Mindhunter

เปิดแฟ้มประวัติ ‘ชีวิตจริง’ ของฆาตกรต่อเนื่องใน Mindhunter SS2

Home / bioscope, Bioscope focus / เปิดแฟ้มประวัติ ‘ชีวิตจริง’ ของฆาตกรต่อเนื่องใน Mindhunter SS2

นับเป็นซีรีส์ที่สร้างแรงสะเทือนได้อย่างน่าจับตาสำหรับ Mindhunter ที่ว่าด้วยการทำงานของคู่หู FBI โฮลเดน (โจนาธาน กรอฟฟ์) กับ บิลล์ (โฮล์ต แม็กคัลลานี) ที่ผนึกกำลังร่วมกับอาจารย์สาว เวนดี (แอนนา ทรอฟ) เพื่อศึกษาข้อมูลพฤติกรรมฆาตกรที่ลงมือสังหารอย่างต่อเนื่อง และพยายามทำความเข้าใจตลอดจนหาสาเหตุลึกๆ ที่ทำให้พวกเขาก่อการกระทำเช่นนั้น นำไปสู่การสัมภาษณ์เหล่าอาชญากรแสนอื้อฉาวในยุค 70 ที่สร้างขึ้นจากเรื่องราวและคดีรุนแรงที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว

หากว่าซีซั่นแรก ซีรีส์พาเราไปเจอกับมือสังหาร เอ็ดมุนด์ แคมเปอร์ ที่ลงมือปลิดชีพแม่ตัวเองจนสร้างความหวาดระแวงไปทั่วสหรัฐฯ ในยุคนั้น หรือ ริชาร์ด สเป็ค ชายที่สังหารนักเรียนพยาบาลอย่างไม่มีจุดมุ่งหมาย ซีซั่นนี้ Mindhunter ก็พาเราลัดเลาะไปสู่ใจกลางชีวิตอันน่าสะพรึงของนักฆ่าเลื่องชื่ออย่าง ชาร์ลส์ แมนสัน, ซันออฟแซม ตลอดจน พอล บีตสัน ด้วย

และเราจะพาทุกคนหวนกลับไปยัง ‘คดีอุกฉกรรจ์’ อันแสนโหดร้าย เลือดเย็นที่พวกเขาก่อกัน

 

เดอะ ซันออฟแซม หรือ เดวิด เบอร์โควิตซ์ (รับบทโดย โอลิเวอร์ คูเปอร์)

“ไอ้หมาผีสิงของข้างบ้านมันไม่เคยยอมให้ผมได้หยุดฆ่าคนเลย… มันจะให้ผมฆ่าจนกว่ามันจะพอใจ” 

เดือนกรกฎาคม ปี 1977 ชาวอเมริกันต่างขวัญผวาสุดขีดเมื่อได้ยินการเกิดเหตุฆาตกรรมสยองโดยไม่รู้สาเหตุ ฆาตกรกราดยิงคนไปหกคน อีกเจ็ดคนบาดเจ็บสาหัสด้วยปืน .44 และหากว่านั่นไม่น่าสะพรึงมากพอ ยังมีจดหมายประหลาดร่อนมายังสำนักข่าวใหญ่ๆ หลายแห่งว่าเขายังมุ่งหน้าจะสังหารต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้เจ้าของจดหมายนี้กลายเป็นที่ต้องการตัวของตำรวจอย่างยิ่ง จนอีกเดือนต่อมา พวกเขาจับกุมชายคนหนึ่งในเขตยองเคอร์สได้ และสารภาพหมดเปลือกว่าที่เขาลั่นไกไปนั้นก็เพื่อทำตามคำสั่งจากหมานาม ฮาร์วีย์ ของเพื่อนบ้านเท่านั้น!

