12 Monkeys 12 Years a Slave Ad Astra Brad Pitt Burn After Reading Moneyball Mr. & Mrs. Smith Once Upon a Time in Hollywood Seven The Curious Case of Benjamin Button The Tree of Life Thelma & Louise

ชำแหละกายวิภาคแห่ง แบรด พิตต์ : ‘นักแสดงยอดฝีมือ’ ผู้ติดอยู่ในร่างของ ‘ดาราสุดฮ็อต’

Home / Bioscope focus / ชำแหละกายวิภาคแห่ง แบรด พิตต์ : ‘นักแสดงยอดฝีมือ’ ผู้ติดอยู่ในร่างของ ‘ดาราสุดฮ็อต’

ท่ามกลางเสียงชื่นชมอื้ออึงจากฝีมือการแสดงของ แบรด พิตต์ ในผลงานหนัง 2 เรื่องล่าสุดอย่าง Once Upon a Time in Hollywood (2019, เควนติน ทารันติโน) และ Ad Astra (2019, เจมส์ เกรย์) จนทำให้ชื่อของนักแสดงวัย 55 รายนี้กลายมาเป็นตัวเก็งของผู้เข้าชิงรางวัลออสการ์อีกครั้ง พิตต์ก็สร้างความเซอร์ไพรส์ให้แฟนๆ ด้วยการออกมาประกาศว่า เขา ‘อาจจะเกษียณตัวเอง’ จากแวดวงการแสดงในเร็ววันนี้

“สำหรับผม มันคงมีปริมาณน้อยลงและเว้นช่วงห่างให้มากขึ้นไปทีละนิด คงเป็นเพราะผมยังมีสิ่งอื่นอีกมากที่อยากทำในตอนนี้น่ะครับ” เขาหมายถึงงานเบื้องหลังอย่างการเป็นโปรดิวเซอร์แห่งค่ายหนัง Plan B ที่เขาเริ่มสนุกกับมันมากกว่าการแสดง “ผมคิดว่าอาจมีวันหนึ่งที่ผมตื่นมาแล้วคิดว่าพอแล้วกับอาชีพนี้ หรือผมอาจไม่ได้ตื่นขึ้นมาอีกเลยก็ได้ – ซึ่งนั่นน่าจะเป็นเหตุผลที่ทำให้มันจบด้วยเหมือนกันนะ” เขากล่าวอย่างมีอารมณ์ขัน

อย่างไรก็ดี มีคนกล่าวว่า ‘ความซวย’ อย่างเดียวของพิตต์ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมาก็คือ เขาดันเป็น ‘นักแสดงยอดฝีมือ’ ที่เกิดมาในเรือนร่างของ ‘ดาราสุดฮ็อต’ ผู้ชมจึงไม่ได้สนใจฝีมือการแสดงมากเท่ากับมัดกล้ามเนื้อแสนงามของเขาสักเท่าไหร่ …ฉะนี้แล้ว คงถึงเวลาที่เราต้องชี้ให้ทุกคนได้เล็งเห็นถึง ‘กายวิภาค’ แห่งความมหัศจรรย์ทางการแสดงของหนุ่มหล่อคนนี้กันอย่างจริงจังเสียที

Thelma & Louise
Fight Club
Mr. & Mrs. Smith
มัดกล้ามเนื้อ…ที่เคลื่อนไหวภายใต้การควบคุมอย่างเคร่งครัด

นับจากการเป็นเด็กหนุ่มตัวแสบแห่งโอคลาฮามาที่มาหลงใหลได้ปลื้มกับศาสตร์ภาพยนตร์ในช่วงเรียนมหาวิทยาลัย พิตต์ก็แสวงหาหนทางในการก้าวเข้าสู่วงการแสดงและเริ่มโด่งดังมาจากขบวนหนังในช่วงต้นยุค 90 จากบทสมทบแย่งซีนอย่าง ‘พ่อหนุ่มนักโบกสุดเซ็กซี่’ ใน Thelma & Louise (1991, ริดลีย์ สก็อตต์) ก่อนได้รับบทนำที่น่าจับตาจากหนังอย่าง A River Runs Through It (1992, โรเบิร์ต เรดฟอร์ด), Legends of the Fall (1994, เอ็ดเวิร์ด ซวิค) และ Interview with the Vampire (1994, นีล จอร์แดน) ที่เน้นขายความหล่อเหลาอันน่าหลงใหลของเขาเป็นหลัก

