About Endlessness Ad Astra Adults in the Room American Skin Balloon Joker No.7 Cherry Lane Scales Seberg The King The Laundromat The Painted Bird The Perfect Candidate The Scarecrows The Truth Venice Venice Film Festval Venice International Film Festival 2019 Waiting for the Barbarians

รวมพลหนังโลกที่เราอยากดูจาก Venice International Film Festival 2019

Home / Bioscope focus / รวมพลหนังโลกที่เราอยากดูจาก Venice International Film Festival 2019

โดย ชญานิน เตียงพิทยากร

 

หลังเกิดกระแสฮือฮาจากคอหนังทั่วโลกด้วยผลรางวัลใหญ่อย่าง ‘สิงโตทองคำ’ ในเทศกาลหนังนานาชาติเวนิซประจำปีนี้ (Venice International Film Festival 2019) ที่เพิ่งตกเป็นของ Joker ของผู้กำกับ ท็อดด์ ฟิลลิปส์  -ซึ่งได้การแสดงอันน่าสะพรึงของ ฮัวคิน ฟีนิกซ์ เป็นตัวชูโรง- ไปหมาดๆ จนเป็นที่ร่ำลือกันว่าสองสามชื่อนี้อาจมีบทบาทสำคัญบนเวทีออสการ์ในช่วงต้นปีหน้า เราก็ขออนุญาตเก็บตกเทศกาลครั้งนี้อย่างเป็นทางการด้วยการรวบพลพรรค ‘หนังที่เราอยากดู’ จากภาคส่วนต่างๆ ของงานมารวมเข้าไว้ด้วยกันเสียเลย โดยเหล่านี้คือผลงานจากผู้กำกับรอบโลกที่ทำให้เราเนื้อตัวสั่นไปด้วยอาการอยากดูอย่างถึงที่สุด!

The Painted Bird
แดนเถื่อนในอดีต

The Painted Bird ของผู้กำกับชาวเช็ก วาซลัฟ มาร์โฮล โยนผู้ชมกลับไปในยุโรปตะวันออกช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่สอง ด้วยฟิล์มขาวดำ 35 มม. และความยาว 169 นาทีที่อัดแน่นไปด้วยชะตาชีวิตสุดโหดของเด็กชายชาวยิว ต้นฉบับของหนังคือนิยายคลาสสิกของ แยร์ซือ โคชีนสกี ที่โดดเด่นในการบรรยายฉากชวนแสยงด้วยความเยียบเย็นของภาษา และหนังก็มุ่งมั่นเดินไปในทิศทางดังกล่าว ทั้งความรุนแรงทางกายในระดับฟกช้ำคล้ำเขียวไปจนถึงเลือดตกยางออก, การสังหารหมู่ในนามของอำนาจและเกมกีฬา, นักบวชและหญิงม่ายที่ใช้เด็กเป็นเครื่องระบายอารมณ์ทางเพศ, การสมสู่ในสายเลือดหรือกระทั่งกับสัตว์ ล้วนปรากฏในหนังอย่างไม่ประนีประนอม หนังไม่จำเป็นต้องพูดอะไรใหม่กว่าบรรดาภาพยนตร์ที่ใช้ตัวละครเด็กเพื่อสะท้อนหายนะแห่งสงคราม (ผู้กำกับจงใจให้ตัวละครหนึ่งรับบทโดยอดีตนักแสดงเด็กจากหนังสงครามคลาสสิกของโซเวียต Come and See) เพราะที่น่าสนใจคือเมื่อมีหนังใช้โครงสร้างเดียวกันมาแล้วมากมายจนช้ำ คุณจะทำให้คนดูรู้สึกอย่างแท้จริงได้อีกไหม? – บทวิจารณ์หนึ่งเขียนว่า อูโด คีเออร์ (นักแสดงชาวเยอรมันซึ่งรับบทตัวละครวิปลาสในหนังของ ลาร์ส ฟอน ทรีเออร์ กับ แวร์เนอร์ แฮร์โซก และหนังสยองขวัญมาแล้วมากมาย) มอบการแสดงที่น่ากลัวที่สุดในชีวิตไว้ในหนังเรื่องนี้… คงจะพอเป็นบางส่วนของคำตอบได้อยู่กระมัง

