Joker ฮัวคิน ฟีนิกซ์

‘การแสดงน่ะมันแสนทนทุกข์’ การงานผลาญเผาไปข้างในตัวของ ฮัวคิน ฟีนิกซ์

Home / bioscope, Bioscope focus / ‘การแสดงน่ะมันแสนทนทุกข์’ การงานผลาญเผาไปข้างในตัวของ ฮัวคิน ฟีนิกซ์

ดูเหมือนกระแสของ Joker (2019, ท็อดด์ ฟิลลิปส์) จะทำให้ชื่อของ ฮัวคิน ฟีนิกซ์ ปรากฏอยู่ในสำนึกการรับรู้ของคนในวงกว้างมากขึ้นกว่าเดิม เพราะหนังที่ว่าด้วยชีวิตของ อาเธอร์ เฟล็ค คอมิดี้ตกอับที่กลายมาเป็นวายร้ายตลอดกาลของวีรบุรุษรัตติการในนาม โจ๊กเกอร์ นั้นดึงความสนใจของทั้งคนดูหนังและแฟนคอมิก

เป็นที่รู้กันกลายๆ ว่าการรับบทเป็นโจ๊กเกอร์นั้นถือเป็นงานท้าทาย ทั้งที่ไร้พลังพิเศษหรือแม้แต่ร่างกายใหญ่โต แต่ก็โจ๊กเกอร์นี่เองที่ทำให้แบตแมนประสาทเสียและสั่นเทิ้มประชากรก็อตแธมทั้งเมืองมาแล้วนักต่อนัก 

นี่คือวายร้ายที่เร้นกายอยู่ท่ามกลางความโกลาหล ซ่อนเป้าประสงค์เงียบเชียบและเป็นหนึ่งในตัวละครที่ลึกลับที่สุดรายหนึ่ง 

อย่างไรก็ดี โจ๊กเกอร์ของฟิลลิปส์นั้นเปิดเปลือยความลึกลับดำมืดในชีวิตของวายร้ายรายนี้หมดเปลือก ทั้งในแง่ของการเป็นชายไร้สุข ตลอดจนในแง่ของการเป็นคนป่วยจิตที่มีอาการแสดงออกไม่ตรงกับสภาวะอารมณ์ มันจึงเป็นบทที่เรียกร้องการแสดงอันเยี่ยมยอดจากนักแสดงซึ่งหนังจะประสบความสำเร็จขนาดนี้ไม่ได้เลยหากปราศจากการแสดงอันน่าตื่นตาตื่นใจของฟีนิกซ์

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาปรากฏตัวในบทท้าทายความสามารถ ฟีนิกซ์เข้าชิงออสการ์สาขานักแสดงยอดเยี่ยมมาแล้วทั้งสิ้นสามครั้งจากการรับบทเป็น จักรพรรดิก็อมมอดุส ราชากระหายอำนาจจาก Gladiator (2000, ริดลีย์ สก็อตต์), จอห์นนี แคช นักดนตรีคันทรี่ที่ต้องเผชิญอาการเสพติดยาเสพติดในช่วงรุ่งโรจน์ของชีวิต Walk the Line (2005, เจมส์ แมนโกลด์) และชายที่ฝังใจกับบาดแผลสมัยสงครามโลกครั้งที่สองใน The Master (2012, พอล โธมัส แอนเดอร์สัน) 

การแสดงของฟีนิกซ์นั้นขึ้นชื่ออย่างมากว่าถ้าไม่ทำให้กองถ่ายประสาทเสียก็มักทำให้นักแสดงรอบตัวอึดอัดเสมอ ตัวเขาเองรู้ตัวเรื่องนี้ดีด้วยซ้ำ “ผมเป็นพวกที่ต่อให้ถ่ายฉากนั้นจบไปแล้วก็ยังเป็นตัวละครอยู่ และทำนักแสดงคนอื่นประสาทเสียเอาก็บ่อย” เขายอมรับ “แต่สำหรับผม ระหว่างถ่ายหนังนั้นตัวละครต้องมาก่อนตัวตนของผมเสมอ ผมจะหมกมุ่นกับตัวละครที่ผมเล่นอย่างสุดจิตสุดใจ จะสำรวจตัวละครนั้นให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้าคุณเป็นนักแสดงที่อยากพึงใจกับผลงานของตัวเอง ก็ต้องทนทุกข์เช่นนั้นแหละ ผมคิดว่ามันเป็นความท้าทายของเราเองด้วยนะ

“เวลาผมอ่านบทและเห็นคาแร็กเตอร์ตัวละคร ผมก็จะเริ่มหาทางจัดการกับทรงผมตัวเองและเรื่องจิปาถะต่างๆ ที่ผู้คนไม่ค่อยสังเกตเห็นหรอกคับ แต่ผมเห็น และนั่นแหละที่ทำให้ตัวละครอยู่ในเนื้อตัวผมตลอดเวลา”