เดวิด เบอร์โควิตซ์ แทบจะไม่ดิ้นรนเลยเมื่อตำรวจจับกุมตัวเขา มิหนำซ้ำยังสารภาพอย่างเรียบง่ายว่าเขาคือผู้ลงมือสังหารคนทั้งหกและส่งจดหมายไปยังผู้สื่อข่าวจริงๆ โดยเขาได้ยินเสียงประหลาดในหัว -ที่เขาอ้างว่ามาจากเจ้าหมาฮาร์วีย์ของเพื่อนบ้านที่ชื่อ แซม- สั่งให้เขาทำทั้งหมด ทำให้เขาได้รับการวินิจฉัยว่ามีอาการทางจิตไปพร้อมๆ กับที่เรื่องราวสยองของเขาได้รับการตีพิมพ์จากสื่อมวลชนไปทั่วประเทศ อเมริกาขนานนามเขาว่า ซันออฟแซม หรือบุตรแห่งแซม ผู้ใช้ปืนม.44 ลั่นไกใส่ผู้บริสุทธิ์อย่างทารุณ 

ชีวิตวัยเด็กของเบอร์โควิตซ์เลวร้ายมาก เขาถูกพ่อแม่ทิ้งตั้งแต่ยังเป็นทารกและได้รับการอุปการะจากชายหญิงคู่หนึ่ง และแม้จะได้รับการวิเคราะห์ว่ามีสติปัญญาเฉลียวฉลาดกว่าเด็กวัยเดียวกัน แต่เบอร์โควิตซ์ก็หมดความสนใจในการเล่าเรียนตั้งแต่ยังเด็กและหันมาปล้นหรือเผาข้าวของมากกว่า เพื่อนบ้านมักบอกว่าเด็กชายเบอร์โควิตซ์นั้นเป็นเด็กร้ายกาจทั้งยังเอาแต่ใจ จนถึงขั้นที่พ่อแม่เลี้ยงของเขาต้องพาเขาไปปรึกษาจิตแพทย์สำหรับเด็ก แต่ก็ไม่ดีขึ้น และยิ่งเลวร้ายลงเมื่อแม่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเมื่อเขาอายุเพียง 14 ปี เบอร์โควิตซ์ออกอาการต่อต้านคนรักใหม่ของพ่อและตัดสินใจเข้าร่วมกองทัพสหรัฐฯ ในวัย 17 

หลังออกจากกองทัพ เบอร์โควิตซ์หันมาปล้นและทำร้ายผู้คนด้วยมีด ก่อนที่ตำนานบุตรแห่งแซมจะเกิดขึ้นครั้งแรกในปี 1976 เมื่อเขายิงเด็กสาวสองคนที่นั่งอยู่ในรถ เธอเล่าว่าอยู่ดีๆ ก็มีชายคนหนึ่งโผล่เข้ามาในระยะสายตา และก่อนที่เธอจะทันได้ถามว่า “นี่มันอะไรกัน…” ได้จบประโยค ชายดังกล่าวก็ยิงหนึ่งในสองคนเสียชีวิตคาที่ อีกคนหนึ่งมีกระสุนฝังที่ต้นขา นั่นคือการออกอาละวาดครั้งแรกๆ ของเขาก่อนจะตามมาอีกหลายชีวิต พร้อมจดหมายที่ส่งไปยังสื่อมวลชนในนามของบุตรแห่งแซม 

จดหมายของเบอร์โควิตซ์

หนึ่งในใจความสำคัญคือ “ผมคืออสุรกาย ผมคือบุตรแห่งแซม ผมคือเจ้าเด็กเหลือขอตัวน้อยๆ เมื่อคุณพ่อแซมเมาเขาจะใจร้ายมากและทำร้ายคนในครอบครัว บางครั้งเขาก็ล่ามผมไว้กับบ้าน ขังผมไว้ในโรงรถ แซมชอบดื่มเลือด คุณพ่อจะสั่งผมว่า ‘ออกไปสังหารซะ’ […] การจะหยุดผมได้นั้นคุณต้องฆ่าผมเสีย แจ้งเตือนไปยังตำรวจ ยิงผมทิ้งก่อน ยิงเพื่อฆ่าเท่านั้น อย่ามาขวางทางผมไม่งั้นคุณนั่นแหละที่จะตาย ตอนนี้คุณพ่อแซมแก่ลงมาก คุณพ่อต้องการเลือดเพื่อให้ตัวเองกลับไปเยาว์วัยอีกครั้ง […] ผมไม่อยากฆ่าใครอีกแล้วครับ ไม่อยากแล้ว แต่ผมก็ต้อง ‘ซื่อสัตย์กับคุณพ่อ’ ผมอยากสร้างความรักขึ้นบนโลกใบนี้ ผมรักผู้คน แต่ผมไม่เป็นส่วนหนึ่งของโลกเลย […] นายตำรวจ ให้ผมออกล่าคุณด้วยประโยคนี้เถอะ ผมตะกลับมา ผมจะกลับมา จะกลับมาก่อกวนพวกคุณอีกครั้ง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง โอ้ย!! ขอแสดงความนับถือจากนายอสุรกาย” 