Waiting for the Barbarians

Waiting for the Barbarians คือหนังพูดอังกฤษเรื่องแรกของผู้กำกับชาวโคลอมเบีย ซีโร เกร์รา (Embrace of the Serpent กับ Birds of Passage ที่กำลังจะเข้าฉายในไทยปลายกันยายนนี้) ที่มี จอห์นนี เด็ปป์ กับ มาร์ค ไรแลนซ์ นำแสดง ยังคงสานต่อประเด็นอาณานิคมกับชนพื้นเมือง และได้นักเขียนรางวัลโนเบลชาวแอฟริกาใต้ เจ เอ็ม คุตซี มาดัดแปลงผลงานชั้นครูของตนเองเป็นบทภาพยนตร์ โดยตัวบทเล่าเรื่องดินแดนสมมติใต้การปกครองของจักรวรรดิหนึ่ง (หนังใช้ภาษาอังกฤษกับมองโกล) ในช่วงปลายอาชีพของผู้ตรวจการวัยเกษียณ (ไรแลนซ์) ที่ต้องพลิกผันจนเกิดวิกฤตศรัทธาต่อจักรวรรดิ เมื่อนายพันคนใหม่ (เด็ปป์) ที่มีหน้าที่เฝ้าระวัง ‘คนเถื่อน’ ที่ชายแดน เลือกใช้วิธีทรมานย่ำยีชนพื้นเมืองอย่างเถื่อนถ้ำ – โปรดิวเซอร์ของหนังพยายามวางกรอบการตีความว่าหนังกำลังใช้ตัวบทสะท้อนวิกฤตผู้ลี้ภัย แต่ตัวหนังน่าจะเอื้อให้อ่านได้ไกลกว่านั้น โดยเกร์รากล่าวไว้กว้างๆ ว่า เขาเคยมองนิยายของคุตซีเล่มนี้ว่าอยู่ในห้วงเวลาและดินแดนอื่น ก่อนจะค่อยๆ รู้สึกถึงความใกล้ชิดที่สอดประสานเข้ากับเรื่องราวของโลกปัจจุบัน

 

About Endlessness
ตำนานและโศกนาฏกรรมกรีก

รอย แอนเดอร์สสัน อ้างตำนานกรีกเรื่อง ‘กรวยแห่งความอุดมสมบูรณ์’ (Cornucopia หรือ Horn of Plenty) ซึ่งหลั่งไหลท่วมท้นด้วยโภชน์ผลพืชพรรณไร้สิ้นสุด ว่าคือแรงบันดาลใจหลักของหนังเรื่องใหม่ About Endlessness หากสัญลักษณ์แห่งการเฉลิมฉลองในสายตาปรมาจารย์วัย 76 หาใช่ความมั่งมีเติมเต็ม แต่คือความไร้สิ้นสุดของการดำรงอยู่อย่างมนุษย์ที่แม้จะหม่นหมองทึมเทา ก็ยังปรากฏประกายแง่งามให้เห็นอยู่เสมอ – ผู้คนใบหน้าขาวฝุ่นแป้ง, ฉากสตูดิโอมินิมอลฟุ้งควัน และอารมณ์ขันขื่นในฉากชีวิตเล็กๆ ของแอนเดอร์สสันคราวนี้ (หนึ่งในนั้นคือ ฮิตเลอร์ ในบังเกอร์หลบภัย) ออกจะติดรสหวานคล้าย You, the Living (2007) มากกว่า Songs from the Second Floor (2000) เพราะ “ผมต้องการเน้นย้ำความงามของการมีชีวิตและได้เป็นมนุษย์” และไม่ว่าจะเป็นพื้นที่สู้รบ, ค่ายกักกันเชลยสงคราม หรือการสำเร็จโทษด้วยไม้กางเขน ความเป็นมนุษย์ในฉากหม่นเศร้าเหล่านั้นก็ยังคงเป็นสิ่งเดียวกับเด็กหญิงตัวน้อยที่ลุยฝนไปงานวันเกิดเพื่อน และการรำพันไร้แก่นสารอันเป็นกิจวัตรประจำปี เมื่อเราต่างเพิ่งรำลึกขึ้นได้ว่าเวลาล่วงเลยมาถึงไตรมาสสุดท้ายแล้ว

