหลายแหล่ แต่ในความเป็นจริง บทเหล่านี้มีไม่ถึงหนึ่งในสามของผลงานผมเลยด้วยซ้ำ” เขาเผย “แต่นอกจากจะได้ฝึกปรือฝีมือการฟันดาบแล้ว ผมยังได้สนุกสนานกับการรับบทตัวละครที่ต้องตายอย่างโศกสลดในตอนท้ายด้วยนะ – ผมคิดว่าสองในสามของบทที่ผมเล่นมักจบลงด้วยความตาย แล้วก็ดูเหมือนจะมีตั้งสามครั้งเลยทีเดียวที่ผมต้องตายเพราะถูกวางยาน่ะ!”

และเมื่อถูกถามว่าเขามองตัวเองเป็น ‘นักแสดงฮอลลีวูด’ ไปแล้วหรือไม่ เขาก็ตอบออกมาอย่างมั่นใจว่า “ผมออกไปทำงานยังต่างประเทศในฐานะของนักแสดงญี่ปุ่นครับ ผมไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองเป็นนักแสดงฮอลลีวูดเลย” แถมยังบอกอีกด้วยว่า “ในฐานะนักแสดงผมไม่สนใจเรื่องพวกนั้นเท่าไหร่หรอกครับ (การเข้าชิงรางวัลออสการ์และการมีสถานะเป็นนักแสดงฮอลลีวูด) เพราะมันไม่ได้ช่วยให้อะไรแตกต่างออกไปมากนัก…

“คุณแค่โฟกัสไปยังบทบาทการแสดงต่อไปก็พอ”