A Streetcar Named Desire Apocalypse Now Julius Caesar Last Tango in Paris Marlon Brando Munity on the Bounty On the Waterfront Sayonara The Godfather The Ugly American Viva Zapata! การแสดง คึกฤทธิ์ ปราโมช นักแสดง

เล่นหนังอย่าง มาร์ลอน แบรนโด : สุดยอดนักแสดงผู้บุกเบิก ‘ความสมจริง’ แห่งโลกฮอลลีวูด

Home / Bioscope focus / เล่นหนังอย่าง มาร์ลอน แบรนโด : สุดยอดนักแสดงผู้บุกเบิก ‘ความสมจริง’ แห่งโลกฮอลลีวูด

มาร์ลอน แบรนโด (1924-2004) คือบุคคลที่ถูกยกย่องไปทั่วทั้งแวดวงฮอลลีวูด-หรืออาจจะโลกภาพยนตร์-นับจากอดีตจนถึงปัจจุบัน นักแสดงหนุ่มผู้มีทั้งพรสวรรค์, เสน่ห์แพรวพราว และพลังทางเพศอันล้นเหลือที่โด่งดังอย่างสุดขีดในยุค 50 นับจากหนังอย่าง A Streetcar Named Desire (1951, อีเลีย คาซาน) คนนี้ คือชายผู้หล่อเหลาที่สาวๆ หมายปอง, เป็นนักแสดงที่ผ่านทั้งความรุ่งโรจน์และร่วงโรยมาตลอด 5 ทศวรรษในวงการ และกลายเป็นตำนาน ‘นักแสดงของนักแสดง’ ที่คนรุ่นหลังจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะเดินตามรอย โดยเฉพาะในแง่ของวิธีการถ่ายทอดบทบาทตัวละครออกมาได้อย่าง ‘สมจริง’ และ ‘น่าดึงดูด’ จนแบรนโดถูกขนานนามให้เป็นหนึ่งในสุดยอดนักแสดงแห่งศตวรรษที่ 20 มาแล้ว

แจ็ค นิโคลสัน -นักแสดงเจ้าของสามรางวัลออสการ์ผู้บูชาแบรนโดมาตั้งแต่เด็ก, เคยร่วมจอกับเขา และเป็นเพื่อนบ้านกับเขามาหลายสิบปี- ได้เขียนถึงชายคนนี้เอาไว้ว่า “ชายคนนี้เป็นไอดอลมาตลอดชีวิตการแสดงของผม และผมก็ไม่คิดว่าผมจะเป็นเพียงคนเดียวที่คิดแบบนี้หรอกนะ อิทธิพลของภาพยนตร์ที่เขาเล่นนั้นใหญ่หลวงนัก แต่อิทธิพลของตัวเขาในหนังเหล่านั้นต่างหากที่ยิ่งใหญ่กว่าใครทั้งปวง คุณแบรนโดจะอยู่ในสถานะนั้นไปตลอดกาล – นั่นคือสิ่งที่มันต้องเป็น แม้ว่าเขาจะไม่ถูกใจสิ่งนี้ก็เถอะ แต่เขาจะยังคงอยู่ในสถานะนั้นตลอดไป

“ผมอาจเป็นส่วนหนึ่งของคนรุ่นแรกๆ ที่บูชา มาร์ลอน แบรนโด ก็จริง …แต่คงยังห่างไกลจากการเป็นคนสุดท้ายที่รักเขาอยู่โขเลย”