Adults in the Room

เมื่อกองทัพลอบสังหารนักการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยแล้วรัฐประหาร คอสตา-กาฟรัส เขย่าโลกด้วย Z (1969) ห้าสิบปีต่อมา เขากลับกรีซไปสร้าง Adults in the Room หลังทศวรรษแห่งความพินาศทางเศรษฐกิจของบ้านเกิดที่ทำให้รู้สึกคับแค้นไม่ต่างกัน – ฉากละครโศกแอบเสิร์ดร่วมสมัยเรื่องนี้ดัดแปลงจากอัตชีวประวัติของ ยานิส วารูฟากิส รัฐมนตรีคลังของรัฐบาลฝ่ายซ้ายที่ต้องเข้าออกที่ประชุมเพื่อเจรจากับบุคลากรแห่งอำนาจในองค์กรแขนขาของสหภาพยุโรปเพื่อหาทางออกให้วิกฤต คนทำหนังไม่ปิดบังข้างที่เลือกและไม่พยายามเจือจางความซับซ้อนของสถานการณ์ ตลอดสองชั่วโมงของหนังจึงดำเนินไปในห้องปิดแคบและบทสนทนาที่เต็มไปด้วยศัพท์แสงเศรษฐกิจและการบริหาร เพื่อล้วงลึกลงไปในช่วงเวลา 6 เดือนในตำแหน่งของรัฐมนตรีหน้าใหม่ ที่ต้องเผชิญกับสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอันเป็นผลของค่ายกลอำนาจของเสรีนิยมใหม่ในระบอบอียูที่กดทับทั้งตัวเขา, รัฐบาลที่เขาสังกัด และประเทศชาติที่กำลังพังทลาย

 

The Perfect Candidate
เลือดใหม่จากซาอุฯ

ผู้หญิงมีสิทธิ์ลงคะแนนและเป็นผู้สมัครเลือกตั้งในปี 2011, ความรุนแรงต่อผู้หญิงในบ้านผิดกฎหมายในปี 2013, ผู้หญิงทำธุรกิจได้โดยไม่ต้องขออนุญาตผู้ปกครองเพศชายในปี 2018, ผู้หญิงขับรถเองได้ในปี 2018, โรงมหรสพเปิดบริการอีกครั้งในปี 2018 หลังผิดกฎหมายมา 35 ปี และผู้หญิงสามารถเดินทางออกนอกประเทศ จดทะเบียนสมรสและหย่าได้โดยไม่ต้องขออนุญาตผู้ชายในปี 2019 …นี่คือซาอุดิอาระเบีย แนวโน้มด้านสิทธิสตรีอาจดูดีขึ้นถ้าเทียบกับการจำกัดสิทธิเข้มข้นในอดีต แต่การเดินทางยังอีกไกลทั้งด้านกฎหมาย (หลายสถานที่ยังกีดกันผู้หญิง) และทัศนคติของผู้คน

