2001: A Space Odyssey A Clockwork Orange Barry Lyndon Dr. Strangelove Eyes Wide Shut Full Metal Jacket Stanley Kubrick The Shining

สแตนลีย์ คูบริค : รำลึกถึง ‘ออเตอร์’ ผู้ยิ่งใหญ่ และคนทำหนังผู้ลุ่มหลงในความสมบูรณ์แบบ

Home / Bioscope focus / สแตนลีย์ คูบริค : รำลึกถึง ‘ออเตอร์’ ผู้ยิ่งใหญ่ และคนทำหนังผู้ลุ่มหลงในความสมบูรณ์แบบ

โดย คุณากร วิสาลสกล

 

สแตนลีย์ คูบริค เริ่มต้นทำหนังยาวครั้งแรกด้วยหนังทุนต่ำที่เล่าถึงสงครามและความรุนแรงอย่าง Fear and Desire (1953) ซึ่งไม่ใช่ผลงานที่น่าประทับนัก กระทั่งเมื่อได้ทำหนังฟิล์มนัวร์ที่โฟกัสชีวิตมนุษย์ใต้ดิน-ทั้งสาวบาร์, นักมวย และมือปืน-ใน Killer’s Kiss (1955) และ The Killing (1956) ที่เริ่มมีการทดลองใช้ช็อตแปลกๆ จากเมื่อครั้งยังเป็นช่างถ่ายภาพนิ่งมาใช้ และด้วยไฟของคนรุ่นใหม่ในยุคนั้น จึงทำให้เขาได้ทำหนังสตูดิโอเรื่องแรกในชื่อ Paths of Glory (1957) ที่เริ่มมีสไตล์การทำหนังที่อยู่มือและชัดเจนในตัวตนมากขึ้น คำสรรเสริญและเงินทุนหลั่งไหลเข้าหาผู้กำกับชาวยิวรายนี้อย่างไม่ยากเย็นนัก กระทั่งเป็นที่หมายตาแก่สตูดิโอดังจนถูกทาบทามให้กำกับหนังฟอร์มใหญ่สเกลยักษ์อย่าง Spartacus (1960) ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม

แต่เส้นทางสู่ตำนานของเขาเพิ่งจะเริ่มต้น คูบริคหันกลับมาตามใจและเดินตามเส้นทางตัวเองอย่างสุดขั้วขึ้นทุกขณะ โดยเขาเลือกที่จะหยิบนิยาย Lolita ของ วลาดีเมียร์ นาโบคอฟ มาดัดแปลงเป็นหนังขาวดำสไตล์จัดในปี 1962 ก่อนจะสร้างหนังขึ้นหิ้งที่เล่าถึงสงครามนิวเคลียร์แบบซูเปอร์มินิมอลอย่าง Dr. Strangelove (1964) / เขียนนิยามใหม่ให้หนังไซ-ไฟอวกาศด้วย 2001: A Space Odyssey (1968) ที่ล้ำสมัยแม้ในศตวรรษที่ 21 / ทำหนังทุนต่ำจากนิยายที่ไม่มีใครเชื่อว่าจะสร้างเป็นหนังได้ ด้วยการฉีกขนบหนังดิสโทเปียผ่านธีมแบบเรโทร-ฟิวเจอริสต์ใน A Clockwork Orange (1971) / ทำหนังที่สนองความใคร่ด้านเทคนิคถ่ายทำของตัวเองอย่างเมามันใน Barry Lyndon (1975) / สร้างหนังคลาสสิกที่เปรียบดั่ง New Horror ที่มาก่อนกาลอย่าง The Shining (1980) / ก่อนจะทำหนังสงครามที่รวดร้าวแบบหน้าตายจนกลายเป็นขวัญใจนักวิจารณ์อย่าง Full Metal Jacket (1987) / และทำ Eyes Wide Shut (1999) หนังอีโรติกธริลเลอร์ชวนหัวใจสลายที่คูบริคฝังตัวอยู่ในห้องตัดต่อจนกระทั่งหนึ่งวันก่อนเสียชีวิต …ชื่อของเขายังคงถูกกล่าวขานถึงความยิ่งใหญ่ในฐานะคนทำหนังที่สร้างแรงกระเพื่อมลูกใหญ่ต่อวงการหนังโลกและวัฒนธรรมป๊อปตั้งแต่ยุค 60 จวบจนปัจจุบัน

