Joaquin Phoenix Joker Taxi Driver ฮัวคิน ฟีนิกซ์ โจ๊กเกอร์

โลกอนาธิปไตยและความไร้ระเบียบ: 5 หนังที่ควรรู้ก่อนไปดู Joker

Home / bioscope, Bioscope focus / โลกอนาธิปไตยและความไร้ระเบียบ: 5 หนังที่ควรรู้ก่อนไปดู Joker

เหตุผลแสบสันต์ที่ทำให้ โจ๊กเกอร์ คือคู่ปรับที่ทรงพลังที่สุดตลอดกาลของแบตแมน ไม่ใช่เพราะเขามีพลังวิเศษหรือเป็นยอดมนุษย์แข็งแกร่งมาจากไหน หากแต่คุณสมบัติสำคัญคือการที่เขาสามารถสร้างความโกลาหลในสังคมขึ้นมาได้โดยการจุดเชื้อเพลิงความกราดเกรี้ยวในสำนึกของผู้คนขึ้นมาอย่างทรงพลังต่างหาก!

โจ๊กเกอร์ถือกำเนิดขึ้นมาครั้งแรกในคอมิก Batman ที่ตีพิมพ์ในเดือนมษายนปี 1940 ประกอบร่างสร้างตัวละครขึ้นมาโดย บิลล์ ฟิงเกอร์, บ็อบ เคน และ เจอร์รี โรบินสัน ตัวละครโจ๊กเกอร์ถูกกำหนดมาตั้งแต่แรกแล้วว่าเป็นอาชญากรที่ฉลาดเป็นกรดและเน้นการควบคุมคนอื่น เป็นชายวิกลจริตต่อต้านสังคมที่สร้างความสั่นสะเทือนให้ผู้คนอย่างรุนแรง และกลายเป็นศัตรูที่สร้างความวิปโยคให้ชีวิตแบตแมนยิ่งกว่าที่ศัตรูคนใดเคยสร้างได้

เรื่องราวของโจ๊กเกอร์ถูกนำมาเล่าและตีความใน Joker (2019, ท็อดด์ ฟิลลิปส์) หนังร่วมสองสัญชาติ (แคนาดา-สหรัฐอเมริกา) ที่ได้ ฮัวคิน ฟีนิกซ์ มารับบทเป็น อาเธอร์ เฟล็ค ชายยากไร้ที่ต้องดิ้นรนหากินเป็นตัวตลกในก็อตแธม เมืองเสื่อมทรามที่กำลังทรุดโทรม ประชาชนถูกทอดทิ้ง อาเธอร์กับแม่ต้องอยู่ในห้องเช่ารูหนูเล็กแคบ การบำบัดอาการทางจิตยังดิ่งลงเหวเพราะรัฐตัดงบประมาณ เพียงไม่กี่เรื่องที่พอจะเยียวยาหัวใจเขาได้คือสาวร่วมอพาร์ตเมนต์ร่วมชะตากรรมรันทด กับการนั่งดูรายการสัมภาษณ์สดทางโทรทัศน์ของ มัวร์เรย์ (โรเบิร์ต เดอ นีโร) พิธีกรตลกชื่อดัง

ธีมหนังที่ว่าด้วยความบ้าคลั่ง โดดเดี่ยวและจิตสำนึกที่แตกสลายเช่นนี้ เคยปรากฏร่องรอยมาก่อนบ้างแล้วในหนังโลกหลายๆ เรื่อง และนี่คือบรรดาหนังห้าเรื่องที่เว็บไซต์ indiewire, bloody-disgusting และ thehollywoodnews เห็นตรงกันว่าเป็นหนังที่ให้รสชาติเดียวกันกับ Joker และควรหามาดูเพิ่มอรรถรสให้ตัวเองก่อนได้ดูเรื่องราวของชายก่อนที่เขาจะกลายมาเป็นวายร้ายของฟิลลิปส์

 

Taxi Driver (1976, มาร์ติน สกอร์เซซี) 

หนังชิงออสการ์สี่สาขา (รวมภาพยนตร์ยอดเยี่ยมกับนำชายยอดเยี่ยมด้วย) ของสกอร์เซซี ว่าด้วยเรื่องของ ทราวิส (เดอ นีโร) อดีตทหารผ่านศึกที่กลับจากสงครามเวียดนามและทุกข์ทนกับโรคนอนไม่หลับเนื่องจากมีภาวะหลอนของสงครามอยู่ เขาจึงไปรับจ้างเป็นพนักงานขับแท็กซี่กะกลางคืนในเมืองนิวยอร์คเพื่อผลาญเวลายามค่ำ เพื่อจะพบความเน่าเฟะของเมืองโดยเฉพาะ ไอริช (โจดี ฟอสเตอร์ -ชิงสมทบหญิง) โสเภณีเด็กวัยเพียง 12 ปีที่เขาได้ใช้เวลาอยู่ด้วยข้ามคืน ทั้งหมดนี้ทำให้ทราวิสเห็นความหมักหมมและสิ้นหวังของนิวยอร์คจนเขาคิดว่าทางเดียวที่จะเปลี่ยนทุกอย่างได้คือต้อง ‘ทำความสะอาด’ เมืองและผู้คนเสีย… ด้วยกระสุนและคราบเลือด

