Akira Kurosawa Bryan Singer Courage Under Fire Elephant Gus Van Sant Hero Rashomon Rashomon Effect The Disappearance of Eleanor Rigby The Usual Suspects Unreliable Narrator Vantage Point Zhang Yimou

รู้จัก Rashomon Effect : เทคนิคการเล่าหนัง ‘มองต่างมุม’ อันน่าทึ่ง

Home / Bioscope focus / รู้จัก Rashomon Effect : เทคนิคการเล่าหนัง ‘มองต่างมุม’ อันน่าทึ่ง

หลายคนคงรู้จักหนังญี่ปุ่นที่ออกเดินทางไปเปิดตลาดโลกในยุค 50 อย่าง Rashomon (1950) ของ อากิระ คุโรซาวะ กันมาบ้าง หากแต่คงมีอีกหลายคนที่ยังไม่รู้ว่าหนังคลาสสิกเรื่องนี้ได้มอบหนึ่งใน ‘เทคนิคการเล่าเรื่อง’ ที่น่าสนใจฝากไว้ให้แก่โลกภาพยนตร์ด้วย – นั่นคือเทคนิคที่เรียกกันว่า Rashomon Effect

คำว่า Rashomon Effect หรือ ‘ปรากฏการณ์ราโชมอน’ หมายถึง ‘สถานการณ์ที่ความจริงถูกรับรู้แตกต่างกัน หรือถูกเล่าออกมาจากหลายมุมมอง แล้วเกิดขัดแย้งหรือหักล้างกันเอง’ ซึ่งถูกนำไปใช้อธิบายวิธีการนำเสนอเนื้อหาในสื่อเล่าเรื่องอย่างภาพยนตร์(หรือวรรณกรรม)ที่ ‘มองต่างมุม’ ผ่านแต่ละตัวละครที่เกี่ยวพันกันในชุดเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง และตั้งคำถามต่อความน่าเชื่อถือของสิ่งที่เราต่างคนต่างยึดมั่นกันว่าเป็น ‘ความจริง’ – เช่นเดียวกับที่ โรเบิร์ต อัลต์แมน ผู้กำกับชาวอเมริกันผู้ล่วงลับเคยกล่าวไว้ว่า “คุณจะได้เห็นว่าเรื่องเล่านั้นสามารถมีได้หลายเวอร์ชั่น และคุณจะไม่มีวันรู้ว่าเวอร์ชั่นไหนคือเรื่องจริงหรือเรื่องหลอก ซึ่งมันอาจนำคุณไปสู่ข้อสรุปที่ว่า ทั้งหมดนั้นนั่นแหละที่เป็นทั้งเรื่องจริงและเรื่องลวงหลอก”

และหนังเหล่านี้ก็สะท้อนถึงพลังอำนาจในการเล่าเรื่อง ‘ความจริง-ความลวง’ ผ่านเทคนิคนี้ออกมาได้อย่างชัดเจน

 

Rashomon

หนังต้นตำรับของ Rashomon Effect ในโลกภาพยนตร์เรื่องนี้ ดัดแปลงมาจากเรื่องสั้น Rashomon (1915) และ In a Grove (1922) ของสุดยอดนักเขียนอย่าง ริวโนะสุเกะ อากุตางาวะ ที่สำรวจความบิดเบี้ยวผิดเพี้ยนภายในจิตใจของมนุษย์ ผ่านการไต่สวนคดีฆาตกรรมซามูไรในป่าละเมาะที่บรรดาผู้เกี่ยวข้อง-ทั้งโจร, ภรรยาของซามูไร, วิญญาณซามูไร(ที่มาให้การผ่านร่างทรง) และชายตัดฟืน-ต่างเล่าถึงเหตุการณ์นี้กันไปแบบคนละทิศละทาง โดยหนังค่อยๆ บอกเล่าคำให้การที่ขัดแย้งกันเองของแต่ละฝ่าย และความจริงของคดีที่ถูกเปิดเปลือยออกมาทีละนิด ภายใต้งานภาพอันทรงพลังเปี่ยมความหมาย เพื่อแสดงให้เห็นว่ามนุษย์เราพร้อมที่จะบิดเบือนเรื่องเล่าให้สอดพ้องกับผลประโยชน์ส่วนตนได้ทุกเมื่อ – Rashomon จึงถือเป็นต้นแบบที่สมบูรณ์ที่สุดของการใช้เทคนิคนี้ไปโดยปริยาย

 