The Men
A Streetcar Named Desire
ชายผู้บุกเบิก ‘ความสมจริง’ ในโลกฮอลลีวูด

แม้แบรนโดจะต้องมารับบท สแตนลีย์ โควัลสกี -น้องเขยหัวร้อนจอมกักขฬะของตัวละครครูสาวที่รับบทโดย วิเวียน ลีห์– ใน A Streetcar Named Desire เช่นเดียวกับที่เขาเคยเล่นจนประสบความสำเร็จมาแล้วในเวอร์ชั่นละครบรอดเวย์เมื่อปี 1947 แต่เขาก็ไม่ได้ทำให้การแสดงหนังเรื่องที่สองในชีวิต (ถัดจาก The Men ของ เฟร็ด ซินเนมานน์ เมื่อปี 1950) เป็นเรื่องง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก เพราะเขาพยายามสลัดการแสดงเล่นใหญ่แบบละครเวทีออกไปจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม โดยยิ่งเมื่อประกอบกับความสามารถใน ‘การเลียนแบบบุคลิก’ ที่มีมาตั้งแต่ยังเยาว์ (เขาลอกเลียนบุคลิกสำหรับตัวละครนี้มาจากความทรงจำที่เขามีต่อพ่ออารมณ์ร้อนของตัวเอง) รวมถึงการศึกษาค้นคว้าตัวละครอย่างหนักหน่วงก่อนถ่ายทำจริงด้วยแล้ว (เช่น เพื่อรับบททหารพิการใน The Men เขาถึงขั้นไปนอนขลุกอยู่ในโรงพยาบาลทหารที่จะใช้เป็นฉากหลังอยู่นานหนึ่งเดือนเต็ม หรือออกกำลังกายเพิ่มกล้ามเนื้อในยิมทุกวันเพื่อให้สมกับการเป็นอดีตทหารในหนังเรื่องนี้ – ซึ่งเป็นสิ่งที่แทบไม่มีนักแสดงคนไหนในยุคนั้นทำกัน) ก็ยิ่งทำให้เทคนิคการแสดงของเขาโดดเด่นกว่าคนในรุ่นเดียวกัน โดยแบรนโดสามารถรับบทชายหนุ่มเถื่อนถ่อย-ที่ตรงข้ามกับความเป็นคนอ่อนโยนและรักสงบของเขาในเวลานั้น-ได้อย่างน่าเชื่อถือ

เทคนิคแบบ Method Acting หรือ ‘การแสดงออกมาให้สมจริงที่สุด’ ที่เขานำมาใช้ในโลกภาพยนตร์จากการร่ำเรียนกับนักการละครอย่าง สเตลลา แอดเลอร์ เมื่อยุค 40 นั้น มีหัวใจสำคัญอยู่ที่การ ‘รู้สึกกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า’ มากกว่าการ ‘แสร้งทำจากภายนอก’ หรือ ‘รู้สึกเอาจากประสบการณ์ส่วนตัว’ ของนักแสดงฮอลลีวูดส่วนใหญ่ในช่วงเวลาดังกล่าว โดยแบรนโดจะขุดเอา ‘ความรู้สึก’ ทุกอย่างออกมาใช้อย่างไม่มีกั๊ก และต้องรู้สึกกับสิ่งที่เขากำลังแสดงอยู่ให้ ‘จริง’ ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แม้แต่กับอารมณ์ความรู้สึกในด้าน ‘ลบ’ ทั้งความโกรธ, ความอ่อนแอ ไปจนถึงความเหี้ยมเกรียม “ผมคิดเสมอว่าหนึ่งในประโยชน์ของการแสดงก็คือ มันเปิดโอกาสให้นักแสดงสามารถถ่ายทอดความรู้สึกที่พวกเขาไม่สามารถระบายออกมาได้ทั่วไปในชีวิตจริงน่ะครับ” เขาเผย (ซึ่งหลายครั้งมันก็อาจทะลุทะลวงออกไปกระทบถึงทั้งผู้ร่วมงานและผู้ชม จนเป็นที่เล่าลือเล่าอ้างถึง ‘ความร้ายกาจ’ ส่วนตัวของแบรนโดที่ค่อยๆ เพิ่มมากขึ้นทุกวันไปตามจำนวนบทบาทและชื่อเสียงที่ได้รับอย่างช่วยไม่ได้-อันจะกล่าวถึงในลำดับถัดไป)

Viva Zapata!
Julius Caesar
The Wild One

ผลงานที่ทำให้เขาได้ชิงออสการ์นักแสดงนำชายยอดเยี่ยมเป็นครั้งแรกชิ้นนี้ ยังสร้างต้นแบบของการถ่ายทอดตัวละครผู้เต็มไปด้วยความขัดแย้งที่แลดูอันตรายหากจะอยู่ใกล้ แต่ลึกลงไปข้างในนั้นช่างแสนเปราะบาง ซึ่งถือเป็นจุดสิ้นสุดของยุคสมัยแห่งพระเอกมาดแมนแสนดีราวเทพบุตรอย่าง แครี แกรนต์, แกรี คูเปอร์, เฮนรี ฟอนดา ก่อนส่งต่อไปยังนักแสดงรุ่นหลังที่รับบุคลิกตัวละครแบบเขาไปเต็มๆ อย่าง โรเบิร์ต เดอ นีโร, แจ็ค นิโคลสัน, ดัสติน ฮอฟฟ์แมน