หากจะมีสักสิ่งที่คล้ายคลึงกันกับ Joker คือหนังของสกอร์เซซีเรื่องนี้ว่าด้วยความอัดอั้นกราดเกรี้ยวของคนตัวเล็กตัวน้อยในสังคม ทราวิสคือทหารที่เคยออกรบเพื่อสหรัฐฯ และกลับมาอย่างคนถูกทอดทิ้ง เขาโดดเดี่ยวสุดขีด ไม่มีที่ไหนในนิวยอร์คมีพื้นที่ให้เขา เศรษฐกิจตกต่ำสุดขีดเพราะรัฐแบ่งเอางบไปทุ่มให้กระทรวงกลาโหมและการจัดหาซื้ออาวุธ (เอ๊ะ… คุ้นๆ ไหมนะ) ตรอกซอกซอยในเมืองเน่าเหม็น มาเฟียเต็มเมือง ผู้คนออกมาประท้วงเพื่อเรียกร้องคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าจากรัฐ เหล่านี้ยิ่งขับเน้นให้ทราวิสรู้สึกปั่นป่วนอยู่ภายในจนเขาอยากจะกวาดล้างความโสมมนี้ออกไปให้หมดด้วยความรุนแรง นำมาสู่ฉากทรงพลังที่สุดในท้ายเรื่อง

 

The King of Comedy (1982, สกอร์เซซี)

“ราวกับว่านี่เป็นส่วนผสมของตัวละครที่ผมเคยเล่นจาก Taxi Driver กับ King of Comedy ด้วยกันยังไงยังงั้น แน่ล่ะว่ามันไม่เหมือนกันหรอก แต่ถ้าคุณได้ดูหนัง คุณคงเข้าใจได้เองว่าทำไม” โรเบิร์ต เดอ นีโรกล่าวถึงบทบาทใน Joker ของเขาไว้เช่นนั้น และคงไม่ผิดไปจากที่เขาว่านักเพราะบทพิธีกรรายการบันเทิงเรตติ้งกระฉูดอย่าง มัวร์เรย์ ที่เขาแสดงนั้นถูกเขียนขึ้นมาเพื่อคารวะตัวละคร รูเพิร์ต จากหนังอีกเรื่องของสกอร์เซซีอย่าง King of Comedy

หนังเล่าเรื่องของรูเพิร์ต ชายที่ชีวิตล้มเหลวแทบจะในทุกมิติ ความบัดซบของสิ่งรอบตัวทำให้เขาฝันเฟื่องเห็นตัวเองเป็นพิธีกรรายการทอล์คโชว์ชื่อดัง (แน่นอนว่ามีตัวตนอยู่แค่ในจินตนาการของเขาเพียงลำพัง) ที่จัดขึ้นในห้องใต้ดินของแม่ กระทั่งเมื่อเขาพบพิธีกรตัวจริงอย่าง เจอร์รี (เจอร์รี ลูอิส) รูเพิร์ตก็เชื่อมั่นลมๆ แล้งๆ ว่านี่จะเป็นชะตาฟ้าลิขิตให้เขามีชื่อเสียงและได้เป็นพิธีกรเสียที แม้ว่าเจอร์รีจะไม่ได้ใยดีใดๆ เขาเลยก็ตาม รูเพิร์ตที่ไถลเข้าไปสู่โลกจินตนาการของตัวเองเกินยั้งจึงสะกดรอยตามเจอร์รี ลักพาตัวและก่อคดีอุกฉกรรจ์ซึ่งเขาเชื่อว่าจะเป็นสะพานให้เขาประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงในที่สุด

หากว่าการรับบทเป็นรูเพิร์ตคือการฉายภาพการเป็นคนสิ้นไร้ไม้ตอก การเป็นพิธีกรใน Joker ก็เป็นเสมือนขั้วตรงข้ามนั้น เพราะเดอ นีโรรับบทเป็นมัวร์เรย์ พิธีกรที่ประสบความสำเร็จถึงขีดสุดและเป็นเป้าหมายสำคัญที่อาเธอร์เฝ้ามองผ่านหน้าจอโทรทัศน์ตลอดมา