มัลคอล์ม แม็กโดเวลล์ (ซ้าย) และคูบริค (ขวา) ขณะถ่ายทำ A Clockwork Orange

ในวาระที่ A Clockwork Orange กำลังจะได้เข้าฉายในโปรแกรม ‘ทึ่ง! หนังโลก’ โดย หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ณ โรงหนังสกาลาในวันอาทิตย์ที่ 15 กันยายนนี้ (เวลา 12.00 น.) จึงถือเป็นโอกาสอันดีที่จะเราจะขอพาทุกท่านย้อนกลับไปหวนรำลึกถึงอัตลักษณ์และความเป็นออเตอร์ (Auteur) ของสแตนลีย์ คูบริค เพื่อซึมซับสุนทรียะแบบ Kubrickian หนึ่งเดียวแห่งโลกภาพยนตร์กันอีกครั้ง!

หมายเหตุ : ตุลาคม ปี 2018 ดิกชั่นนารีของอ็อกซ์ฟอร์ดได้บัญญัติศัพท์ขึ้นมาว่า Kubrickian ซึ่งหมายถึงความปราณีตและความรักใคร่ในความสมบูรณ์แบบ ความเป็นเลิศทางเทคนิคการสร้างภาพยนตร์ และคุณลักษณะด้านภาพที่ครอบคลุมบรรยากาศในหนังทุกตระกูลของคูบริคโดยเฉพาะ

 

Lolita
2001: A Space Odyssey
งานภาพอันรุ่มรวย

“จอหนังคือสื่อมหัศจรรย์ มันมีพลังที่จะกักเก็บความสนใจใคร่รู้เหมือนที่มันปลุกเร้าอารมณ์ความรู้สึก ซึ่งไม่มีศิลปะอื่นใดเทียบเท่า”

ตลอดชีวิตของคูบริคนับตั้งแต่เป็นช่างภาพในนิตยสารจนเริ่มทำหนัง เขาได้ค้นหามุมมอง  ออกแบบช็อตเฉพาะตัว และสร้างการเคลื่อนกล้องที่แปลกใหม่ขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งส่งผลต่ออารมณ์และเรื่องเล่าอย่างน่าตื่นตาในยุคนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน 2001: A Space Odyssey เป็นต้นมา อย่างเช่น การซูมออกหรือซูมเข้าเพื่อจับภาพใบหน้าตัวละคร, การใช้แทร็คกิ้งช็อต (Tracking Shot) เพื่อเร้าอารมณ์ , การผลิตอุปกรณ์ถ่ายทำขึ้นมาใหม่เพื่อให้ได้ภาพสุดหลอน หรือการติดตั้งกล้องในจุดที่แปลกประหลาดเพื่อสร้างภาพลวงตา แต่เทคนิคหนึ่งที่เป็นลายเซ็นของเขาตั้งแต่ยังเป็นช่างภาพนิ่ง และทำให้นักดูหนังจำแนกหนังของเขาได้เพียงแวบแรก คือสิ่งที่เรียกว่า One-Point Perspective หรือ ‘มุมมองแบบจุดเดียว’ ซึ่งบางครั้งก็ถูกเรียกว่า ‘ความสมมาตรแบบคูบริค’ มันคือการวางเฟรมภาพที่ลากทุกเส้นขอบไปรวมอยู่ที่จุดรวมสายตา ณ จุดใดจุดหนึ่งหรือจุดกึ่งกลางของภาพ ทำให้ไม่ว่าในหนังจะมีการแทร็คกิ้ง ซูม หรือแม้แต่ใช้เทคนิคล้ำสมัยที่ประดิษฐ์ขึ้นมา OPP ของคูบริคก็จะยังทำหน้าที่ดึงดูดสายตาของผู้ชมให้โฟกัสไปยังจุดจุดเดียวอยู่เสมอ

