Interstellar Jessica Chastain Molly’s Game The Disappearance of Eleanor Rigby The Help The Tree of Life Zero Dark Thirty

3 บทเรียนน่ารู้จากการแสดงบท ‘เพื่อนหญิงพลังหญิง’ ของ เจสสิกา แชสเทน

Home / Bioscope focus / 3 บทเรียนน่ารู้จากการแสดงบท ‘เพื่อนหญิงพลังหญิง’ ของ เจสสิกา แชสเทน

เรือนผมสีแดงเพลิง ผิวกายซีดขาว และรอยกระบางเบาบนใบหน้า คือรูปลักษณ์อันแสนสะกดใจบนจอภาพยนตร์ของ เจสสิกา แชสเทน นักแสดงสาวน่าจับตาอีกคนหนึ่งของแวดวงฮอลลีวูดที่การันตีฝีมือได้จากการเข้าชิงออสการ์ถึง 2 ครั้งในสาขานักแสดงสมทบหญิงและนำหญิงยอดเยี่ยม จากบทบาทที่แสดงถึงพลังอำนาจของ ‘เพศหญิง’ ใน The Help (2011, เทต เทย์เลอร์) และ Zero Dark Thirty (2012, แคธรีน บิเกโลว์) ตามลำดับ รวมถึงการปรากฏตัวในบทผู้หญิงเด่นๆ -ที่ทั้งเข้มแข็งและเปราะบาง- ในผลงานหนังอย่าง Take Shelter (2011, เจฟฟ์ นิโคลส์), The Tree of Life (2011, เทอร์เรนซ์ มาลิค), The Disappearance of Eleanor Rigby (2013, เน็ด เบนสัน), Interstellar (2014, คริสโตเฟอร์ โนแลน), A Most Violent Year (2014, เจ ซี แชนดอร์), Miss Sloane (2016, จอห์น แมดเดน) และ Molly’s Game (2017, แอรอน ซอร์กิน)

“มันเหมือนกับเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติน่ะค่ะ” แชสเทนพูดถึงจุดเริ่มต้นความสนใจในโลกการแสดงของตนเมื่อตอนอายุได้เพียง 7-8 ขวบ “คุณยายของฉันเคยพาฉันไปดูละครเวที และบนนั้นก็มีเด็กหญิงตัวเล็กๆ ยืนอยู่ด้วย ทันทีที่ฉันเห็นเธอบนเวที ฉันก็คิดได้ทันทีเลยว่า ‘นี่แหละอาชีพของฉัน!’

 

The Help
Zero Dark Thirty
1) ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อบท…ที่ไม่ยึดติดกับกรอบด้านภาพลักษณ์

“ถ้าฉันได้รับบทใดบทหนึ่งมา ก็คงเป็นเพราะว่าฉันต่อสู้ดิ้นรนเพื่อให้ได้มันมานั่นแหละ” นักแสดงวัย 40 ต้นๆ คนนี้กล่าวอย่างแข็งขัน – เธอดูจะไม่ใช่หญิงสาวที่โชคดีเท่าไหร่นักในการก้าวเข้าสู่วงการบันเทิง เพราะหากย้อนกลับไปในช่วงแรกๆ เธอถึงขั้นเคยถูกแนะนำให้ไปย้อมผมสีแดงเพลิงตามธรรมชาติของตัวเองให้กลายเป็น ‘สีอื่นที่ป๊อปกว่านี้’ มาแล้ว “มักจะมีคนบอกให้ฉันไปย้อมผมเป็นสีบลอนด์ในช่วงที่ฉันเริ่มออดิชั่นบทในแอลเอเป็นครั้งแรก ซึ่งมันก็ตลกดีเหมือนกันที่เราดันถูกตีตราจากรูปลักษณ์ที่ปรากฏภายนอกน่ะนะ บางคนถึงมองว่าฉันบอบบาง ขณะที่บางคนก็กลับมองว่าฉันเป็นแม่สาวผู้ร้อนฉ่า…

และด้วยรูปลักษณ์ที่ทำให้ต่างคนต่างตีตราบุคลิกของเธอได้อยู่เพียงไม่กี่อย่างนี้เอง เธอจึงไม่เคยได้รับบทแนว ‘หวานใจ’ เหมือนกับนักแสดงหญิงสวยๆ คนอื่น กระทั่งล่วงเข้าในวัยปลาย 30 นี่เองที่เธอเริ่มมีบทให้เลือกเล่นได้หลากหลายมากขึ้น “เพิ่งจะในช่วงห้าปีให้หลังมานี่เองมั้งที่คนเริ่มบอกว่าฉันมีเสน่ห์ดึงดูดน่ะ ก่อนหน้านั้นฉันไม่ค่อยมีบทอะไรให้ได้เล่นนักหรอก เพราะคนมักบอกว่าฉันยังสวยไม่พอ ฉันเลยตระหนักว่าอุดมคติเรื่องความสวยของคนทุกคนมันช่างแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง” เธอว่า “…แต่ถ้าคุณเอาแต่เล่นบทสาวสวย สักวันมันก็จะไม่เหลือบทอะไรให้คุณเล่นเลยนะ”