 

The Dark Knight (2008, คริสโตเฟอร์ โนแลน)

แน่แท้ว่าตัวละครโจ๊กเกอร์นั้นปรากฏตัวในอุตสาหกรรมภาพยนตร์มาแล้วหลายยุคหลายสมัย แต่เวอร์ชั่นที่ได้รับการพูดถึงอย่างหนาหูและคว้าออสการ์สาขาสมทบชายยอดเยี่ยมได้คือเวอร์ชั่นของโนแลนที่รับบทโดย ฮีธ เล็ดเจอร์ ผู้ล่วงลับ

ขณะที่ Joker ของฟิลลิปส์ว่าด้วยชีวิตก่อนที่อาเธอร์ เฟล็ค จะกลายมาเป็นวายร้ายผู้ปราดเปรื่องยากจะรับมือของแบตแมน The Dark Knight ของโนแลนก็เสมือนเล่าถึงช่วงเวลาที่เขาโลดแล่นอยู่ในห้วงอารมณ์อันบ้าระห่ำของตัวเองไปแล้ว หนังเปิดด้วยฉากที่ชายใส่หน้ากากตัวตลก บุคลิกประหลาดบุกเข้าปล้นธนาคาร กระซิบประโยคเลือดเย็น “ฉันเชื่อเสมอว่า อะไรก็ตามที๋ฆ่านายไม่ได้ มันจะยิ่งทำให้นายแข็งแกร่งขึ้น” ก่อนถอดสลักระเบิดสังหารเหยื่อ

ความคลั่งอาจเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้โจ๊กเกอร์คือตัวละครที่ยากจะรับมือ ไม่มีใครรู้เป้าประสงค์ที่แท้จริงของเขา เขาไม่ใช่ชายที่ทำเพื่อเงิน ไม่ได้ทำเพื่อความสัมพันธ์และอาจไม่ได้ทำไปเพื่อใครนอกเสียจากชำแหละด้านมืดของมนุษย์ให้เห็น โจ๊กเกอร์เชื่อมั่นว่าตัวเองคือ “นายหน้าแห่งความอลหม่าน” (agent of chaos) ที่พลิกเอาสิ่งที่เคยอยู่ใต้ดินขึ้นมาอยู่บนดิน และกระชากเอาหน้ากากคุณธรรมจอมปลอมของเจ้าหน้าที่ตำรวจตลอดจนผู้คนในเมืองทิ้ง ชี้ให้เห็นถึงสามัญสำนึกอันดิบหยาบของมนุษย์ที่ถูกกลบฝังไว้ใต้ศีลธรรมเคร่งครัดในสังคม ตัวเล็ดเจอร์ที่ทุ่มเทกับบทนี้ด้วยการขังตัวเองอยู่ในโรงแรมห้องเล็กๆ กับความโดดเดี่ยว จดบันทึกความคิดที่หลั่งไหลเข้ามาในหัวตอนนั้น เล่าว่าสำหรับเขาแล้วโจ๊กเกอร์นั้นคือ “คนวิปลาส, ฆาตกร, ตัวตลกที่ป่วยจิตเภทซึ่งปราศจากความเห็นอกเห็นใจโดยสิ้นเชิง” ซึ่งการแสดงของเล็ดเจอร์นั้นทรงพลังเสียจนส่งเขาคว้าออสการ์มาครอง และเป็นอีกหนึ่งตัวละครที่คุกคามคนดูอยู่เสมอแม้หนังจบลงไปแล้ว

“ฉันจะบอกอะไรเกี่ยวกับอนาธิปไตยให้… มันคือการทิ้งขว้างกฎเกณฑ์ต่างๆ แล้วทำให้ทุกอย่างอลหม่านวุ่นวาย ฉันคือนายหน้าแห่งความอลหม่านนั้น และรู้ไหมว่าข้อดีของความอลหม่านคืออะไร… มันยุติธรรมไงล่ะ!”