The Shining

แท้จริงแล้ว OPP ไม่ได้ถูกคิดค้นขึ้นมาโดยคูบริค มันถูกใช้ในงานจิตรกรรมและภาพถ่ายมาหลายศตวรรษ (อาทิ The Last Supper ของ ลีโอนาร์โด ดาวินชี ที่ทุกเส้นขอบของภาพสามารถลากเข้าหากันที่จุดจุดเดียวคือ ‘ใบหน้าของพระเยซู’) ได้ แต่คูบริคคือผู้ที่นำเข้าเทคนิคนี้มาสู่งานภาพเคลื่อนไหวได้อย่างเหมาะเจาะที่สุด เพราะเขาใช้มันส่งเสริมสภาวะทางจิตวิทยาในบริบทแบบภาพยนตร์ กล่าวคือ ด้วยการชี้นำโฟกัสของคนดู คูบริคสามารถสร้างความสงสัย สร้างสิ่งแวดล้อมที่ตึงเครียดและความจดจ่อที่อาจเกิดขึ้นแก่ผู้ชมได้โดยไม่รู้ตัว และหากสังเกตถึง ‘วัตถุดิบหลัก’ ที่มักอยู่ในหนังของคูบริคแล้ว  ก็คงหนีไม่พ้นความรุนแรง, โศกนาฏกรรม, บุคลิกของตัวละครที่แปรปรวน, สถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก – ซึ่งหลายครั้ง คูบริคสามารถสาธยายถึงความน่าอึดอัดเหล่านี้ หรือขยี้มันให้แหลกลาญจนทำให้คนดูสัมผัสได้ แม้ว่าในช็อตนั้นจะไม่มี ‘อะไร’ เกิดขึ้นเลยก็ตาม

ยกตัวอย่างเช่น การแทร็คกิ้งตามจักรยานสามล้อของ แดนนี ใน The Shining ที่ OPP ถูกนำเข้ามาเสริมความรู้สึกวังเวง โดดเดี่ยว ทว่าก็เป็นอิสระของเด็กชายตัวน้อย เราจะได้เห็นช็อตแบบนี้หลายครั้งก่อนที่ความเหวอจะปรากฎในหัวมุมถัดไปของโถงทางเดิน / การซูมออกจากหน้าของ อเล็กซ์ ใน A Clockwork Orange พร้อมเสียงบรรยายน่าขนลุกของตัวละคร โดยที่ทุกอย่างในฉากแทบจะเป็นภาพนิ่งนั้น นอกจากจะทำให้ดูเหมือนว่าอเล็กซ์คุยกับเราโดยตรงด้วยสายตาที่จ้องเขม็งมาที่คนดูแล้ว ยังเป็นการเผยวัฒนธรรมโสมมแห่งโลกอนาคตที่ดูราวกับว่าพวกเขากำลังจดจ้องมายัง ‘งานศิลปะอันบิดเบี้ยว’ ของตนอยู่ / หรือการจับภาพตัวละครนักบินอวกาศอย่างเนิ่นนานใน 2001: A Space Odyssey ที่คูบริคบังคับให้ผู้ชมต้องจดจ่ออยู่กับตัวละครนี้ในชุดอวกาศสีเหลืองที่กำลังลอยเคว้งคว้างอย่างโดดเดี่ยวอยู่ท่ามกลางความมืดมิดอันเงียบงันของอวกาศ

อนึ่ง ความหลงใหลใน OPP ของคูบริคนั้น เริ่มต้นตั้งแต่ตอนที่เขาเป็นช่างภาพให้ Look Magazine โดยถ่ายภาพการจราจรในยามค่ำคืนของชิคาโกประกอบบทความ Chicago – City of Extremes ที่ก็มีองค์ประกอบของความเป็นภาพยนตร์อยู่สูงจนดูเผินๆ แล้วไม่ต่างจากภาพนิ่งในหนังฟิล์มนัวร์สไตล์จัดสักเรื่อง ซึ่งสุนทรียะในรูปแบบนี้เองที่ได้กลายเป็นลายเซ็นของคูบริคในฐานะคนทำหนังในกาลต่อมา

 

Dr. Strangelove
Barry Lyndon
งานเสียงอันเฉียบคม

“การใช้เพลงอย่างถูกที่ถูกทาง รวมถึงการไม่ใช้เพลงเลย ถือเป็นหนึ่งในอาวุธสำคัญที่คนทำหนังมี”