Courage Under Fire

หนังปี 1996 เรื่องนี้ได้รับอิทธิพลมาจาก Rashomon อย่างไม่ปิดบัง เมื่อผู้กำกับ เอ็ดเวิร์ด ซวิค เล่าถึงการสอบสวนเหตุเฮลิค็อปเตอร์ถูกยิงตกที่อาจทำให้นักบินหญิงในภารกิจกู้ภัยจากสงครามครั้งนั้นได้รับเหรียญกล้าหาญ ทว่าเหล่าทหารผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวซึ่งกลายมาเป็น ‘พยาน’ กลับให้ข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมของนักบินหญิงไม่ตรงกัน เพราะมีตั้งแต่คนที่มองว่าเธอคือฮีโร่ผู้ช่วยเหลือชีวิตไปจนถึงคนขี้ขลาดตาขาวที่ก่อเรื่องก่อราว โดยนอกจากหนังจะได้รับคำชมจากการแสดงของ เดนเซล วอชิงตัน, เม็ก ไรอัน และ แม็ตต์ เดมอน แล้ว การใช้เทคนิค Rashomon Effect ของหนังก็ยังเป็นไปอย่างชาญฉลาด ละเอียดอ่อน และเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก จนทำให้ผู้ชมสะเทือนใจไปกับ ‘ความจริง’ ที่ค่อยๆ ถูกเปิดเผยได้อีกด้วย

 

Elephant

หนังรางวัลปาล์มทองจากปี 2003 เรื่องนี้ของ กัส แวน แซนต์ -ที่เล่าถึงเหตุการณ์กราดยิงในไฮสคูลผ่านสายตาของหลากหลายตัวละครนักเรียน- ก็ถือว่าใช้เทคนิคนี้กับเขาด้วย เพราะถึงมันจะไม่ได้ถูกใช้เพื่อถ่ายทอด ‘มุมมองแห่งอคติ’ ของแต่ละปัจเจก และสำรวจความเห็นแก่ตัวของตัวละครมนุษย์ได้อย่าง ‘เข้มข้น’ เทียบเท่ากับหนังเรื่องอื่นๆ ในลิสต์นี้ แต่มันกลับพาผู้ชมตามติดนักเรียนแต่ละคนในหนึ่งวันอันแสนเศร้านั้น พร้อมถ่ายทอดบรรยากาศอันอึมครึมของชีวิตวัยรุ่นผู้ว้าวุ่น และช่วยปะติดปะต่อ ‘ภาพใหญ่’ ของโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นจาก ‘มุมมองย่อยๆ’ ที่ดูเหมือนจะไม่สลักสำคัญอะไร เพื่อให้ผู้ชมได้ซึมซับ/ตีความกันเองโดยปราศจากการชี้นำหรือบทสรุปใดๆ

 

The Disappearance of Eleanor Rigby

นี่คือหนังดราม่าปี 2013 ของ เน็ด เบนสัน ที่ว่าด้วยความรักที่ค่อยๆ พังทลายลงผ่านชีวิตคู่ระหว่างสามีกับภรรยาที่ฝ่ายหลังได้หายตัวไปจากชีวิตของฝ่ายแรกอย่างมีเงื่อนงำ (นำแสดงโดย เจมส์ แม็กอาวอย และ เจสสิกา แชสเทน) โดยหนังถูกแบ่งออกเป็น 3 เวอร์ชั่นด้วยกัน ได้แก่ Him ที่เล่าจากมุมของสามี, Her ที่เล่าจากมุมของภรรยา และ Them ที่เล่าจากทั้งสองมุมไปพร้อมๆ กัน (ภาพในมุมของภรรยาเป็นโทนร้อน ส่วนภาพในมุมของสามีเป็นโทนเย็น) – ซึ่งเทคนิคการเล่าเรื่องดังกล่าวถูกนำมาใช้เพื่อสะท้อนถึงรายละเอียดเล็กๆ ที่เราอาจมองข้ามไปในแต่ละเส้นความสัมพันธ์ และสำรวจถึงความหมายของคำว่า ‘รักแท้’ ที่อาจไม่มีอยู่จริง เมื่อเราต่างยังคงนึกถึงแต่ความสุขของตนมากกว่าของอีกฝ่ายอยู่เสมอ (อนึ่ง หนังที่ใกล้เคียงกันในแง่ของเนื้อหา แต่ ‘ไปไกล’ กว่ามากก็คือ Gone Girl ของ เดวิด ฟินเชอร์ ในปี 2014)

 