และบทนี้ก็ยังส่งให้แบรนโดได้เล่นหนังเด็ดๆ อีกจำนวนหนึ่งในเวลาต่อมา-ที่หากไม่ได้ชิงรางวัลก็ต้องได้รับคำชื่นชมอย่าง Viva Zapata! (1952, คาซาน) ในบทผู้นำปฏิวัติเม็กซิโก, Julius Caesar (1953, โจเซฟ แอล แมนคีวิกซ์) ในบทแม่ทัพโรมัน ที่ทำให้เขาได้ชิงออสการ์ในสาขาเดิมติดต่อกันเป็นครั้งที่สองและสาม รวมถึง The Wild One (1953, ลาสซโล เบเนเด็ค) ที่แบรนโดรับบทหัวหน้าแก๊งนักบิดนอกกฎหมายได้เท่สุดๆ จนกลายเป็นตัวละครไอคอนแห่งยุค 50 เป็นต้น

On the Waterfront
ชายผู้ไม่ได้ให้ค่า ‘วงการ’ เท่ากับ ‘ผลงาน’

ในหนังทั้งสองเรื่องที่ทำให้เขาชนะรางวัลออสการ์-ซึ่งห่างกันเกือบยี่สิบปี-อย่าง On the Waterfront (1954, คาซาน) และ The Godfather (1972, ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา) แบรนโดล้วนใช้ Method Acting เป็นที่ตั้ง โดยในเรื่องแรกที่เขารับบทคนงานท่าเรือที่ลุกขึ้นสู้กับความอยุติธรรมอย่าง เทอร์รี มัลลอย เขาตั้งใจกับงานมากถึงขนาดนั่งวิเคราะห์ตัวละครและเปลี่ยนบทร่วมกับคาซานหน้าเซ็ตเพื่อให้ตรงกับสิ่งที่ตัวละครควรรู้สึกหรือตอบสนองกับเหตุการณ์จริงๆ ในแต่ละฉาก (จนคนเขียนบทออกมาด่า) ขณะที่ในเรื่องหลังที่เขารับบทเจ้าพ่อผู้น่าเกรงขามนาม ดอน วีโต คอร์เลโอเน แม้เขาจะต้องพึ่งเมคอัพให้ดูน่าเกรงขามแบบคนแก่หน้าดุ แต่การตัดสินใจเล่นบทเจ้าพ่อรายนี้ด้วยท่าที ‘ใจดี’ และ ‘ดูน่านับถือ’ แทนที่จะแสดงออกถึงความชั่วช้าอย่างตรงไปตรงมานั้น กลับทำให้คอร์เลโอเนผู้พ่อกลายเป็นตัวละครที่น่าจดจำที่สุดตัวหนึ่งในชีวิตการแสดงของเขา

อย่างไรก็ดี แม้ว่าเขาจะชนะรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมมาได้จากทั้งสองเรื่อง แต่เขาก็ดูจะไม่ยินดียินร้ายกับพวกมันนัก เพราะกับเรื่องแรก แม้จะยิ้มแย้มในตอนขึ้นรับรางวัล หากแต่เมื่อมองย้อนกลับไป เขารู้สึกว่ามันคือหนึ่งในการแสดงที่น่าผิดหวังของตน (เขาเป็นเจ้าของรางวัลนักแสดงนำชายที่อายุน้อยที่สุดบนเวทีออสการ์ ณ ขณะนั้น) ขณะที่กับเรื่องหลัง เขาก็ถึงขั้นไม่ใยดี เพราะในวันประกาศผล เขาได้วานให้หญิงสาวพื้นเมืองชาวอินเดียนและนักเรียกร้องสิทธิ ซาชีน ลิตเทิลเฟียเธอร์ ขึ้นไปแทนเขาบนเวที พร้อมปฏิเสธที่จะรับรางวัล หากฮอลลีวูดยังเล่าเรื่องราวของชาวอินเดียนอย่างบิดเบือนผ่านสายตากดขี่แบบ ‘คนขาว’ ดังเช่นทุกวันนี้ – ซึ่งนั่นก็ดูจะสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เขาไม่เคยสนว่าใครจะคิดอย่างไรกับเขา หากแต่ใครคนนั้น-หรือก็คือฮอลลีวูด-ต่างหากที่จะต้องรับฟังเขาเสียบ้าง!