คูบริคเชื่อว่าหนังเป็นมากกว่าการเล่าเรื่องด้วยภาพเคลื่อนไหว เขาเชื่อว่ามันมีคุณค่าของตัวมันเองในการสร้างความตราตรึงหรือความบันเทิงต่อผู้ชม คูบริคจึงไม่เคยละทิ้งสิ่งใดก็ตามที่จะสามารถกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกของคนดูได้ ซึ่ง ‘ดนตรี’ และ ‘สเปเชียล เอฟเฟ็กต์ส’ คือหนึ่งในนั้น นับตั้งแต่การก่อตั้งทีมพัฒนาเทคนิคพิเศษขึ้นมาโดยเฉพาะสำหรับ Dr. Strangelove หรือตัวอย่างที่ดีที่สุดคือ 2001: A Space Odyssey ที่เขาผลาญเงินสตูดิโอเพื่อสร้างสเปเชียล เอฟเฟ็กต์สทำมือในการผลิตภาพยานอวกาศอันล้ำสมัย (แม้เทียบกับยานในหนังยุคปัจจุบัน) ซึ่งเมื่อมันถูกหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกับเพลงคลาสสิกของ โยฮันน์ สเตราสส์ ก็ทำให้นักดูหนังหลายคนไม่สามารถแยกภาพออกจากเพลงหรือแยกเพลงออกจากภาพได้อีกต่อไป คูบริคยังทำให้ทั้งสองสิ่งส่งเสริมกันและกันอย่างสมบูรณ์ โดยใน A Clockwork Orange การใช้เพลงของ บีโธเฟน โหมกระหน่ำตลอดช่วงเวลาที่ตัวละครอเล็กซ์ประกอบกิจกรรมส่วนตัวต่างๆ นั้น ช่วยสร้างภาวะลุ่มหลงมัวเมาในดนตรีคลาสสิกของตัวละครได้ดีพอๆ กับการสร้างความรู้สึกป่วนปั่นให้เกิดแก่คนดู แถมคูบริคยังขับเน้นธีมเรโทร-ฟิวเจอริสต์ด้วยการนำเมโลดี้แบบดนตรีโบราณมาแต่งเติมใหม่ด้วยซาวด์เรโทรอิเล็กทรอนิกในฉากเปิดเรื่องด้วย หรือใน Barry Lyndon ที่คูบริคใช้ประโยชน์จากดนตรียุคบาโรกในการเปลี่ยนมู้ดหนังแต่ละพาร์ต และนำพาให้เราจมดิ่งอยู่กับภาพซึ่งเหมือนถอดแบบมาจากภาพวาดยุคโรแมนติกได้อย่างจับใจ ทั้งในแง่ความงดงามของภาพ/เสียงและโศกนาฏกรรมของเรื่องเล่า

Full Metal Jacket

การใช้เพลงประกอบของเขายังทำให้เราเห็นนิสัยตลกร้าย ความรุนแรง และเอาแต่ใจของผู้กำกับออเตอร์รายนี้ด้วย ทั้งการที่ให้เครดิตคนทำสกอร์ 2001: A Space Odyssey แต่ไม่ใช้ผลงานของเขาแม้แต่ชิ้นเดียว เพราะคูบริคต้องการเลือกเพลงประกอบเองในตอนท้าย หรือการเลือกให้ตัวละคร A.I. อย่าง  HAL 9000 ครวญเพลง Daisy ที่ชื่นชมความสวยงามของทุ่งดอกไม้ขณะถูกถอดปลั๊ก(หรือถูกฆ่า) / อเล็กซ์ใน A Clockwork Orange ร้องเพลง Singin’ in the Rain (ที่เวอร์ชั่นออริจินัลถูกใช้เล่าถึงความชื่นบานในรักจนสามารถเต้นรำตัวเปียกกลางสายฝนได้-ในหนังชื่อเดียวกันของผกก. สแตนลีย์ โดเนน และ จีน เคลลี เมื่อปี 1952) ขณะกำลังทำร้ายชายแก่ปางตายก่อนจะข่มขืนเมียของเขา หรือกองพล Thorny Horny ใน Full Metal Jacket ที่ร้องเพลง มิคกี้ เม้าส์ หลังจากพบเห็นความตายมานับไม่ถ้วน ฆ่าทหารเด็กหญิงชาวเวียดนาม และกำลังเดินทัพผ่านกองไฟที่เผาผลาญบ้านเมืองอริศัตรูจนสิ้นซาก