หลังแจ้งเกิดอย่างสวยงามด้วย Wadjda (2012) ที่ทำให้โลกภาพยนตร์ตื่นเต้น ไฮฟา อัล-มานซอร์ ได้ทำหนังพูดอังกฤษถึงสองเรื่อง ก่อนจะกลับมาสำรวจเรื่องราวของผู้หญิงซาอุฯ ด้วยท่าทีจริงจังใน The Perfect Candidate เมื่อแพทย์หญิงเหลือจะทนกับสภาพถนนหน้าคลินิกที่ไม่เคยได้รับการแก้ไข เธอจึงตัดสินใจลงสมัครเลือกตั้งท้องถิ่น และต้องเผชิญกับแรงต้านจากครอบครัวกับคนในท้องถิ่นที่ทำใจยอมรับไม่ได้กับสถานะของผู้หญิงในเวทีการเมือง – แน่นอนว่าถ้าเทียบกับพื้นที่อื่นของโลก จุดประสงค์ของผู้กำกับที่ต้องการกระตุ้นให้ผู้หญิงมองเห็นโอกาสและศักยภาพในการกำหนดชะตาชีวิตตนเอง ย่อมดูเป็นประเด็นเก่าเชย แต่สำหรับเงื่อนไขพิเศษแบบซาอุดิอาระเบีย นี่คือโอกาสที่ต้องรีบฉวยไว้ ทั้งในเรื่องสิทธิสตรีและศิลปะภาพยนตร์

Scales

และไม่ได้มีแค่หนึ่ง เพราะในสาย Critics’ Week ยังมีหญิงซาอุฯ อีกคน

Scales คือหนังยาวเรื่องแรกของ ชาฮัด อามีน ผู้เบนเข็มชีวิตมาสู่การทำหนัง เพราะความฝันที่จะเป็นนักฟุตบอลอาชีพไม่มีทางเป็นจริงได้ในเงื่อนไขของประเทศบ้านเกิด – ขยายต่อเติมจากหนังสั้นของตนเอง เธอเลือกนำเสนอแรงกดดันที่สังคมมีต่อผู้หญิงด้วยภาพขาวดำและเรื่องเหนือจริงอย่างตำนานเทพนิยาย เมื่อหมู่บ้านชาวประมงแห่งหนึ่งมีประเพณีบูชายัญลูกสาวให้ปีศาจปลาในทะเล และเมื่อพ่อของเด็กหญิงตัดสินใจช่วยชีวิตลูกไว้ ทั้งครอบครัวก็ถูกตราหน้าเป็นตัวซวยของชุมชนอยู่นับสิบปี จนเด็กหญิงเริ่มโตเป็นสาว เธอจึงตอบโต้ด้วยการสู้กับปีศาจเพื่อพิสูจน์ตัวเองให้สังคมรับรู้ แต่กลับกลายเป็นว่าร่างกายของเธอค่อยๆ กลายเป็นปีศาจปลาที่เธอกำจัดไปทีละน้อย

 