เบอร์โควิตซ์ให้การสารภาพอย่างรวดเร็วว่าเขาเป็นคนลงมือสังหารเหยื่อทั้งหมดเอง เขาอ้างว่าหมาลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ ของเพื่อนบ้านสั่งให้ลงทำเช่นนั้นเพราะมันเป็นหมาที่ถูกปีศาจสิงสู่ อย่างไรก็ดี ในเวลาต่อมา คดีของเขาถูกวิเคราะห์ว่าอาจจะเป็นการเรียกร้องความสนใจหรือการพยายามสร้างตำนานของตัวเองขึ้นมามากกว่าจะมีปัญหาทางจิตจนได้ยินหมาสั่งให้สังหารคนจริงๆ โดยเป็นไปได้ว่าเบอร์โควิตซ์ลงมือทำไปทั้งหมดเพื่อแก้แค้นโลกที่เขารู้สึกว่าทอดทิ้งและทำร้ายเขามาอย่างเนิ่นนาน เขาถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตและตอนนี้อายุได้ 66 ปีแล้ว

 

วิลเลียม “จูเนียร์” เพียร์ซ (รับบทโดย ไมเคิล ฟิลิโปวิช)

ในซีรีส์ เพียร์ซดูเป็นชายฉกรรจ์อวดดีท่าทางเอาเรื่อง หากไม่วายสะท้อนแง่มุมบางอย่างที่เหมือนเด็กไม่ประสาด้วยการบอกว่าเขาพูได้เจ็ดภาษารวมถึงภาษาลิเบีย (ซึ่งชาวลิเบียพูดภาษาอาราบิก) เพราะตามคดีที่เกิดขึ้นจริงนั้น เพียร์ซได้รับการวินิจฉัยว่าเขามีไอคิวหรือระดับสติปัญญาราวๆ 70 ซึ่งถือว่าต่ำกว่าเกณฑ์ และเป็นไปได้มากที่จะยอมรับสารภาพในคดีที่เขาไม่ได้ก่อเพื่อให้ตัวเองหลุดรอดจากการจองจำตามที่เจ้าหน้าที่ตำรวจหว่านล้อม 

ก่อนหน้าจะถูกจับกุมในฐานะฆาตกรต่อเนื่อง เพียร์ซมีคดีลักทรัพย์ติดตัวอยู่ก่อนแล้ว และถูกวินิจฉัยว่าอาจเป็นอันตรายต่อตัวเองและคนรอบข้างได้จากปัญหาทางจิต ก่อนจะถูกจับกุมตัวอีกครั้งในฐานะฆาตกร 9 ศพช่วงปี 1970-1971 โดยยังไม่มีหลักฐานมัดตัวชัดเจนว่าเขาคือผู้ลงมือ หนึ่งในเหยื่อที่ถูกสังหารคือเด็กวัย 13 ปีนาม เพ็ก กัตติโน เพียร์ซให้การสารภาพว่าเขาขับรถออกไปตามจอร์ดเจีย และเจอตัวเพ็กระหว่างทางก่อนจะตะล่อมให้ฝ่ายหลังขึ้นรถของเขาด้วยแฮมเบอร์เกอร์ ก่อนจะสังหารเด็กหญิงทิ้ง 

คดีความของเพียร์ซกลายเป็นที่จับตาอย่างยิ่งในเวลาต่อมาเพราะความกังขาในการทำงานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งไม่มีหลักฐานชัดเจนในการมัดตัวเพียร์ซหากแต่กล่อมให้เพียร์ซยอมรับสารภาพจนต้องติดคุก ฉวยโอกาสจากระดับสติปัญญาที่อาจช้ากว่าคนรุ่นเดียวกัน มิหนำซ้ำ ภายหลังเพียร์ซได้รับการปล่อยตัวจากคุก เขาให้การว่าเขาไม่เคยได้อ่านบัญญัติหลัก Miranda Rights -หรือคือสิทธิในการพูดและไม่พูดของจำเลย- ด้วยซ้ำไป ซึ่งนับเป็นการกระทำที่ผิดมนุษยธรรมอย่างยิ่งสำหรับเพียร์ซ