The Godfather

ไม่เพียงแค่การเตรียมตัวก่อนถ่ายทำเท่านั้น แบรนโดผู้รักใน ‘ความสมบูรณ์แบบของผลงาน’ ยังขึ้นชื่อในเรื่องของการขอซ้อมบทก่อนเข้าฉากและการขอถ่ายซ่อมระหว่างถ่ายทำแบบ ‘ไม่รู้จบ’ จนกว่าจะพึงพอใจอีกด้วย “การเป็นนักแสดงนั้น อย่างมากสุดคือเป็น ‘กวี’ ให้ได้ และอย่างน้อยที่สุดคือเป็น ‘ผู้สร้างความบันเทิง’ ให้ดี” เขายืนยันเช่นนั้น และยิ่งเมื่อต้องกลายมาเป็น ‘ครูสอนการแสดง’ ในคลาสส์เรียนเพียง ‘ครั้งแรกและครั้งเดียว’ ที่ชื่อ Lying for a Living ตลอด 10 วันเมื่อช่วงเข้าสหัสวรรษใหม่ด้วยแล้ว เขาก็ดูจะจริงจังกับมันมากๆ โดยเขาเคยใช้วิธีการที่หลากหลายเพื่อเปิดเปลือยความสามารถของเหล่านักเรียน -ที่ว่ากันว่ามีคนดังรุ่นน้องอย่าง โรบิน วิลเลียมส์, ไมเคิล แจ็คสัน, วูปี โกลด์เบิร์ก และ ฌอน เพนน์ มาร่วมเรียนด้วย!- ทั้งลงทุน ‘แต่งหญิง’ ไปสอนโดยไม่สนสังขารในวัยปลาย 70, พาเอาตำรวจและคนจรจัดมาเป็นคู่แสดงในแบบฝึกหัดด้นสดสำหรับนักเรียน และยังเคยถึงขั้นให้นักเรียน ‘สลัดตัวตน’ ให้หลุดด้วยการลองแก้ผ้าเปลือยกายต่อหน้าเพื่อนๆ ในคลาสส์เสียด้วย!

Sayonara
Munity on the Bounty
Mutiny on the Bounty
The Ugly American ที่แบรนโดประกบ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช (ในบทนายกฯ ประเทศสารขัณฑ์ – ซึ่งขณะนั้น คึกฤทธิ์ยังไม่ได้ขึ้นเป็นนายกของไทยจ้า)
ชายผู้ยึดมั่นใน ‘ความจริง’ ของเรื่องเล่า …และ ‘ศักดิ์ศรี’ ของนักแสดง

นอกจากการพยายามถ่ายทอดบทบาทตัวละครของตัวเองให้ออกมาสมจริงที่สุดแล้ว ความยึดมั่นใน ‘ความจริง’ อย่างถึงที่สุดของแบรนโดยังลุกลามไปยัง ‘องค์ประกอบอื่นๆ’ ในหนังที่เขารับเล่นอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น ใน Sayonara (1957, โจชัว โลแกน) ที่เขาถูกหว่านล้อมให้มารับบททหารอากาศอเมริกันผู้ตกหลุมรักสาวญี่ปุ่น เขาถึงขั้นขอให้โปรดิวเซอร์และคนเขียนบทเช็คข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวัฒนธรรมญี่ปุ่นให้ดีเสียก่อน เขาจึงจะยอมเซ็นสัญญา, ใน Mutiny on the Bounty (1962, ลูอิส ไมล์สโตน) ที่เล่าถึงเหตุการณ์ไม่คาดฝันบนเรือขนส่งผลไม้ระหว่างเส้นทางไปตาฮิติ เขาก็ผลักดันให้มีการคัดเลือกนักแสดงที่เป็นชาวตาฮิติจริงๆ มาเล่นเป็นนักแสดงประกอบ (อนึ่ง หนังเรื่องนี้คือจุดเริ่มต้นแห่งอาชีพที่ดิ่งลงเหวของแบรนโดตลอดทศวรรษที่ 1960 ทั้งจากพฤติกรรมเอาแต่ใจของเขาและผลตอบรับของหนัง-ไม่ว่าจะรายได้หรือคำวิจารณ์) หรือใน The Ugly American (1963, จอร์จ อิงลันด์) ที่ว่าด้วยการเดินทางของฑูตอเมริกันไปยังประเทศสมมติที่ชื่อ ‘สารขัณฑ์’ ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เขาก็ยืนยันหนักแน่นว่าความฟอนเฟะทางการเมืองที่อเมริกากระทำต่อประเทศในแถบเอเชีย(ของจริง)จะต้องได้รับการเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาในหนังเรื่องนี้ เป็นต้น

เอวา มารี เซนต์ นักแสดงหญิงผู้ร่วมจอกับเขาใน On the Waterfront เคยเล่าว่า แบรนโดมักชอบนำเอาเศษเสี้ยวของความจริงขณะถ่ายทำมาผสมผสานกับตัวบทที่ถูกกำหนดไว้แล้วอยู่บ่อยครั้ง เช่น ในฉากดังฉากหนึ่งที่เขาต้องเก็บถุงมือที่ตกไว้แล้วใช้มันเล่นหยอกกับตัวละครขี้อายของเธอนั้น เดิมที ‘ถุงมือ’ ไม่ได้ถูกเขียนไว้ให้ประกอบอยู่ในฉาก หากแต่เธอดันทำถุงมือของตัวเองตกไว้ในระหว่างซ้อม แล้วแบรนโดดันหยิบมาเล่นตอนท่องประโยค เมื่อผู้กำกับอย่างคาซานเห็นเข้าก็ประทับใจมาก จึงขอให้เขาเล่นแบบนี้ในตอนถ่ายจริงด้วยเสียเลย