The Scarecrows
แรงเสียดทานศาสนา-ความเชื่อ

คนตามข่าวส่วนใหญ่มักจดจำว่า ตูนิเซียมีปัญหาน้อยกว่าเพื่อนหลังช่วงเวลาปฏิวัติอาหรับสปริง (ต่างจากอียิปต์ที่ทหารยึดอำนาจกลับ, ลิเบียที่กลายเป็นแดนมิคสัญญี และซีเรียที่สงครามกลางเมืองยังไม่จบ) แต่ผู้กำกับ นูรี บูซีด คงไม่เห็นด้วยนัก เพราะ The Scarecrows หรือ Les épouvantails เป็นผลของความพยายามในการสื่อสารว่าประเทศของเขากำลังอยู่ในช่วงเวลาอันมืดมน ซึ่งเป็นผลของ ‘ระบอบอิสลาม’ และไม่มีใครกล้าพูดแบบตรงไปตรงมา (กระทั่งคำนิยามระบอบ ก็ต่างจากคำที่เห็นในข่าวเกี่ยวกับตูนิเซียปัจจุบันแล้ว) หนังท้าทายด้วยดราม่าซับซ้อนที่มีตัวละครหญิงเป็นพลังขับเคลื่อนและการปะทะทางความคิด เมื่อแพทย์หญิงและทนายความแอ็กติวิสต์ได้รับตัวสองหญิงสาวที่รอดชีวิตจากการทารุณกรรมทางเพศในซีเรียมาอยู่ในความดูแล คนหนึ่งกราดเกรี้ยวต่อโลก ส่วนอีกคนเก็บทุกสิ่งไประบายผ่านเป็นหนังสือชื่อ ‘การข่มขืนฮาลาลหรือไม่’ ทั้งคู่ต้องการทนายเพื่อแก้ต่างว่าไม่ได้เป็น ‘เมีย ISIS’ ที่ตามผัวไปร่วมก่อการร้ายโดยสมัครใจ มิเช่นนั้น รัฐจะส่งตัวพวกเธอไปขังใน ‘ค่ายอิสลาม’ – ขั้วตรงข้ามของพวกเธอคือแฟนหนุ่มที่เอาเมียไปขายเมื่อถึงซีเรีย พวกผู้ชายหัวเก่าแถวบ้าน และพวกหัวรุนแรงที่ต้องการปิดปากเธอเพื่อศาสนา แต่สิ่งที่แพทย์หญิงกับทนายความต้องสู้กับพวกเธอ คือการเปิดกล่องแพนโดร่าแห่งความเจ็บปวด เพื่อให้ความจริงได้ทำงาน

Balloon

พูดได้ว่า เปมา เซเดน คือคนทำหนังชาวทิเบตที่โลกรู้จักมากที่สุดตอนนี้ ด้วยชีวิตของผู้คนบนดินแดนหลังคาโลกที่ไปไกลกว่าแค่เหล่าลามะนักบวช – Balloon หรือ Qiqiu เล่าถึงสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของครอบครัวชาวทิเบตในชนบท พวกเขามีลูกอยู่แล้วสามคน (เกินกว่าที่รัฐบาลจีนอนุญาต) ภรรยาต้องขอถุงยางฟรีจากคลินิกไว้ติดบ้านเสมอเพราะสามีมีความต้องการทางเพศสูง แล้วยังต้องเป็นเป้าโจมตีของเพื่อนบ้านที่เคร่งครัดศีลธรรมเรื่องบนเตียง เมื่อลูกแกะถุงยางไปเป่าลมเล่นเป็นลูกโป่ง (ในขณะที่สามีคอยอวดสมรรถภาพทางเพศกับบรรดาเพื่อนผู้ชายได้ตลอด) – หนังใช้โอกาสนี้สำรวจเรื่องเพศในสังคมที่ศาสนาและความเชื่อเป็นธงนำต่อไปอีก ด้วยดราม่าอันเงียบเชียบระหว่างครูหนุ่มแว่นหนากับแม่ชีผู้เป็นพี่สาวของภรรยากับความสัมพันธ์ต้องห้าม ก่อนจะถึงจุดพลิกผันใหญ่เมื่อเธอท้องลูกคนที่สี่อันเป็นผลจากวันที่ถุงยางคลินิกหมดบ้าน ด้วยสุขภาพและกฎหมายเธอควรเอาเด็กออก ทุกเหตุผลสนับสนุนทางเลือกนี้ แต่สามีกลับห้ามไว้ เพราะทั้งเขาและคนในหมู่บ้านต่างเชื่อสนิทใจว่าเด็กในท้องคือพ่อที่เพิ่งเสียชีวิตกลับชาติมาเกิด

 