 

One Flew Over the Cuckoo’s Nest (1975, มิลอส ฟอร์แมน)

หนังดัดแปลงมาจากวรรณกรรมชื่อเดียวกันเมื่อปี 1962 ของ เคน เคซีย์ (มีแปลภาษาไทยในชื่อ บ้าก็บ้าวะ แปลโดย กิติกร มีทรัพย์, ข้ามผ่านพันธนาการ แปลโดย โตมร ศุขปรีชา) จับจ้องไปยังเรื่องราวของ แม็กเมอร์ฟีย์ ชายฉกรรจ์ขี้โวยวายที่ถูกจับยัดมาอยู่ในโรงพยาบาลจิตเวชไกลปืนเที่ยงในรัฐโอเรกอนที่ปราศจากความเข้าอกเข้าใจผู้ป่วย ตัวแม็กเมอร์ฟีย์เองก็ตั้งใจจะเข้ามาในโรงพยาบาลแห่งนี้แค่เพื่อพักอาศัยชั่วคราวเลยแกล้งบ้าส่งเดช หากแต่กฎระเบียบมากมายในรั้วโรงพยาบาลกลับชวนให้เขากลายเป็นบ้าเข้าจริงๆ โดยเฉพาะนางพยาบาลจอมเผด็จการ แร็ตแชด ที่ออกกฎมากมายที่จำกัดขอบเขตและทำลายความเป็นมนุษย์ของผู้ป่วย จนแม็กเมอร์ฟีย์นำทัพผู้ป่วยก่อจลาจลภายใต้จมูกเธอ

เวอร์ชั่นหนังนั้นชิงออสการ์ถึงเก้าสาขา และได้กลับมาห้าสาขา รวมทั้งรางวัลหนังยอดเยี่ยม, นำชายและกำกับยอดเยี่ยม แจ็ค นิโคลสัน รับบทเป็นแม็กเมอร์ฟีย์อย่างทรงพลังและน่าจดจำ จากชายที่หวังเข้ามาพักอาศัยในโรงพยาบาลจิตเวชชั่วคราวกลับกลายเป็นผู้นำการปฏิวัติ หากจะมีสักอย่างที่ชวนให้นึกถึง Joker หาใช่การไร้ระเบียบในโรงพยาบาล หากแต่เป็นบรรยากาศความอัดอั้นของเหล่าผู้ป่วยหรือประชาชน ที่มีต่อนางพยาบาลหรืออำนาจที่ปกครองและกดทับสังคมอยู่โดยปราศจากการตั้งคำถาม 

“ฉันจะบอกอะไรให้โว้ย! พวกแกมันไม่ได้บ้ามากไปกว่าไอ้พวกคนข้างนอกที่เดินเตร่อยู่บนถนนนั่นหรอก!!” แม็กเมอร์ฟีย์บอกไว้ และนั่นดูจะเป็นใจความสำคัญของหนังทั้งเรื่องเลยทีเดียว

 

A Clockwork Orange (1971, สแตนลีย์ คูบริค)

ฝีมือการกับกับเฮี้ยนระเบิดของคูบริคที่ชิงออสการ์สี่สาขา ดัดแปลงมาจากวรรณกรรมชื่อเดียวกันปี 1962 ของ แอนโธนี เบอร์เกสส์ จับภาพไปยังประเทศอังกฤษในโลกอนาคตที่สังคมล่มสลายเต็มขั้น ทุกอย่างอยู่ในภาวะอนาธิปไตยเต็มรูปแบบ ไม่มีกฎและไม่มีขื่อแปร อเล็กซ์ (มัลคอล์ม แม็กโดเวลล์) และพรรคพวกก่ออาชญากรรมเลือดเย็น ทั้งปล้น ข่มขืนและสังหาร กระทั่งเมื่อเขาถูกตำรวจจับเข้าไปดัดนิสัยในคุก และเพื่อจะได้ออกมาใช้ชีวิตอย่างเสรีอีกหน อเล็กซ์จึงตั้งใจทำทุกทางที่ผู้คุมแนะนำเพื่อจะพบว่า แม้ออกจากคุกมาแล้ว ทั้งยังปรับเปลี่ยนตัวเองไปอยู่ในนามความเป็นคนดีมีระเบียบวินัย ก็หาได้ทำให้เขาอยู่ในสังคมอย่างง่ายดาย ตรงกันข้าม อเล็กซ์กลับพบว่าชีวิตของเขายากลำบากยิ่งกว่าการเป็นอันธพาลเสียอีก

ยากจะบอกว่าแท้จริงแล้ว คูบริคอยากสื่ออะไร ‘กันแน่’ ในหนังไซ-ไฟจัดจ้านเรื่องนี้ (จนตอนออกฉาย มันถูกวิจารณ์ถึงความรุนแรงอย่างหนาหู) แต่ประเด็นหลักๆ ที่ทำให้สื่อภาพยนตร์หลายสำนักคิดว่ามันเหมาะจะเป็นหนังที่ควรดูเพื่อวอร์มร่างกายและจิตใจก่อนไปเจอ Joker คือ การที่มันฉายภาพความว้าวุ่น อลหม่านภายใต้โลกเสื่อมทรามและไร้กฎ กับมนุษย์ในนามของความดีที่อาจไปด้วยกันไม่ได้อีกแล้วในโลกแห่งนี้