 

The Tree of Life
Interstellar
2) ปลดปล่อยพลังความเป็นหญิง…ที่ไม่ใช่แค่เสน่ห์ทางเพศ

ยกตัวอย่างเช่น บทที่ฉันเล่นใน Interstellar นั้น เดิมทีมันถูกเขียนให้ผู้ชายเล่นนะ จนคริสโตเฟอร์ โนแลนตัดสินใจเปลี่ยนให้หนังเล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกสาวแทน ซึ่งแน่นอนว่าถ้าคุณอยากได้บทที่เป็น ‘วัตถุทางเพศ’ มันก็คงต่างออกไป แต่ถ้าคุณอยากได้บทของผู้หญิงที่จะถูกพูดถึงในด้านอื่นมากกว่าเรื่องแรงดึดดูดทางเพศของเธอล่ะก็ การเปลี่ยนตัวละครชายให้กลายมาเป็นตัวละครหญิงก็คงเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ยากนักหรอกค่ะ

ฉันแค่อยากเห็นผู้หญิงมากกว่านี้-ทั้งในและนอกจอภาพยนตร์ ฉันเบื่อมากที่จะต้องดูหนังผ่านมุมมองของผู้ชายแค่ฝ่ายเดียว คุณรู้ไหมคะว่ามีแค่ 3 เปอร์เซ็นต์ของผู้กำกับภาพเท่านั้นที่เป็นผู้หญิงน่ะ? มันบ้าไหมล่ะ! เราต้องการความหลากหลายมากกว่านี้ ไม่ว่าจะเป็นนักแสดงหญิง หรือนักแสดงเอเชียอเมริกัน นี่ฉันกำลังพูดในฐานะของคนดูหนัง-ที่ไม่ใช่นักแสดง-อยู่นะ เพราะตอนนี้ฉันโชคดีมากแล้วที่ได้มีตัวเลือกในการรับบทต่างๆ มากขึ้น”

Wilde Salomé

อย่างไรก็ดี กับบางบทบาทที่ต้องเปลือยกาย เช่นใน Jolene (2008, แดน ไอร์แลนด์ – หนังเรื่องแรกของเธอ), Wilde Salomé (2011, อัล ปาชิโน) และ Lawless (2012, จอห์น ฮิลล์โคต) แชสเทนก็ไม่เคยกลัวที่จะต้องถ่ายทอดมันออกมา “จริงๆ ฉันสบายใจที่จะเล่นฉากพวกนี้นะ แล้วมันก็น่าสนใจดีเหมือนกันที่บางครั้งก็จะมีคนคอยมาพูดว่า ‘ถ้าคุณเป็นพวกเรียกร้องสิทธิสตรี แล้วคุณจะมาเล่นฉากเปลือยในหนังได้ยังไง?’ ซึ่งฉันมองว่ามันเป็นเรื่องที่ตรงกันข้ามเลยนะ ฉันคิดว่าฉันไม่เห็นมีอะไรที่จะต้องอายเลย อย่างตอนถ่าย Wilde Salomé ฉันได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่มีชื่อว่า Sisters of Salomé ซึ่งมันพูดถึงวิถีทางที่ผู้หญิงอย่างเราควรโอบรับพลังอำนาจในเรื่องเพศของเราเอาไว้” เธอว่า “ฉันไม่อยากมานั่งกังวลถึงผลลัพธ์ที่จะตามมาน่ะค่ะ ฉันแค่อยากเล่นเป็นตัวละครให้ซื่อตรงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และถ้านั่นมันหมายถึงการที่ผู้หญิงคนนี้ต้องเปลือย เธอก็ต้องเปลือยค่ะ

 

The Disappearance of Eleanor Rigby
Molly’s Game
3) มองหาความสมบูรณ์แบบทางการแสดง…ผ่านบทเรียนจากทุกสิ่ง

