กะโหลกบางตายช้า กะโหลกหนาตายก่อน จิรศักดิ์ โชติวรรณ บุปผาราตรี พันธุ์หมาบ้า พิศวาสซาตาน หนังเก่า หนังไทย

คนสะสมสิทธิ์หนัง …วิธีต่ออายุหนังไทยในเชิงธุรกิจ

Home / Bioscope focus / คนสะสมสิทธิ์หนัง …วิธีต่ออายุหนังไทยในเชิงธุรกิจ

โดย นคร โพธิ์ไพโรจน์ บรรณาธิการฝ่ายหนังไทย BIOSCOPE

 

หากย้อนกลับไปในความคึกคักของหนังไทย เราสามารถจำแนกประเภทหนังอย่างคร่าวคือที่มาจากสตูดิโอใหญ่ และผู้สร้างอิสระ ซึ่งส่วนมากมาจากทุนของสายหนัง ปัจจุบัน สตูดิโอผู้ผลิตหนังหลายรายยังคงว่ายเวียนอยู่ในวงการหนัง ทั้งยังต่อยอดทางธุรกิจจากหนังเก่าของตัวเองต่อเนื่อง แต่ก็มีอีกหลายบริษัทที่ยุติบทบาททางธุรกิจหนังไป และไม่ได้มีนโยบายจะสานต่อมูลค่าจากหนังเหล่านั้นแล้ว นอกจากจะปล่อยให้เป็นตำนานเล่าขานสืบไป ขณะที่ฟิล์มเนกาทีฟหนังอีกนับร้อยนับพันเรื่องที่เคยผลิตมาก็ร่วงหล่นตามข้างทางของประวัติศาสตร์อย่างน่าเสียดาย

จิรศักดิ์ โชติวรรณ แห่ง บริษัท มูฟวี่ ก็อปปี้ไรท์ ไทยแลนด์ จำกัด คืออดีตคนทำโรงหนังชั้น 2 อย่าง ดาวคะนอง ที่ซึ่งปิดตัวไปพร้อมกับกาลอวสานของระบบฉายฟิล์ม แต่ด้วยความที่ยังรักหนังไทยทั้งยังมีสายสัมพันธ์อันดีกับผู้สร้างหนังเก่าๆ ทำให้เขาเริ่มเสาะหาผู้สร้างหนังรายย่อยในเมืองไทยเพื่อซื้อสิทธิ์หนังสะสมเอาไว้ จนปัจจุบันนี้เขามีหนังในมือแล้วไม่ต่ำกว่า 150 เรื่อง และตั้งเป้าไว้ว่าจะหาหนังมาครอบครองถึง 200 เรื่องภายใน 3 ปีข้างหน้า

“ผมเริ่มมาจากการขอซื้อสิทธิ์หนังของ เสี่ยทอมมี่ (ธวัทชัย โรจนะโชติกุล) เจ้าของเครือวิสต้า ซึ่งเขาเลิกทำหนังไปนานแล้ว เซ็ตนั้นก็จะมี กะโหลกบางตายช้า กะโหลกหนาตายก่อน” ใช่แล้ว เขาเริ่มมาจากหนังเลื่องชื่อของ มานพ อุดมเดช เรื่องนั้น และเก็บสะสมเรื่องมาจนปัจจุบันมีชุดของ พิศาล อัครเศรณี อย่าง พิศวาสซาตาน’ และ เพลงสุดท้าย ทั้งสองเวอร์ชั่น, หนังเรื่องเดียวที่ ชาติ กอบจิตติ กำกับ อย่าง บ้าน ซ้ำยังมี พันธุ์หมาบ้า นิยายเรื่องดังของชาติที่เคยผลิตเป็นหนังมาครั้งเดียว, แม่นาคพระโขนงฉบับ ปรียา รุ่งเรือง แสนอมตะ ไล่มาจนถึงหนังใหม่ อย่าง บุปผาราตรี 2 ภาคแรก และ ‘Virgin Am I รักแรก กระแทกจิ้น

เราโตมากับมัน มันเป็นประวัติศาสตร์อย่างหนึ่งแต่มันถูกละเลย ถ้าเราสามารถเผยแพร่มันได้ คนที่เคยมีประสบการณ์กับหนังเหล่านี้ก็จะรื้อฟื้นความทรงจำกลับมาอีกครั้ง มันไม่ใช่แค่เรื่องการสะสมหนังอย่างเดียว มันยังเป็นเรื่องการค้าด้วย มันเหมือนถ้าเรามีไผ่กอเดียวเราอาจจะทำอะไรกับมันมากไม่ได้ แต่ถ้าเราหามาได้เยอะๆ อย่างน้อยเราก็เอามามัดรวมกันเป็นแพได้ เหมือนกัน ถ้าคนมาเลือกซื้อสินร้านเราแล้วเห็นว่าเรามีของเยอะ เดี๋ยวคนก็เดินมาหาเราเอง”