 

เอลเมอร์ เวย์น เฮนลีย์ (รับบทโดย โรเบิร์ต อารามาโย)

เด็กหนุ่มเจ้าของฉายา ‘ผู้ก่อคดีที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา’ เฮนลีย์เป็นเด็กหนุ่มรูปร่างผอมบาง เติบโตในครอบครัวที่พ่อขี้เหล้าเมาอาละวาดทำร้ายร่างกายเขาและน้องๆ รวมถึงแม่อยู่เสมอ แต่ถึงอย่างนั้นผู้เป็นแม่ก็พยายามส่งลูกๆ เรียนอย่างดีที่สุด เฮนลีย์เป็นเด็กเรียนเก่งจนโดดเด่นกว่าเพื่อนในรุ่นเดียวกัน แต่ช่วงวัย 14 ปีที่พ่อแม่แยกทางกันทำให้เขาต้องแบ่งเวลามาทำงานพิเศษเพื่อช่วยแม่เรื่องการเงินด้วย และนั่นเองที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญเมื่อเขาออกจากโรงเรียนในอีกปีต่อมา และเข้าร่วมกับกลุ่มอาชญากรละแวกบ้าน ก่อนจะเข้าไปพัวพันกับชายอายุมากอย่าง ดีน ครอลล์ ที่เพื่อนสนิทของเขาอย่าง เดวิด บรูคส์ ดูจะให้ความเคารพนับถือมากเป็นพิเศษ มีรายงานว่าเฮนลีย์รู้สึกระแวดระวังและจับตามองความสัมพันธ์ของทั้งคู่อย่างใกล้ชิด 

ครอลล์จ้างวานให้เฮนลีย์รับงานสำคัญอย่างการพาเด็กหนุ่มมาหาเขาที่บ้านพักอยู่บ่อยๆ จนปรากฏว่ามีเด็กชายอายุ 13-17 ปีที่หายตัวไปอย่างลึกลับแปดรายด้วยกัน ในเวลาต่อมา ครอลล์เข้าร่วมกับกลุ่มค้ามนุษย์เด็กชายในดัลลัสและคิดขยายสาขาโดยให้เฮนลีย์เป็นส่วนหนึ่งของงาน แม้ระยะแรกๆ เฮนลีย์จะปฏิเสธข้อเสนอของครอลล์ แต่ในระยะหลังเขาก็ช่วยจัดหาเด็กชายมาให้อีกฝ่ายอย่างสม่ำเสมอ ห ลังจากกล่อมเหงื่อด้วยกัญชาแล้ว เขามักจับอีกฝ่ายสวมกุญแจมือแล้วส่งให้ครอลล์ล่ามข้อเท้า ปิดปาก แล้วจากนั้นเฮนลีย์จึงจากมา หรือไม่ก็มักยืนดูครอลล์ข่มขืนเหยื่อหน้าตาเฉย และรับรู้ด้วยว่าหลังข่มขืนแล้ว ครอลล์ฆ่าพวกเขาอย่างไร และเอาศพไปเผาทิ้งที่ไหนบ้าง

สิงหาคมปี 1973 เฮนลีย์ที่เมามายด้วยกัญชาตื่นมาพบว่าตัวเองถูกล่ามอยู่กับเหยื่ออีกสองคนของครอลล์ เขาพยายามร้องขอชีวิตจนครอลล์ตัดสินใจปล่อยตัวและให้เขาร่วมมือสังหารเหยื่อด้วยกัน จังหวะที่ครอลล์กำลังทรมานเหยื่อคนหนึ่งนั่นเองที่เฮนลีย์ฉวยปืนพกของครอลล์มาถือไว้ ตะโกนใส่ครอลล์ว่า “นายทำเกินไปแล้ว ดีน!” แต่ถึงอย่างนั้น ครอลล์กลับไม่แม้แต่ชะงัก เขาเพียงแต่เดินตรงมายังเฮนลีย์และบอกว่า “ยิงฉันเลย นายทำไม่ได้หรอก” แล้วเฮนลีย์จึงสนองตอบด้วยการเหนี่ยวไกเข้าที่หัวครอลล์อย่างจัง ก่อนจะยิงซ้ำอีกหลายนัดจนแน่ใจว่าครอลล์ตายแล้ว จึงปล่อยเหยื่ออีกสองรายและโทรศัพท์แจ้งตำรวจ