และนอกเหนือไปจากความหล่อบนใบหน้า เราก็ยังได้เห็นมัดกล้ามเนื้อแห่งวัยหนุ่มของเขาถูกนำมาบริหารให้เกิดประโยชน์สูงสุดในกลุ่มหนังที่ขยาย ‘ความเป็นชาย’ ของเขาให้พุ่งปรี๊ดกระแทกหน้าผู้ชมอย่าง Meet Joe Black (1998, มาร์ติน เบรสต์), Fight Club (1999, เดวิด ฟินเชอร์), Troy (2004, วูล์ฟกัง ปีเตอร์เซน) และ Mr. & Mrs. Smith (2005, ดัก ไลแมน) จนพิตต์กลายเป็น ‘หนุ่มหล่อในฝัน’ อันดับต้นๆ ของผู้ชมฮอลลีวูดและทั่วโลกอยู่นานหลายปี (แม้จะอยู่ในช่วงที่แต่งงานกับ เจนนิเฟอร์ อนิสตัน และ แองเจลินา โจลี ไปแล้วก็เถอะ!) รวมถึงยังกลายเป็น ‘เรือนร่างในฝัน’ สำหรับหนุ่มๆ สายฟิตเนสส์อีกหลายคนด้วยเช่นกัน

Once Upon a Time in Hollywood

และแม้แต่ใน Once Upon a Time in Hollywood ก็ยังคงปรากฏเค้าลางของการขายเรือนร่าง-หรือก็คือความเป็นชาย-ดังที่ว่านี้ เพราะบท คลิฟฟ์ บูธ -สตั๊นต์แมนหนุ่มใหญ่ขาลุย- ของเขานั้นดูจะเป็นที่รักใคร่ของทั้งตัวละครนักแสดงคู่ใจอย่าง ริค ดัลตัน (ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ) และกล้องที่จับภาพความมาดแมนดิบเถื่อนของเขาอย่างน่าหลงใหล-โดยเฉพาะเมื่อยามที่เขาถอดผ้าถอดผ่อนและโชว์ความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อในวัยหนุ่มใหญ่ ทว่าในขณะเดียวกัน มันก็ยังเป็นการยั่วล้อกับโค้งสุดท้ายของวิถีแห่งการใช้เรือนร่างหากินของทั้งตัวเขาและตัวละครไปพร้อมๆ กันด้วย โดยทารันติโน-ผู้กำกับที่เคยร่วมงานกับเขามาตั้งแต่ Inglourious Basterds (2009)-อธิบายว่า “บทนี้จำเป็นต้องใช้ ‘นักแสดง’ เก่งๆ มาเล่นเลยนะครับ แต่มันก็ยังจำเป็นมากที่จะต้องใช้ ‘ดารา’ และก็ต้องเป็นดาราแบบพ่อพิตต์นี่ด้วย ต้องเป็นดาราที่ผมคิดว่าคนอยากจะดู เหมือนกับ สตีฟ แม็กควีน (นักแสดงระดับตำนานของฮอลลีวูด) หรืออะไรเทือกนั้นที่คุณชอบดูกันน่ะ ทั้งเวลาที่เขาเคลื่อนไหวหรือเวลาที่เขาขับรถ – มันเป็นรัศมีอันแสนจะมาดแมนที่ดาราเขามีกัน ซึ่งพิตต์มีพร้อม และเขาก็น่าจะเป็นคนสุดท้ายของนักแสดงรุ่นนี้แล้วล่ะมั้งที่มีสิ่งนี้อยู่”