ปัญหาของหนังไทยเก่าคือมักไม่มีต้นฉบับที่พร้อมสำหรับการต่ออายุให้มันในระยะยาว ในยุคที่เป็นฟิล์ม หนังต้องออกมาเป็นฟิล์มเนกาทีฟ ก่อนจะปริ้นต์ฟิล์มเพื่อกระจายไปตามโรงต่างๆ ซึ่งฟิล์มเนกาทีฟนี่เองที่เป็นต้นขั้วสำหรับการอนุรักษ์และบูรณะหนังเพื่อแปลงเป็นรูปแบบดิจิตอลด้วยคุณภาพมาตรฐานสากล หรือหากไม่หลงเหลือแล้วก็เป็นการเทเลซีนจากก๊อบปี้ที่หลงเหลือได้ แต่คุณภาพของภาพและเสียงอาจสมบูรณ์เท่า เช่น พริกขี้หนูกับหมูแฮม ที่เพิ่งเข้าฉายนั้น เทเลซีนมาจากฟิล์มที่หลงเหลือ

หากเป็นค่ายหนังที่มีระบบการจัดการที่ดีเพราะทำธุรกิจด้านภาพยนตร์ต่อเนื่องยาวนาน ก็ง่ายที่จะติดตามต้นฉบับมารีมาสเตอร์ใหม่ แต่สำหรับหนังอีกหลายเรื่องโดยเฉพาะจากผู้สร้างรายย่อยมันแทบสาบสูญไปแล้ว เพราะวงจรของธุรกิจหนังในอดีต เมื่อปริ้นต์ฟิล์มกระจายไปตามโรงต่างๆ ทั่วประเทศผ่านสายหนัง ก็นับว่าหมดอายุในโรงหนังสำหรับผู้สร้างแล้ว เป็นหน้าที่ของสายหนังที่จะนำก๊อบปี้ที่ซื้อไปแล้วเพิ่มมูลค่าต่อหลังออกจากโรง เช่น ขายหน่วยหนังกลางแปลง หนังเร่ เป็นต้น ส่วนเจ้าของหนังก็ทำก๊อบปี้เป็น U-matic เพื่อส่งต่อไปขายในรูปแบบ VHS, ฟรีทีวี หรือดีวีดี ในเวลาต่อมา

ขึ้นไทม์แมชีนมาในยุคปัจจุบัน รูปแบบการเผยแพร่หนังเปลี่ยนไปแทบจะโดยสิ้นเชิง หนังเก่าๆ กลับฟื้นคืนชีพในโรงหนังได้อีกครั้ง ผู้ให้บริการสตรีมมิ่งต้องการคอนเทนต์มากมายมาตุนไว้ทั้งเก่าและใหม่ เพื่อฟาดฟันกับคู่แข่งให้ได้มากที่สุด ฉะนั้นหากหนังเรื่องไหนได้รับการอนุรักษ์และบูรณะมาอย่างดีพอ มันก็พอจะหาที่ทางต่อได้ แต่มันไม่เป็นเช่นนั้นเลยสำหรับหนังไทย

จิรศักดิ์เล่าว่า “ใหม่ๆ ผมเซ็นสัญญาซื้อ-ขายบนความว่างเปล่าเลย ซื้อกันแบบไม่มีของให้เห็นต้องไปหาเอาเอง ผมก็เอานะ ส่วนใหญ่ผมจะหาได้เป็น U-matic เพราะฟิล์มหลายเรื่องมันผ่านการใช้งานมาเยอะจนสภาพไม่ไหวแล้ว พอมันเป็น U-matic ก็มีหลายเรื่องเหมือนกันที่ซื้อมาแล้วเนื้อในมันไม่ใช่ ซื้อเรื่องนี้แต่ได้อีกเรื่องมา มันเหลือแค่ beta เพราะเมื่อก่อนพอหมดอายุในโรงเขาก็ซื้อขายกันต่อในรูปแบบนี้

“หลายคนเลิกทำหนังไปแล้ว ผมไปไล่ซื้อสิทธิกลับมา บางเรื่องหนังเสียไปแล้วด้วยซ้ำ ได้ material ที่ไม่มีคุณภาพกลับมาถือว่าเป็นประสบการณ์ หลังๆ ต้องเริ่มพิถีพิถันมากขึ้น คือต้องเห็น material ก่อนถึงจะยอมเสียเงิน”

7 ปีแล้วที่จิรศักดิ์มุ่งหน้าเสาะหาสิทธิและหนังไทยเก่าๆ มาครอบครอง แม้ว่าหนังที่ได้เหล่านั้นจะมีคุณภาพเช่นไร แต่อย่างน้อยก็พอให้เห็นลมหายใจว่าหนังเหล่านั้นจะพอมีชีวิตต่อไปได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เช่น หนังส่วนหนึ่งขายสิทธิให้ พระนครฟิลม์ เอาไปลงในยูทูบ, ขายสิทธิให้ผู้บริการสตรีมมิ่งอย่าง IFLIX, HOOQ รวมไปถึงฟรีทีวีและเคเบิ้ลทีวีด้วย

ผมมีสองบทบาทในตอนนี้ คือพ่อค้าที่ต้องตามบูรณะหนังเหล่านี้ด้วย เช่น หนังหลังจากปี 2000 เป็นต้นมา หลายบริษัทเขาเลิกทำหนังแล้ว ก็เป็นหน้าที่พ่อค้าอย่างผมที่ต้องให้การอนุรักษ์และธุรกิจมันเดินไปด้วยกันได้ ตอนนี้ เราต้องไปหาเนกาทีฟเท่าที่ยังพอมีอยู่เพื่อนำมาสแกนให้มันมีชีวิตต่อไปได้”