 

Spartacus
A Clockwork Orange
ตระกูลหนังที่พลิกแพลงได้

“ถ้าเขียนได้ เล่าได้ …ก็ทำหนังได้”

แค่เอกลักษณ์ในการถ่ายทำเพียงลำพัง อาจทำให้สถานะความเป็นผกก.ออเตอร์ของคูบริคไม่แข็งแรงอย่างทุกวันนี้ หากมันไม่ได้ถูกยกคุณค่าให้สูงขึ้นไปอีกระดับ ด้วยการทำหนังที่ไม่ได้เป็นไปตาม ‘ตระกูลหนัง’ (Genre) ทว่าเป็นหนังสูตรตามแบบฉบับของคูบริคเองโดยเฉพาะ ซึ่งผ่านการเคี่ยวกรำมาตั้งแต่ความคิดตั้งต้น จนกระทั่งถึงวันสุดท้ายของการจัดจำหน่าย เพื่อให้มั่นใจว่าทุกๆ กระเบียดนิ้วขององค์ประกอบที่อยู่ในผลงานของเขา จะไม่มีอะไรที่หลุดรอดไปจากความเป็นตัวเขา เพราะหากกวาดตามองรายชื่อผลงานของคูบริค เราจะพบว่า นอกจากมันจะมีส่วนประกอบของหนังหลากหลายแนว นับตั้งแต่หนังย้อนยุค, สยองขวัญ, ธริลเลอร์, ไซ-ไฟ, ฟิล์มนัวร์, ดิสโทเปีย และสงครามแล้ว หนังทั้งหมดยังมีความเป็น Kubrickian ครอบทับเอาไว้อีกชั้นหนึ่ง กล่าวคือ แม้คูบริคจะทำหนังที่อยู่ภายใต้ตระกูลใดตระกูลหนึ่งเสมอมา ทว่าความคิดตั้งต้นของเขาไม่ได้มาจากการอยากทำหนังตามสูตร genre แต่เป็นเพียงการทำตาม ‘ภาพ’ ที่เกิดขึ้นในหัว-ขณะกำลังสนใจในนิยายหรือเรื่องเล่าใดๆ สักเรื่องก็เท่านั้น

สถานะความเป็นออเตอร์จึงเกิดขึ้นอย่างเด่นชัดเมื่อการทำหนังของเขาถูกถ่ายทอดออกมาผ่านรสนิยมทางศิลปะที่ชัดเจน มากกว่าจะอ้างอิง genre หนังตระกูลใดตระกูลหนึ่ง ของคูบริคจึงมักพาคนดูไปสำรวจพื้นที่ใหม่ๆ ในตระกูลหนังทั้งหลาย จนกลายเป็นรสชาติใหม่ในวัฒนธรรมการดูหนัง อย่างเช่น การพูดถึงโลกดิสโทเปียใน A Clockwork Orange ที่ความล่มสลายกลับเป็นผลลัพธ์ที่มาจากความตกต่ำด้านจิตใจมากกว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ซึ่งผิดแผกไปจากขนบเรื่องเล่าดิสโทเปียที่ ฟริตซ์ ลัง เคยบัญญัติไว้นับตั้งแต่ Metropolis (1927) ไล่เลยมาจนถึง THX 1138 (1971, จอร์จ ลูคัส) ซึ่งมักพูดถึงระบบหรือเทคโนโลยีที่เข้าควบคุม/ลดทอนความเป็นมนุษย์ลงจนเกิดการต่อสู้ทางชนชั้น หรือแทนที่คูบริคจะเล่นสนุกกับเทคโนโลยีแปลกประหลาดในโลกอนาคต เขากลับแทนที่ด้วยความเจริญทางวัฒนธรรมอันหลากลายของโลกในฝัน(ร้าย)ที่มีการแลกเปลี่ยนสิ่งต่างๆ ระหว่างกันอย่างอิสระ-แม้แต่ภาษา เช่น การใช้ภาษารัสเซียเรียก ‘นม’ (Moloko) หรือภาษาอินเดียเรียก ‘ชา’ (Chai) แทนภาษาอังกฤษ เป็นต้น