แต่กระนั้น การขายเรือนร่างที่ผ่านมาของเขาก็หาใช่เรื่องไร้ประโยชน์เสียทีเดียว เพราะนอกจากมันจะทำให้เขากลายเป็นจุดสนใจสำหรับผู้ชมอยู่เสมอแล้ว มันก็ยังช่วยให้เขาได้ฝึกฝนทักษะการควบคุมร่างกายของตนเพื่อมาปรับใช้ในการแสดงบทต่างๆ อีกด้วย โดยเฉพาะบทที่ต้องอาศัยความแข็งแรงของร่างกาย อย่างการฝึกชกมวยก่อนเล่น Fight Club หรือฝึกการใช้ดาบก่อนเล่น Troy เป็นต้น

Seven
12 Monkeys
สมอง…ที่คัดสรรบทบาทและคิดวิเคราะห์การแสดง

ไม่ใช่แค่รูปลักษณ์อันเป็นจุดขายหรือทักษะในการควบคุมร่างกายของตนเท่านั้น หากแต่มันสมองที่อยู่เบื้องหลังก็ยังส่งผลต่อเส้นทางอาชีพนักแสดงของพิตต์ด้วยเช่นกัน เพราะถึงแม้ด้วยรูปกายภายนอก เขาจะดูเหมือนเป็นเพียงดาราหนุ่มที่ขายความหล่อล่ำไปวันๆ หากแต่สิ่งที่อยู่ในหัวของเขาเมื่อต้องเลือกรับบทบาทหรือทำการแสดงนั้นก็ยัง ‘มีดี’ ไม่แพ้กัน “จุดที่ดีที่สุดสำหรับสไตล์การแสดงในแบบของผม-ตามที่ผมเข้าใจ-ก็คือ คุณต้องก้าวไปให้ถึงจุดที่สามารถแตะ ‘ความจริง’ ได้มากที่สุดจากบทนั้นๆ” เขาว่า

และการเริ่มเลือกรับบทที่ท้าทายตัวเองมากขึ้นของพิตต์ ก็ทำให้เขาเข้าถึงรางวัลใหญ่ๆ ทางการแสดงเสียที จากการพลิกบทเท่ๆ มาสู่บทเถื่อนๆ ในช่วงกลางยุค 90 ทั้งหนังธริลเลอร์น่าขนหัวลุก Seven (1995, ฟินเชอร์) และหนังนีโอนัวร์/ดิสโทเปีย 12 Monkeys (1995, เทอร์รี กิลเลียม) – ซึ่งเรื่องหลังนี่เองที่ทำให้เขาได้เข้าชิงออสการ์เป็นครั้งแรกในสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม ทั้งยังช่วยทำให้ผู้ชมและนักวิจารณ์ได้เล็งเห็นถึงทักษะการแสดงที่เขามี-มากไปกว่ารูปลักษณ์ภายนอกที่ดูดี-ซึ่งค่อยๆ ถูกพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง

The Curious Case of Benjamin Button
Moneyball
Burn After Reading

รวมถึงการรับบทหนุ่มประหลาดที่เติบโตจากวัยชราย้อนกลับไปหาวัยเยาว์ใน The Curious Case of Benjamin Button (2008, ฟินเชอร์) และบทผู้จัดการทีมเบสบอลผู้ทุ่มเทใน Moneyball (2011, เบนเน็ตต์ มิลเลอร์) ที่ล้วนทำให้พิตต์ได้ชิงรางวัลออสการ์นักแสดงนำชายยอดเยี่ยมมาแล้ว หรือแม้แต่หนังตลกร้ายอย่าง Burn After Reading (2008, พี่น้องโคเอน) ที่เขารับบทเทรนเนอร์หนุ่มหุ่นล่ำแต่สมองกลวง ก็ดูเหมือนจะเป็นการจิกกัดสถานะหนุ่มหล่อกล้ามโตในวงการของเขาได้อย่างน่ารักน่าชัง – ซึ่งเดวิด ฟินเชอร์-ผู้กำกับที่ทำงานกับพิตต์มาหลายเรื่อง-เคยชื่นชมความยอดเยี่ยมทั้งในและนอกจอของเขาเอาไว้ว่า “ถ้าผมสามารถเป็นใครก็ได้บนโลกใบนี้ ผมจะขอเป็น แบรด พิตต์ ถึงผมจะหน้าไม่เหมือนเขาเลยก็เหอะ (หัวเราะ) ขอแค่ได้เป็นคนแบบเขาก็พอแล้ว เพราะหมอนั่นเป็นคนที่ผ่อนคลายกับตัวตนของตัวเองเอามากๆ”