เฮนลีย์ถูกจับกุมและไต่สวน เขารับสารภาพว่าช่วยจัดหาเด็กผู้ชายให้ครอลล์แต่ไม่เคยลงมือข่มขืนหรือฆ่าเอง เฮนลีย์ยืนยันว่าคนเดียวที่เขาสังหารคือครอลล์ จนเมื่อเขาถูกนำตัวไปออกข่าวช่อง KPRC-TV ของฮูสตัน แจ็ค คาโต ผู้สื่อข่าวให้เฮนลีย์โทรศัพท์หาแม่ของตัวเองและกลายเป็นวาทะโด่งดังเมื่อกล้องจับไปยังเฮนลีย์ -ที่ยืนกุมหน้าหันแผ่นหลังให้กล้อง- กระซิบใส่โทรศัพท์ว่า “แม่ครับ ผมฆ่าดีนแล้วนะ” ขณะที่แม่ของเขาร้องลอดโทรศัพท์ว่า “เวย์น!” 

“ใช่ฮะ”

“หมายความว่ายังไง”

“ใช่… หมายความตามนั้นแหละ”

เฮนลีย์ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต เขายังคงยืนกรานเสมอว่าคนเดียวที่เขาสังหารคือดีน ครอลล์ ไม่มีคนอื่นปะปน ปัจจุบันเขาอายุได้ 63 ปีและถูกคุมขังในเรือนจำที่รัฐเท็กซัส

ป.ล.อย่าแปลกใจถ้าเราจะคุ้นหน้าคุ้นตานักแสดงผู้รับบทเป็นเฮนลีย์ เพราะโรเบิร์ต อารามาโยคือคนที่รับบทเป็น เน็ต สตาร์ค วัยหนุ่มในซีรีส์ Game of Thrones และหลังจากนี้เราจะได้เห็นเขาร่วมแสดงนำใน The King’s Man (2020, แมตธิว วอห์น) ด้วยจ้ะ

 

ชาร์ลส์ แมนสัน (รับบทโดย ดามอน เฮอร์ริแมน) 

หนึ่งในอาชญากรผู้อื้อฉาวที่สุดของอเมริกาที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อปี 2017 ที่ผ่านมา เขาคือหัวหน้าลัทธิประหลาด “แมนสันแฟมิลี่” ที่ออกอาละวาดช่วงปี 1969 ในพื้นที่แคลิฟอร์เนียร์ด้วยพฤติกรรมสะเทือนขวัญทั้งกรีดร่างเหยื่อ ไปจนใช้เลือดเขียนข้อความทิ้งไว้ต่างหน้า… โดยที่ทั้งหมดนี้ เขาอ้างว่าเขาไม่มีส่วนในการลงมือทำเลยแม้แต่ครั้งเดียว

แมนสันเกิดจากแม่วัย 16 ปีที่เหมือนจะละเลยเขาอยู่ไม่น้อยเพราะหล่อนไม่ได้ตั้งชื่อให้ลูกชายด้วยซ้ำจนเขาถูกเรียกว่า “เด็กชายไร้นาม” อยู่พักหนึ่ง ก่อนที่เธอจะตัดสินใจเรียกเขาว่าชาร์ลส์  โดยมีความเป็นไปได้ว่าเขาอาจไม่เคยรู้จักพ่อที่แท้จริงของเขาเลยเพราะชายหนุ่มแยกกับแม่เขาตั้งแต่ก่อนเขาจะเกิดเสียอีก (โดยเขาโกหกหล่อนว่าเป็นทหาร และเมื่อหล่อนบอกว่ากำลังตั้งท้อง เจ้าหนุ่มก็เฉไฉไปว่าถูกกองทัพเรียกตัวเพื่อหนีหายและปัดความรับผิดชอบ) อย่างไรก็ตาม กล่าวได้ว่าชีวิตวัยเด็กของชาร์ลส์ แมนสันนั้นน่าสับสนอย่างมาก แม่ของเขาเปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ และเมายาเกือบตลอดเวลาทั้งยังเข้าๆ ออกๆ คุกหลายครั้ง ถึงขั้นที่มองหาบ้านอุปถัมภ์ให้ลูกชายคนเดียวและส่งเขาไปอยู่ในโรงเรียนประจำแห่งหนึ่งแถวรัฐอินเดียน่า แมนสันหนีออกจากโรงเรียนกลับมาหาแม่หลายครั้งเพื่อจะพบว่าแม่จับเขาโยนกลับเข้าไปในโรงเรียนทุกทีไป จนในที่สุด แมนสันก็โดนจับคดีแรกในฐานะขโมยปืนลุงกับป้ามาใช้