The Shining

คูบริคเล่นแร่แปร genre ครั้งใหญ่เมื่อเขาอยากเล่าถึงการเดินทางในอวกาศ (พร้อมๆ กับการเดินทางของมนุษยชาติ) ในยุคที่หนังไซ-ไฟมักพูดถึงสัตว์ประหลาดหรือเอเลี่ยน และอาวุธเหนือจินตนาการที่หน้าตาเหมือนปืนฉีดน้ำ แต่ใน 2001: A Space Odyssey เราจะไม่ได้เห็นสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดมากไปกว่ามนุษย์วานร แถมคูบริคยังจ้างวิศวกรนาซาในการออกแบบพร็อพที่ดูจะเป็นไปได้ในโลกอนาคตมากที่สุดด้วย ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์, ยานอวกาศ, ตู้จำศีล หรือเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่างอุปกรณ์ที่หน้าตาคล้าย iPad แล้วเล่าทุกอย่างออกมาให้ดู ‘ธรรมดา’ มากที่สุด แต่ทว่าก็ยังสามารถตั้งคำถามทางปรัชญาถึงที่มาที่ไปของมนุษย์ ปัญญาประดิษฐ์ และพระเจ้าได้อย่างน่าตื่นตาด้วย – ซึ่งเหล่านี้ทำให้หนังกลายเป็นต้นแบบของไซ-ไฟอวกาศนับแต่นั้น ไม่ต่างจาก The Shining ที่คูบริคได้สร้างความหลอนด้วยเทคนิคทางศิลปะภาพยนตร์ขั้นสุด เขาครอบหนังทั้งเรื่องไว้ด้วยความคลุมเครือ เพื่อให้ผู้ชมตีความต่อว่ามันคือ ‘ผี’ ที่สิงอยู่ในโรงแรมหรือ ‘อาการทางจิต’ ของสองพ่อลูกอย่าง แจ็ค และแดนนีกันแน่ โดยหนังสร้างความน่าขนลุกผ่านพื้นที่กว้างขวางวังเวงที่สะท้อนถึงความโดดเดี่ยวของพ่อแม่ลูกในโรงแรมอันห่างไกล รวมถึงถ่ายทอดสภาวะหวาดกลัวเมื่อต้องอยู่คนเดียวผ่านการแช่กล้องไว้ที่ใบหน้าอันเหม่อลอยของแจ็คซึ่งน่ากดดันกว่าการโฟกัสไปที่เหตุการณ์หรือสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติเป็นไหนๆ …และแม้ว่า สตีเฟน คิง เจ้าของนิยายต้นฉบับจะเกลียดผลงานดัดแปลงของคูบริค  และผลตอบรับของหนังก็ไม่สู้ดีนักในช่วงเวลาที่ออกฉาย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า The Shining กลายเป็น ‘แม่แบบ’ ในการทำหนังสยองขวัญสั่นประสาทที่ขับเคลื่อนด้วย ‘ภาพ/เสียง’ ที่ทั้งแปลกประหลาด สดใหม่ และทรงคุณค่าเหนือกาลเวลามาจนทุกวันนี้

 

A Clockwork Orange
Eyes Wide Shut
ความสมบูรณ์แบบที่มีอยู่จริง

“ผมไม่ได้รู้ว่าต้องการอะไรอยู่ตลอดเวลาหรอกนะ แต่ผมแค่รู้ว่าอะไรที่ผมไม่ต้องการมากกว่าน่ะ …ทุกอย่างมันเคยมีคนทำมาหมดแล้วทั้งนั้น เรื่องแบบนี้เคยมีคนเล่า ช็อตนี้เคยมีคนถ่าย หน้าที่ของเราคือทำยังไงให้มันเหนือกว่า”