แชสเทนยังขึ้นชื่อในเรื่องของการเป็นนักแสดงที่ ‘รักในความสมบูรณ์แบบ’ ไม่ต่างจาก เคต แบลนเช็ตต์ หรือ อิซาแบลล์ อูแปร์ เลย เพราะมีหลายครั้งที่เธอพบว่าตัวเองยังทำได้ไม่ดีนัก-แม้ลึกๆ จะยอมรับว่ามันเป็นเรื่องที่ยากมากๆ ในการที่จะทำให้การแสดงสมบูรณ์เป๊ะไปได้ตั้งแต่ต้นจนจบ “บางทีฉันกลับไปดูหนังเรื่องแรกๆ ที่ตัวเองเล่นแล้วก็เอาแต่คิดว่า ‘ตายแล้ว ทำไมการแสดงของฉันมันถึงแย่ได้ขนาดนั้น’ ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องมหัศจรรย์มากที่ฉันเล่นพลาดไปเยอะขนาดนั้น แต่คนดูก็ยังไม่สังเกตเห็นกันเลย” ทว่าการจับผิดผลงานของตัวเองนี้ของเธอ ก็ล้วนเกิดขึ้นเพื่อช่วยพัฒนาทักษะการแสดงให้ดีขึ้นในคราวต่อไปทั้งสิ้น “ฉันไม่ได้จับจ้องตัวเองในแง่ของรูปร่างหน้าตาอีกต่อไปแล้วล่ะค่ะ ฉันไม่เคยคิดว่า ‘ฉันดูสวยไหมในช็อตนั้น?’ แต่ฉันจะคิดว่า ‘ตอนที่ฉันพยายามส่งสารลับๆ ผ่านสายตาอยู่นั้น มันยังส่งมาไม่ถึงผู้ชมหรือเปล่านะ? หรือฉันเอาแต่หันหน้าออกไปคนละทิศกับกล้องมากเกินไป?’”

The Debt

“ฉันเคยกลัวการมองกล้องนะ แล้วก็คิดไปว่าต้องแสร้งทำเหมือนว่ามันไม่มีอยู่ให้ได้ จนกระทั่งอัล ปาชิโน (ผู้กำกับและผู้ร่วมแสดงกับเธอใน Wilde Salomé) ได้พูดบางอย่างที่ทำให้ฉันตาสว่าง เขาบอกว่า ‘คนส่วนใหญ่มักจะกลัวกล้อง แต่ในการเล่นหนัง คุณต้องใกล้ชิดกับกล้องให้มาก เพราะมากไปกว่านักแสดงผู้ร่วมฉากของคุณแล้ว ก็มีแค่กล้องนี่แหละที่จะมองจ้องเข้าไปในดวงตาและทะลุเข้าไปจนถึงจิตวิญญาณของคุณ กล้องจึงคือส่วนหนึ่งของคุณ-เหมือนกับที่แขนก็คือส่วนหนึ่งของคุณ ซึ่งทันทีที่คุณเข้าใจสิ่งนี้ คุณก็จะลืมไปเลยว่ามีแขนอยู่ตรงนั้น เช่นเดียวกับกล้องนั่นแหละ เมื่อคุณยอมให้มันเชื่อมต่อเข้ากับจิตวิญญาณของคุณแล้ว คุณก็จะลืมไปเองว่ามีกล้องอยู่ตรงนั้น คุณแค่ต้องเปิดรับสิ่งนี้ให้ได้มากกว่าอะไรทั้งหมด’ …ซึ่งคำพูดนั้นมันเปลี่ยนฉันไปเลยค่ะ

นอกจากนี้ แชสเทนยังเผยถึงสิ่งที่สำคัญอย่างมากสำหรับการเป็นนักแสดงในแบบของเธอด้วยว่า “คุณจะไม่สามารถเป็นนักแสดงได้เลย หากคุณไม่มีประสบการณ์ชีวิต ทุกบทบาทที่ฉันได้รับเหมือนกับเป็นการเข้าเรียนวิชาหนึ่งๆ เสมอ ตอนที่ฉันถ่าย The Debt (2010, แมดเดน) ฉันศึกษาเกี่ยวกับเรื่องการแพทย์เยอะมากนะ ซึ่งมันไม่สนุกเอาเสียเลย (หัวเราะ) โดยเฉพาะพวกการทดลองยาระหว่างการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ รวมถึงตัวของ (โยเซฟ) เมงเงอเลอ (แพทย์ประจำค่ายกักกันเอาชวิตซ์) และผู้รอดชีวิต – ดังนั้น ในทุกบทบาทที่ฉันรับเล่น ฉันจึงต้องซึมซับมันเข้ามาไว้ในตัวเองให้ได้ ฉันต้องเรียนรู้โลกใบนั้นๆ เพื่อทำความเข้าใจในตัวละครหญิงทั้งหลายที่ฉันเล่น

“และสิ่งเหล่านี้แหละที่จะทำให้คุณกลายเป็นนักแสดงที่เก่งขึ้นได้”