จากนั้นแมนสันก็เหมือนวนเวียนอยู่กับการขโมยของและจี้ปล้นตลอดเวลา เขาถูกจับด้วยข้อหานี้หลายครั้งจนโดนส่งไปอยู่โรงเรียนดัดนิสัย (มีการประเมินว่าระดับสติปัญญาเขาอยู่เหนือเกณฑ์เฉลี่ยเล็กน้อย) และถูกวินิจฉัยว่ามีบุคลิกแปลกแยก มีปัญหาในการเข้าสังคม ช่วงปี 1952 เขาถูกรวบตัวขณะกำลังข่มขืนเด็กชายคนหนึ่งจนถูกย้ายไปโรงเรียนดัดนิสัยแห่งใหม่ที่เต็มไปด้วยความเข้มงวดและรัดกุม กว่าจะถูกปล่อยตัวออกมาก็เมื่อเขาอายุครบ 21 ปี ซึ่งเขาได้แต่งงานกับพนักงานเสิร์ฟสาวที่ตั้งครรภ์ลูกของเขาในเวลาต่อมา แต่โดยที่เธอยังไม่ทันได้คลอดเด็ก แมนสันก็ถูกจับกุมเข้าคุกจนได้ ปล่อยให้เธอคลอดเด็กเพียงลำพังและหันไปคบหาชายคนอื่นในที่สุด 

แล้วจากนั้น ชีวิตของแมนสันก็วนเวียนกับเรือนจำเรื่อยมา ในวัยเพียง 32 ปีนับได้ว่าเขาใช้เวลากว่าครึ่งหนึ่งอยู่ในห้องขังเสียด้วยซ้ำไป กระทั่งราวปี 1968 ที่เขาถูกปล่อยตัวออกมา (อีกครั้ง) แมนสันก็เริ่มรวบรวมกลุ่มคนหนุ่มสาวที่เขาพบเจอในแคลิฟอร์เนีย และราวกับว่าทุกคนพร้อมใจกันเข้าหาและเชื่อฟังเขาอย่างมั่นคงในนามของ แมนสันแฟมิลี่ พวกเขาเชื่อว่าชาร์ลส์ แมนสันคือตัวแทนของพระเยซู ที่ทำนายว่าอีกไม่นานจะเกิดสงครามเชื้อชาติขึ้นจนโลกล่มสลาย ก่อนจะลงมือสังหารผู้คนอย่างโหดเหี้ยมตามคำทำนายของแมนสัน การสังหารของกลุ่มแมนสันแฟมิลี่นั้นน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง พวกเขาไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า ไม่มีเป้าหมายไหนเป็นพิเศษ เพียงแต่บุกเข้าไปเงียบๆ และทารุณเหยื่อจนขาดใจตาย สภาพศพของหลายๆ คนนั้นขาดวิ่นและสยดสยอง กรรีที่โด่งดังที่สุดคือร่างของ ชารอน เท็ต นักแสดงและภรรยาสาวของ โรมัน โปลันสกี คนทำหนังชื่อดังในเวลานั้นที่ตั้งท้องแก่แปดเดือนและถูกสังหารในบ้านพักหรูหราของตัวเอง 