ใน Full Metal Jacket ดูเหมือนว่าศึกแรกที่เกิดขึ้นในหนังสงครามเรื่องนี้ จะเริ่มต้นตั้งแต่ในค่ายฝึกเมื่อ พลทหาร พายล์ เกิดคลุ้มคลั่งในช่วงท้ายขององก์ที่หนึ่ง ทว่าในช่วงก่อนหน้านั้นเราจะได้เห็นเขาทำหน้าเหม่อลอยและเหลือบตาดำขึ้นด้านบนไม่ต่างจากแจ็คในช่วงกลางเรื่องของ The Shining ซึ่ง ตัวละครที่มีสภาพจิตใจบิดเบี้ยวกลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ผูกหนังทุกเรื่องของคูบริคเข้าไว้ด้วยกัน ตัวละครในหนังของเขามักต้องเผชิญหน้ากับการต่อสู้ระหว่างโลกภายนอกกับภายใน – ที่เห็นเป็นรูปธรรมที่สุดคงจะเป็นอเล็กซ์ในช่วงท้ายของ A Clockwork Orange ที่ไม่สามารถกระทำความรุนแรงได้สมใจอยาก แม้ในสถานการณ์คับขัน และโดนผลักลงหลุมแห่งความโดดเดี่ยวอีกครั้ง เช่นเดียวกับอีกหลายตัวละครที่ตะเกียกตะกายในความเวิ้งว้างของโรงแรม, ยานอวกาศ, ค่ายทหาร, จิตใจ หรือความฝัน อย่างการทำให้ ดร.วิลเลียม ตกอยู่ในภาพแฟนตาซีของตัวเอง ขณะที่ความจริงกลายเป็นฝันร้ายใน Eyes Wide Shut หรือความป่วยไข้(ทางจิต)ที่เกิดจากความสำเร็จในชีวิตของ แบร์รี ลีนดอน ซึ่งตัวละครเหล่านี้มักไม่สามารถบรรลุภารกิจต่างๆ ตามท้องเรื่องได้สำเร็จ แต่มักถูกทำให้หันเหไปสู่ผลลัพท์ที่เกินคาด นอกจากนี้ คูบริคยังชอบที่จะออกแบบตัวดำเนินเรื่องให้มีทั้งความเป็นพระเอกและผู้ร้ายในคราวเดียว ซึ่งก็ทำให้ตัวละครหลักของเขาน่าเอาใจช่วยและน่าสาปส่งในเวลาเดียวกัน

เคยมีการวิเคราะห์ถึงการต่อสู้ภายในจิตใจของตัวละครของคูบริคด้วยว่า เกิดจากความสนใจที่เขามีต่อทฤษฎีที่พูดถึงมนุษย์ของ ซิกมันด์ ฟรอยด์ (ความฝันและแรงจูงใจ), ฟรีดริช นิตซ์เชอ (ไอเดียของมนุษย์ที่ไม่สมบูรณ์) และวิธีการแบบนักการละครอย่าง แบร์โทลต์ เบรชต์ ในการ ‘ทำลายกำแพงที่สี่’ (break the fourth wall) หรือการที่ตัวละครสื่อสารกับคนดูโดยตรง หากแต่ในอีกแง่หนึ่ง ด้วยชื่อเสีย(ง)ในการทำงานที่ขึ้นชื่อว่ากดดันและเอาแต่ใจที่สุด เป็น perfectionist ที่สุดของคูบริคนั้น (ซึ่งโดยปกติมักเป็นนิสัยที่มาควบคู่กับความกังวลถึงข้อผิดพลาดและความล้มเหลว) จึงมีการตั้งข้อสังเกตเอาไว้ว่า อาจจะเป็น ‘ตัวของคูบริคเอง’ ก็เป็นได้ ที่คือต้นแบบของตัวละครเหล่านี้ และเขาก็ใช้ตัวละครของเขาก้าวเข้าไปสำรวจพื้นที่แห่งความผิดหวังของชีวิตในแบบที่เขาเองไม่กล้าย่างกรายเข้าไป