Seberg
อเมริกันอันตราย

ผู้กำกับชาวออสเตรเลีย เบเนดิกต์ แอนดรูวส์ แจ้งเกิดด้วยหนังอินดี้ขนาดย่อมเรื่อง Una เมื่อปี 2016 ที่ขายการแสดงของ รูนีย์ มารา แบบเต็มที่ ก่อนจะจับโปรเจ็กต์ใหญ่ขึ้นด้วยหนังทริลเลอร์ชีวประวัติ Seberg ที่ได้ คริสเทน สตวร์ต มารับบทนักแสดงหญิงผู้เป็นไอคอนแห่ง French New Wave กับชีวิตของเธอในสหรัฐอเมริกา – จีน ซีเบิร์ก จบชีวิตก่อนวัยอันควรและชวนสงสัยในวัยเพียง 40 ปี ไม่นานหลังเหตุการณ์โกลาหลในเรื่องซึ่งทำลายสภาพจิตใจและหยุดเส้นทางในฮอลลีวูดของเธอ เมื่อความคิดเห็นทางการเมืองแบบ ‘ยุโรป’ ในช่วงที่โลกเต็มไปด้วยการประท้วงเรียกร้องสิทธิพลเมือง (ปี 1968) และความสัมพันธ์ของเธอกับ ฮาคีม จามาล แอ็กติวิสต์ระดับนำของกลุ่ม Black Panther ทำให้ FBI ใช้เธอเป็นทั้งเป้าหมายกับเครี่องมือเพื่อดิสเครดิตขบวนการ ทั้งด้วยการสะกดรอย, สอดแนม, ดักฟังโทรศัพท์ และสร้างเฟคนิวส์ ภายใต้โปรแกรม COINTELPRO ที่ดำเนินการโดยขาดความชอบธรรมทางกฎหมาย ซึ่งจะว่าไป อะไรเหล่านี้ก็เหมือนจะวนกลับมาเล่นซ้ำ หรือกระทั่งขยายใหญ่และมีวิธีการซับซ้อนขึ้นไปอีกในทศวรรษปัจจุบัน

American Skin

ในโมงยามที่ใครต่างก็ฟีเวอร์เรื่องคนผิวสีแบบ Black Panther กับ Moonlight และ BlacKkKlansman ได้ออสการ์บทดั้งเดิม แต่ Green Book ได้หนังยอดเยี่ยม ยากจะแน่ใจได้ว่าหนังที่ตะโกนเรียกร้องสิทธิอย่างแข็งกร้าวเช่น American Skin จะมีที่ทางแค่ไหน โดยเฉพาะเมื่อมันเป็นผลงานลำดับสองของ เนต ปาร์คเกอร์ ที่ถูกกรณีล่วงละเมิดทางเพศกลบฝังจนสนิท ในช่วงที่กระแสเรื่องสีผิวกำลังทะยานสูง และ The Birth of a Nation (2016) กำลังเป็นที่จับตา เช่นเดียวกับหนังทาสกบฏที่บดขยี้อารมณ์อย่างไม่ลดราวาศอก (ในระดับที่คนผิวขาวทุกคนชั่วช้าหมด) หนังเรื่องใหม่ของเขาก็ถูกวิจารณ์ในประเด็นนี้เช่นกัน (แต่ผู้ชมที่เวนิซกลับชื่นชอบส่งเสียงเชียร์) หนังเล่าชะตากรรมที่ปรากฏในหนังว่าด้วยคนผิวสีจำนวนมากก่อนหน้านี้ เมื่อเด็กชายผิวสีถูกตำรวจผิวขาวยิงตายขณะปฏิบัติหน้าที่ และไม่มีใครต้องรับโทษจากอาชญากรรมที่มีความคิดเหยียดเชื้อชาติและอำนาจทางกฎหมายเป็นแรงสนับสนุน เพื่อคลี่คลายความโกรธแค้นนี้ ความยุติธรรมทั้งหมดจึงเป็นหน้าที่ของบิดาผู้สูญเสีย ทหารผ่านศึกอิรักผู้มีชื่อที่สื่อความหมายชัดเจนที่สุดในโลกอย่าง ลินคอล์น เจฟเฟอร์สัน