อย่างไรก็ดี พิตต์ก็ยังไม่ละทิ้งบทบาท ‘ป๊อปๆ’ ในหนังกระแสหลัก ไม่ว่าจะเป็นไตรภาค Ocean’s ที่ว่าด้วยภารกิจลุ้นระทึกของแก๊งโจรหัวใสโดยผู้กำกับ สตีเวน โซเดอร์เบิร์กห์ ในช่วงยุค 2000 หรือ World War Z (2013, มาร์ก ฟอร์สเตอร์) ที่เล่าถึงโลกอันโหดร้ายหลังเหตุการณ์เชื้อซอมบี้แพร่ระบาด – ซึ่งผลงานเหล่านี้ก็ช่วยให้ชื่อของพิตต์ยังคงเป็นที่คุ้นหูสำหรับผู้ชมในรุ่นหลังๆ อยู่เรื่อยมา

The Tree of Life
Ad Astra
หัวใจ…ที่มีความเป็นมนุษย์อย่างเต็มเปี่ยม

แต่เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่พิตต์สนใจที่สุดกลับคือ ‘ความเป็นมนุษย์’ ที่แฝงฝังอยู่ในบทบาทเหล่านั้น เขาจึงมักเลือกเล่นเป็นตัวละครที่ทั้งซับซ้อนและละเอียดอ่อน-ซึ่งช่วยท้าทายทักษะทางการแสดงของเขาอยู่เป็นระยะ ยกตัวอย่างเช่น ในหนังอภิปรัชญาจังหวะเนิบช้าเจ้าของรางวัลปาล์มทองอย่าง The Tree of Life (2011, เทอร์เรนซ์ มาลิค) ที่แม้เขาจะเล่นเป็นพ่อในยุค 50 ผู้พยายามเป็น ‘พระเจ้า’ คอยควบคุมชีวิตและจิตใจของบรรดาลูกชายให้ออกมา ‘สมชายชาตรี’ แต่มันก็เป็นบทที่ช่วยส่องสะท้อนให้เห็นว่าแม้แต่ตัวละครที่เสี่ยงต่อการเล่นออกมาแบบทึ่มทื่อเช่นนี้ เขาก็ยังสามารถถ่ายทอดให้เราเห็นถึงด้านที่มีหัวจิตหัวใจผ่านภาษากายได้เช่นกัน

หรือใน Ad Astra ที่พิตต์ต้องรับบทนักบินอวกาศหนุ่มอย่าง รอย แม็กไบรด์ ที่พยายามออกตามหาพ่อ (ทอมมี ลี โจนส์) ที่หายสาบสูญไปในระบบสุริยะอันเวิ้งว้าง ผู้ชมที่ได้ดูหนังต่างก็แซ่ซ้องสรรเสริญในการแสดงออกถึง ‘ความเปราะบางของเพศชาย’ -ซึ่งคล้ายเป็น ‘ด้านตรงข้าม’ กับบทส่วนใหญ่ที่เคยเล่นมา- ของพิตต์อย่างถ้วนทั่ว “แต่ในความเปราะบางนั้นมันก็ยังมีความเข้มแข็งซ่อนอยู่นะครับ” พิตต์พูดถึงแง่มุม ‘ความเป็นชาย’ ที่ปรากฏชัดอยู่ในตัวละครของเขาในช่วงหลายปีให้หลัง “มันอาจไม่ใช่การออกมายืนโพสท่าเบ่งกล้าม พร้อมความมั่นใจอันมืดบอดที่ว่า ‘ข้าทำได้ทุกอย่างโว้ย’ อีกต่อไปแล้ว แต่มันเป็นความมั่นใจที่มาจากการรู้จักตัวเองจริงๆ เข้าใจทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนที่เรามี …สามารถที่จะเปราะบางได้ เปิดเผยตัวเองแก่คนที่คุณได้พบเจอหรือคนที่คุณรัก และสามารถที่จะหัวเราะให้ความบกพร่องของตัวเองได้