One-Eyed Jacks
Burn!
Last Tango in Paris

แต่หลายครั้ง การยึดความสมจริงเพื่อการแสดงของเขาก็ดูจะไปไกลเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด เช่น ใน One-Eyed Jacks (1961, แบรนโดกำกับเอง…แทน สแตนลีย์ คูบริค ที่ค่ายไล่ออก!) หนังเวสเทิร์นที่เขาตั้งใจจะ ‘เมาจริง’ เพื่อถ่ายทำฉากหนึ่ง แต่กลับเมาจนถ่ายไม่ได้ และเป็นแบบนี้อยู่ถึงสองวัน (!), ใน Burn! (1969, จิลโล ปงเตกอร์โว) ที่ว่าด้วยการปฏิวัติของทาสผิวสี มีข่าว(ลือ)ว่า เขาถึงขั้นเคยเสนอแนะให้ผู้กำกับจ่ายค่าตัวนักแสดงผิวสีให้ต่ำกว่านักแสดงผิวขาว รวมถึงทำอาหารกลางวันที่ต่ำกว่ามาตรฐานให้พวกเขากินด้วย ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้พวกเขาเกิดความรู้สึก ‘ถูกกดขี่’ อย่างสมจริงสมจังมากขึ้น (!!) หรือแม้แต่ใน Last Tango in Paris (1972, แบร์นาร์โด แบร์โตลุชชี) หนังสุดฉาวว่าด้วยเซ็กซ์และความสัมพันธ์แบบสุดขั้วระหว่างหญิงสาวกับชายวัยกลางคนที่การแสดงและวิธีการเข้าถึงบทบาทของแบรนโดนั้นช่าง ‘จริงจัง’ จนหลายฝ่าย-แม้แต่นักแสดงร่วม-มองว่ามันเป็นการล่วงละเมิดทางเพศของจริง (!!!)

Apocalypse Now
The Score

นอกจากนี้ เขายังขึ้นชื่อเรื่องการขัดแย้งกับคนทำหนัง-ทั้งในแง่ของทัศนคติและวิธีการทำงาน-อย่างเปิดเผย ไม่ว่าจะเป็นใน Apocalypse Now (1979) ของคอปโปลาที่แม้เขาจะลงทุนโกนหัวและร่ายโมโนล็อกยาวเหยียดแบบด้นสด แต่ก็ยังไม่วายมีเคือง เมื่อคอปโปลาไม่ยอมกำกับฉากที่เขาเล่นบางฉากด้วยตัวเอง (แต่ผู้ช่วยฯ กำกับแทน) เพราะเซ็งความดื้ออีกหลายอย่างของแบรนโดในกองถ่าย หรือในหนังธริลเลอร์ The Score (2001, แฟรงค์ ออซ) อันเป็นผลงานเรื่องสุดท้ายของแบรนโดที่เขาถึงกับบอกให้นักแสดงรุ่นน้องที่รับบทนำอย่างโรเบิร์ต เดอ นีโร ‘กำกับหนังแทน’ ผู้กำกับไปเลยจะดีกว่า-เพราะไม่ชอบวิธีการทำงานของเขา-ทั้งๆ ที่แบรนโดมีบทอยู่ในหนังเรื่องนั้นแค่เพียงไม่กี่หน้า! “อย่าวางชีวิตของคุณไว้ในกำมือของผู้กำกับ” เขาว่า “พวกเขามักปกปิดความด้อยประสบการณ์ของตัวเองด้วยการวางอำนาจสั่งสอน …จงอย่ายอมให้ผู้กำกับพวกนั้นข่มคุณได้เป็นอันขาด”

แต่ไม่ว่าคุณจะเห็นด้วยกับเขาหรือไม่ ชื่อของ มาร์ลอน แบรนโด -ผู้เสียชีวิตไปขณะอายุได้ 80 พอดีเมื่อปี 2004- ก็ยังคงเป็น ‘นักแสดงของแสดง’ ดังที่แจ็ค นิโคลสันและนักแสดงอีกหลายคนบนโลกยกให้เขาเป็น

…ไม่ว่าแบรนโดจะชอบหรือไม่ก็ตาม