สิ่งที่ทำให้แมนสันกลายเป็นอาชญากรที่ต้องจารึกไว้ที่สุดคนหนึ่ง นั่นเป็นเพราะเขาให้การปฏิเสธมาอย่างยาวนานว่าไม่เคยลงมือสังหารใครเลย และไม่มีหลักฐานแม้แต่ชิ้นเดียวว่าเขาได้ลงมือกระทำ จะมีก็เพียงเขาชักจูงอันเป็นเรื่องที่เหล่าสมาชิกทุกคนให้การณ์ตรงกัน แมนสันจึงน่าสยดสยองตรงที่เขาคือข้อพิสูจน์ว่าสามารถโน้มน้าวความคิดของผู้คนให้ทำในสิ่งที่น่าพรั่นพรึงได้จริงๆ โดยไม่ต้องลงมือเอง และเป็นสัญลักษณ์ความบ้าคลั่งป่าเถื่อนของอเมริกายุค 70 ที่เต็มไปด้วยยาเสพติดและความเลื่อนลอยถอยหลังทางจิตวิญญาณ 

ปี 2017 แมนสันล้มป่วยด้วยโรคเลือดออกในทางเดินอาหาร และไม่อาจทำการผ่าตัดได้เนื่องจากร่างกายอ่อนแอเกินไป หลังจากทนทุกข์ด้วยโรคภัยอยู่ 11 เดือน แมนสันก็สิ้นลมในเดือนพฤศจิกายนปีนั้นนั่นเองด้วยอายุ 83 ปี

 

ชาร์ลส์ เท็กซ์ วัตสัน (รับบทโดย คริสโตเฟอร์ แบ็กคัส)

หากว่าชาร์ลส์ แมนสัน ไม่ได้ลงมือสังหารเอง แล้วเช่นนั้นใครทำ… คำตอบหลักๆ คือเท็กซ์ วัตสัน ผู้เป็นแกนกลางของกลุ่มแมนสันแฟมิลี่ ตั้งแต่ยังเด็ก ด้วยผลการเรียนยอดเยี่ยมและความสามารถทางกีฬาสูงลิ่วทำให้เขากลายเป็นนักเรียนดีเด่นที่ทุกคนชื่นชม ทั้งยังเป็นหัวหน้าบรรณาธิการในหนังสือพิมพ์โรงเรียนด้วย อนาคตของเขาสดใส วัตสันเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยนอร์ตเท็กซัส และเริ่มเข้าสู่ลัทธิประหลาด

ไม่มีหลักฐานปรากฏแน่ชัดว่าอะไรทำให้วัตสันสนใจในการอยากเข้าร่วมลัทธิ แต่ดูเหมือนเขาโหยหาการเป็นส่วนใดส่วนหนึ่งอยู่เสมอ นับตั้งแต่การออกท่องเที่ยวไปในอเมริกาและเข้าร่วมกลุ่มภราดรพี่น้องในลอสแองเจิลิส เขาหมกมุ่นกับงานไซคีเดลิกและดนตรีอย่างหนัก จนเขาได้รู้จักกับหญิงสาวคนหนึ่งที่เป็นสมาชิกในกลุ่มแมนสันแฟมิลี่ ผู้พาเขามารู้จักกับชาร์ล แมนสัน และนั่นเองคือจุดกำเนิดการฆาตกรรมที่เหี้ยมโหดที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยน้ำมือของวัตสันภายใต้ชื่อกลุ่มแมนสันแฟมิลี่นี่เอง 

(Original Caption) Los Angeles: Charles (Tex) Watson arrives for his arraignment on charges of conspiracy and murder in the Tate-LaBianca slayings. Watson was arraigned on the charges, but further psychiatric examinations were ordered. Attorney Sam Burbrick told newsmen that there is a “very distinct probability” that he will ask for a change in venue due to the impact of the Charles Manson trial in LA County.

คดีที่อื้อฉาวที่สุดและรุนแรงที่สุดของวัตสันคือการฆาตกรรมชารอน เทต ด้วยสภาพเมามายอย่างหนัก เขาตัดสายโทรศัพท์ของบ้านเทต ปล่อยให้สมาชิกคนอื่นๆ บุกเข้าบ้านขณะที่ตัวเขาเองหันไปสังหารเพื่อนบ้านคนหนึ่งที่บังเอิญผ่านมาแถวนั้นด้วยการสาดกระสุนยิงแบบไม่ยั้ง 

วัตสันได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิต ปัจจุบันนี้เขาอายุได้ 73 ปีแล้ว