ผู้กำกับอย่างเกรย์ยังถึงขนาดออกมาบอกด้วยว่า ฉากที่พิตต์ร้องไห้อย่างทุกข์ระทมจนน้ำตาไหลพรั่งพรูออกมานั้น เขาถึงกับต้องยอม ‘โกง’ ตรรกะความสมจริงแบบอวกาศ-ที่ไร้แรงโน้มถ่วง-แล้วให้น้ำตาของพิตต์ไหลลงมาตามปกติเพื่อคงอารมณ์ทางการแสดงที่น่าประทับใจนี้เอาไว้เลยทีเดียว “เขาเป็นนักแสดงที่มีความลึกซึ้งทางอารมณ์อย่างเหลือเชื่อ” เกรย์กล่าวถึงคุณงามความดีของดารานำคนนี้ “เขาเป็นคนที่โคตรฉลาด ไหวพริบดี และเข้าใจพฤติกรรมมนุษย์เอามากๆ …ผมว่าเขาเป็นนักแสดงที่ถูกประเมินค่าความสามารถต่ำเกินไป” – ซึ่งกล่าวกันว่า ทั้งบทนี้ใน Ad Astra และบทบูธใน Once Upon a Time in Hollywood อาจนำพาให้พิตต์กลับมามีที่ทางบนเวทีรางวัลออสการ์-ในสาขานักแสดงนำชายและสมทบชายยอดเยี่ยม (ตามลำดับ)-ในช่วงต้นปีหน้าก็เป็นได้

12 Years a Slave

ขณะเดียวกัน ผลงานของบริษัท Plan B ที่พิตต์เป็นผู้ก่อตั้งก็ยังได้สร้างสรรค์หนังคุณภาพดีประดับวงการฮอลลีวูดมาแล้วหลายเรื่อง-ซึ่งก็มีถึง 3 เรื่องด้วยกันที่ชนะออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ทั้ง The Departed (2006, มาร์ติน สกอร์เซซี), 12 Years a Slave (2013, สตีฟ แม็กควีน – ที่พิตต์ได้ออสการ์ในฐานะโปรดิวเซอร์หนังด้วย) และ Moonlight (2016, แบร์รี เจนกินส์) โดยเขากล่าวถึงบทบาทเบื้องหลัง-ที่อาจมีส่วนทำให้เขาบอกลางานเบื้องหน้าได้ในอนาคตอันใกล้-ว่า “ผมชอบอยู่หลังกล้องมากกว่า เพราะในฐานะโปรดิวเซอร์ แน่นอนว่าคุณคือหนึ่งในทีมที่นำพาเรื่องเล่ามาสู่จอหนัง – มันจะไม่วันเกิดขึ้นได้เลยหากคุณหรือทีมของคุณไม่เซียนพอ ซึ่งผมชอบ(ความท้าทาย)แบบนี้มากๆ”   

และเร็วๆ นี้ พิตต์ก็กำลังจะมีผลงานการโปรดิวซ์หนังอย่าง The King (2019, เดวิด ไมช็อด) หนังชีวประวัติ กษัตริย์เฮนรีที่ 5 ที่นำแสดงโดย ทิโมธี ชาลาเมต์ และ Kajillionaire (2019) หนังดรามา/อาชญากรรมสุดเก๋ของผู้กำกับสาวหัวศิลปิน มิแรนดา จูลาย ในขณะที่ทางด้านของผลงานการแสดงนั้น เขาก็ยังมี World War Z 2 ที่จะถูกกำกับโดยฟินเชอร์เจ้าเก่าจ่อคิวรออยู่โดยไม่มีกำหนดฉายที่แน่ชัด ซึ่งแฟนๆ ก็อาจจะต้องรอคอยกันต่อไปอีกสักนิด หากยังรักที่จะเป็นแม่ยกให้ชายที่ชื่อ แบรด พิตต์ คนนี้อยู่