Path of Glory

อย่างไรก็ดี หากย้อนกลับไปมองผลงานที่ผ่านมา คูบริคเคยประสบกับความล้มเหลวมาบ้างแล้ว เมื่อครั้งที่ทำ Fear and Desire ที่เขายอมรับว่าคุณภาพของมันไม่ดีพอ จนตัดสินใจทำลายก็อบปี้ของหนังทิ้งทั้งหมด แต่นับจากความสำเร็จของ Path of Glory เป็นต้นมา สิ่งที่เลื่องลือขึ้นมาควบคู่กันก็คือการเป็น ‘ผู้กำกับจอมบงการ’ ที่สร้างความตึงเครียดให้แก่ทีมงานอย่างหนักหน่วง เนื่องจากเขาต้องการควบคุมทุกมิติในหนังด้วยวิสัยทัศน์ของตัวเอง โดยเขามักจะตอบโต้สื่อถึงประเด็นนี้ว่า เขาเพียงแค่อยากให้มั่นใจว่าหนังจะออกมา ‘เป็น’ อย่างที่เขาจินตนาการ เขาแค่อยากให้ผลงานออกมาดีและไม่ควรมีข้อผิดพลาดใดๆ เกิดขึ้นทั้งนั้น

ในช่วงปี 1965-1968 คูบริคย้ายออกจากอเมริกาและเก็บตัวอยู่ในสตูดิโอย่านชานเมืองของอังกฤษ เพื่อซุ่มทำ 2001: A Space Odyssey จนไม่มีนักข่าวคนใดได้สัมภาษณ์เขาตลอด 4 ปีของการถ่ายทำ (จากกำหนดการเดิมที่คิดว่าใช้เวลาเพียง 9 เดือน!) แม้แต่บอร์ดของสตูดิโอผู้ให้ทุนก็ไม่สามารถเข้าพบเขาได้ จะมีก็แต่ข่าวลือเรื่องความบ้าอำนาจ เหยียดเพศ เลือดเย็น หรือแม้แต่เหยียดมนุษย์ที่ลือเลื่องในหมู่ทีมโปรดักชั่นและสตูดิโอ MGM ออกมาให้ได้ยินกันเสมอ เช่นเดียวกับบรรดานักแสดงที่ต้องอุทิศตนเพื่อผลงานของเขาอย่างบ้าคลั่ง ทั้ง มัลคอล์ม แม็กโดเวลล์ ที่ต้องถ่ายทำจนซี่โครงร้าวและกระจกตาเสียหายใน A Clockwork Orange หรือ เชลลีย์ ดูวัลล์ ที่มีปัญหาหนักกับการกำกับที่โหดเหี้ยมของคูบริค ขณะที่ แจ็ค นิโคลสัน ต้องหัวเสียกับการท่องบทที่ถูกเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลาใน The Shining – อย่างไรก็ตามความเหนื่อยยากของทีมงานจากความเผด็จการของคูบริค คือราคาที่ถูกใช้จ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่งผลงานระดับมาสเตอร์พีซที่ประดับวงการภาพยนตร์โลกมาจวบจนปัจจุบันนั่นเอง

Eyes Wide Shut

สแตนลีย์ คูบริคเสียชีวิตเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 1999 ด้วยวัย 70 ปี ก่อนรอบพรีเมียร์ของ Eyes Wide Shut งานศพของเขาถูกจัดขึ้นอย่างเงียบสงบในสวนหลังบ้านใต้ต้นไม้ต้นโปรด โดยไม่มีพิธีทางศาสนามาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด และไม่ว่าชื่อเสียงในแง่ร้ายของเขาจะลือลั่นสักแค่ไหน แต่กาลเวลาก็ได้พิสูจน์แล้วว่า ชื่อเสียงจากผลงานต่างหากที่อยู่ยั้งยืนยงกว่า เพราะคูบริคได้ทิ้งบรรดา ‘ตัวละครผู้เจ็บปวด’ ของเขาเอาไว้ เพื่อรอคอยให้นักดูหนังจากรุ่นสู่รุ่นได้ซึมซับ เรียนรู้ และตีความกันต่อไป

 

อ่านเรื่องราวของคูบริคและการสร้างสรรค์ 2001: A Space Odyssey เพิ่มเติมได้ ที่นี่