ฟิลลิปส์ที่กำกับ Joker ยืนยันเรื่องนี้อีกเสียง “หลายครั้งเลยที่เขาเอาแต่เดินเข้าๆ ออกๆ ในฉาก นักแสดงคนอื่นๆ เข้าใจหมดว่าเป็นเพราะพวกเขาแสดงไม่ดี แต่ไม่ใช่เลย ไม่เคยเป็นแบบนั้น ทั้งหมดมันเป็นที่ฮัวคินนั่นแหละ เขาแค่ไม่รู้สึกในตัวละครตัวเอง เราจะแค่ออกไปเดินเล่นสักเดี๋ยวแล้วกลับมาแสดงอีกทีในที่สุด” ยังไม่นับวิดีโอเบื้องหลังการถ่ายทำที่รายการ Jimmy Kimmel Live เอามาปล่อยออกอากาศ (โดยมีฟีนิกซ์นั่งมองด้วยสีหน้าเจ็บปวดพอสมควร) โดยเป็นฉากที่ฟีนิกซ์นั่งจ้องมองตัวเองในกระจก ตัดสลับกับที่เขากำลังตะคอก ลอว์เรนซ์ แชร์ ผู้กำกับภาพว่าเขานั้นกำลัง “มองหาอะไรบางอย่างอยู่เหมือนกันเว้ย” (ในรายการ ฟีนิกซ์ดูเสียใจมากและบอกว่า “มันไม่ใช่ความผิดของแลร์รีเลย คุณไม่ควรต้องมาเห็นอะไรแบบนี้ด้วยซ้ำ ผมขอโทษจริงๆ”) 

หรือแม้แต่การรับบทเป็นจอห์นนี แคชก็ทำเอาฟีนิกซ์ต้องเข้ารับการบำบัดอาการติดแอลกอฮอลครั้งใหญ่เพราะไม่อาจถอนตัวเองออกมาจากคาแร็กเตอร์ตัวละครได้ ฟีนิกซ์สวมบทได้อย่างยอดเยี่ยมจนเข้าชิงออสการ์สาขานำชายยอดเยี่ยม เบื้องหลังนั้น กระทั่งถ่ายหนังจบ เขากลับถอนตัวเองออกจากตัวละครที่รับบทไม่ได้จนไม่รู้อีกต่อไปแล้วว่าที่กำลังมีอาการติดสุรานั้นเป็น ‘ตัวเขา’ หรือจอห์นนี แคชผู้ล่วงลับ หลังจากเข้ารับการบำบัดในครั้งนั้น ฟีนิกซ์สามารถสลัดตัวละครออกจากตัวตนจริงๆ ของเขาได้ง่ายกว่าเดิม …แม้นั่นจะเกิดขึ้นหลังจากการถ่ายทำจบไปแล้วก็ตาม เพราะฟีนิกซ์ยืนยันเสมอว่าระหว่างการถ่ายทำ ไม่ว่ากล้องจะจับอยู่หรือไม่ เขาก็ยังเป็นตัวละครนั้นอยู่ดี “สำหรับผม ผมคิดเสมอว่าการแสดงควรจะเป็นเหมือนสารคดีน่ะ คือคุณต้องรู้สึกในสิ่งที่คุณรู้สึกจริงๆ รู้สึกในสิ่งที่ตัวละครกำลังคิดจริงๆ ในเวลานั้น” เขาบอก

กับการรับบทเป็นตัวละครป่วยทางจิตที่กลายมาเป็นอาชญากรระดับตำนานของก็อตแธมใน Joker มันรีดเร้นพลังงานของฟีนิกซ์ทุกหยด เขาลดน้ำหนักลงนับสิบกิโลกรัม สูบบุหรี่จริงจัง และไว้ผมทรงประหลาดตา “ผมนั่งอ่านบทแล้วก็ตระหนักได้ว่า ‘ทำไมเราไม่ลองทำหนังที่มันพยายามเข้าอกเข้าใจตัวร้ายนี้ล่ะวะ’ เพราะนี่แหละเป็นสิ่งที่เราต้องทำ เพราะมันง่ายมากที่เราจะบอกตัวเองว่าเราไม่ได้เลวร้าย เราอยากได้คำตอบง่ายๆ ได้รู้สึกไม่ชอบใจคนอื่นๆ คนเรารู้สึกดีเวลาเรานิยามปีศาจสักตนได้ เหมือนเวลาเราบอกว่า ‘กูไม่ได้เป็นพวกเหยียดผิวนะเพราะกูไม่ได้ถือธงสมาพันธรัฐอเมริกา (Confederate flag หรือธงที่เป็นสัญญะของการแบ่งแยกเชื้อชาติ) แล้วก็ไม่ได้เข้าร่วมประท้วงที่ไหนด้วย’ เรามักรู้สึกแบบนั้นซึ่งมันไม่เป็นผลดีหรอกเพราะเราไม่เคยสำรวจตัวเองจริงๆ จังๆ เลยว่าแท้จริงแล้ว ลึกลงไปข้างในเราก็ยังเหยียดคนอื่นในแบบที่คนขาวส่วนใหญ่เป็น หรืออาจจะเป็นประเด็นอื่นๆ อีกมากมาย ผมถึงได้ว่าเราควรสำรวจวายร้ายดูบ้างนะ”

แต่นี่ยังไม่ใช่หมุดหมายที่เขาพึงใจ ฟีนิกซ์เคยบอกสั้นๆ ว่าทุกครั้งหลังถ่ายหนังจบ เขามักจะคิดว่ามันยังไม่ดีพออยู่เสมอและอยากหวนกลับไปแก้ไขจิปาถะในฉากนั้นอีกสักครั้ง “ผมว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับการเป็นนักแสดงคือนาทีที่คุณคิดว่า ‘พระเจ้า กูทำได้เยี่ยมไปเลย’ เพราะผมว่าไอ้งานนี้มันชวนทรมานชะมัด มันไม่ใช่สิ่งที่ลงแรงกายแล้วจะประสบผลสำเร็จได้ มากสุดผมก็แค่พยายามเป็นตัวละครนั้นให้ดีที่สุด ผมรู้ว่าผมเป็นพวกช่างเลือก และผมก็จะเล่นแต่หนังที่ผมอยากเล่นเท่านั้นแหละ”