ตัวอย่างที่ไม่ค่อยดี …ก็มีให้ศึกษานะจ๊ะ : Vantage Point

แม้คำวิจารณ์สำหรับหนังแอ็กชั่นธริลเลอร์ของ พีต ทราวิส เรื่องนี้จะเป็นไปในแง่ลบเสียส่วนใหญ่เมื่อคราวออกฉายในปี 2008 ทว่าการเล่าเรื่องราวการลอบสังหารประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาจากมุมมองที่ต่างกันของตัวละครของหนังทั้ง 8 ตัว -จากเจ้าหน้าที่รัฐ, นักข่าว, นักท่องเที่ยวที่ผ่านมาเห็นเหตุการณ์ จนถึงตัวประธานาธิบดีเอง- ก็ยังคงถือเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ค่อนข้างชัดเจนในการใช้เทคนิค Rashomon Effect เพื่อให้ผู้ชมได้มองเห็นภาพรวมของเหตุการณ์หนึ่งๆ แบบรอบด้าน …อย่างไรก็ดี ประเด็นสำคัญที่หนังถูกโจมตีมากที่สุดก็คือ การฉายภาพเหตุการณ์เดิมซ้ำๆ ถึง 8 ครั้ง โดยข้อมูลที่ถูกเพิ่มเติมเข้ามาผ่านแต่ละมุมมองของตัวละครนั้น ไม่ได้ช่วยให้การดำเนินเรื่องออกมาน่าติดตามเท่าที่ควรจะเป็นสักเท่าไหร่

 

แถมท้าย : Rashomon Effect และ ‘ผู้เล่าที่ไม่น่าไว้วางใจ’

เทคนิค Rashomon Effect มักมาพร้อมกับการใช้ ‘ผู้เล่าที่ไม่น่าไว้วางใจ’ (Unreliable Narrator) แต่หลายครั้งมันก็ไม่จำเป็นต้องเกิดจาก ‘ผู้เล่า’ หลายคน แต่มาจากการเล่าเรื่องหลายเวอร์ชั่นของคนคนเดียวกันก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น…

The Usual Suspects

ผู้กำกับ ไบรอัน ซิงเกอร์ และคนเขียนบท คริสโตเฟอร์ แม็กควอร์รี รวมหัวกันทำหนังธริลเลอร์ปี 1995 เรื่องนี้โดยได้รับอิทธิพลมาจาก Rashomon อย่างไม่ต้องสงสัย (แม้ฝ่ายผู้กำกับจะบอกว่ามัน ‘เหมือนแค่นิดหน่อย’ ก็ตาม) เมื่อเรื่องเล่าเกี่ยวกับเหตุสังหารหมู่และจุดไฟเผาเรือที่ท่าลอสแอนเจลิสถูกบอกเล่าโดยหนึ่งในผู้รอดชีวิต (เควิน สเปซีย์) ซึ่งนำไปสู่การซัดทอดถึง ‘ผู้ต้องสงสัย’ จำนวนหนึ่ง และความจริงของเรื่องทั้งหมดที่อาจไม่ได้ ‘เป็น’ อย่างที่ใครคาดคิด ซึ่งแม้มันจะไม่ได้ถูกเล่าจากหลากหลายตัวละครเหมือน Rashomon หากแต่การบิดพลิ้วของเรื่องเล่าไปเรื่อยๆ โดยตัวละครของสเปซีย์-ซึ่งค่อยๆ กลายเป็น ‘ผู้เล่าที่ไม่น่าไว้วางใจ’ ไปทีละน้อย-ตลอดทั้งเรื่องนั้น ก็ทำให้เราสามารถสำรวจเส้นแบ่งระหว่างความจริง-ความลวงในเรื่องเล่าได้อย่างทรงพลังไม่ต่างกัน จนส่งให้แม็กควอร์รีคว้าออสการ์สาขาบทออริจินัลยอดเยี่ยมไปครอง

Hero

ในปี 2002 คนทำหนังชาวจีนอย่าง จางอี้โหมว ส่งหนังกำลังภายในย้อนยุค-ที่ว่าด้วยการวางแผนสังหารผู้ปกครองแคว้นฉินจอมโฉดชั่วของเหล่าจอมยุทธ์-ออกมาสั่นสะเทือนวงการ และมันก็กลายเป็นหนังพูดภาษาจีนเรื่องแรกที่ขึ้นถึงอันดับ 1 บนตารางบ็อกซ์ออฟฟิศของอเมริกา แถมยังเข้าชิงออสการ์สาขาหนังต่างประเทศยอดเยี่ยมอีกด้วย ซึ่งส่วนหนึ่งก็น่าจะเป็นผลมาจากการเล่าเรื่องผ่าน ‘ผู้เล่าที่ไม่น่าไว้วางใจ’ โดยการใช้ ‘สี’ ทั้ง 5 ในการแบ่งแยกอารมณ์ความรู้สึกและความหมายแฝงที่มีต่อเหตุการณ์ต่างๆ ของผู้เล่า รวมถึงความจริง-ความลวงของเรื่องเล่า ที่มาจากปากคำของตัวละครจอมยุทธ์ ‘ไร้นาม’ -ผู้อ้างว่าตนได้ปลิดชีพเหล่ามือสังหารที่หมายปองร้ายเจ้าผู้ครองนครไปแล้วเรียบร้อย- ซึ่งผู้กำกับภาพ คริสโตเฟอร์ ดอยล์ เคยบอกว่า ‘สี’ เหล่านี้คือการตีความเรื่องเล่าตามวิถี Rashomon ในแบบของเขานั่นเอง