 

Joker
อยากดู เดี๋ยวได้ดู …ในโรงหนัง

ช่วงนี้ใครได้เข้าโรงหนังบ่อยๆ คงได้เห็นตัวอย่างของ ‘ผู้ชนะ’ อย่าง Joker กับ Ad Astra ในฐานะหนังฮอลลีวูดฟอร์มยักษ์มากกว่าหนังลุ้นรางวัลสิงโตทองคำ ซึ่งปกติคอหนังแทบต้องนับเดือนนับปีรอ ต่างจากปัจจุบันที่เวนิซได้กลายเป็นสถานที่เปิดตัวหนังที่หวังลุ้นออสการ์อย่างเต็มตัว (แบบเดียวกับโตรอนโต, นิวยอร์ค, เทลลูไรด์ในอเมริกาเหนือ)

Joker คือก้าวสำคัญของท็อดด์ ฟิลลิปส์ ผู้สร้างชื่อจากหนังคอมิดี้สติหลุดมาเกือบ 20 ปี และดูเหมือนว่าความคาดหวังสูงลิบลิ่ว (หลัง ฮีธ เลดเจอร์ เปลี่ยนภาพจำของโจ๊คเกอร์ไปตลอดกาล) จะได้รับการตอบสนองหมดจดด้วยการแสดงของฮัวคิน ฟีนิกซ์ที่จมดิ่งไปจนสุดทาง – ไม่เคยมีต้นฉบับใดอธิบายกำเนิดของโจ๊คเกอร์ไว้ชัดเจน สิ่งที่เราจะได้เห็นคือวิสัยทัศน์ของฟิลลิปส์กับ สก็อตต์ ซิลเวอร์ ผู้ร่วมเขียนบท ที่มุ่งสำรวจสะท้อนจิตใจบิดเบี้ยวผิดรูปให้เป็นรูปธรรม โดยทั้งคู่มีภาพในหัวคือหนังอเมริกันทศวรรษ 1970 ซึ่งเพียบไปด้วยหนังศึกษาตัวละคร (character study) ที่ได้รับการยกย่องเป็นชั้นครู (การแคสต์ โรเบิร์ต เดอ นีโร แห่ง Taxi Driver มารับบทสำคัญที่สะเทือนชีวิตของโจ๊คเกอร์ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญ) และไม่มาก-ไม่น้อย ถึงเวลาคืนชีพมาแว้งกัดความวิปลาสของสังคมอเมริกันปัจจุบันซึ่งคนในจำนวนมากคงรู้สึกไม่ต่างอะไรกับการอยู่ใน Gotham City หรือกระทั่ง Arkham State Hospital

Ad Astra

Ad Astra น่าจะเป็นหนังที่ทำให้ฮอลลีวูดเริ่มจำชื่อ เจมส์ เกรย์ ได้เสียที (ฝั่งอเมริกันไม่เคยเหลียวแลสนใจ แม้หนังของเขาจะเป็นขาประจำเมืองคานส์ในช่วงทศวรรษ 2000) เพราะไม่ใช่แค่เป็นหนังอวกาศ แต่ยังอยู่ใต้ร่มชายคา Plan B ที่มีประวัติด้านรางวัลดีเยี่ยมในช่วงหลายปีหลัง – ภายใต้การคลี่คลายดราม่าความสัมพันธ์พ่อลูก (แบรด พิตต์ กับ ทอมมี ลี โจนส์) ซึ่งฝ่ายแรกได้สาบสูญไปพร้อมภารกิจเมื่อหลายทศวรรษก่อน และอาจมีส่วนรับผิดชอบต่อความลับที่อาจกระทบทั้งระบบสุริยจักรวาล หนังอาจไม่ถึงกับให้ความรู้สึกสดใหม่เต็มร้อย (โดยเฉพาะเมื่อคุณมาทีหลัง Gravity, Interstellar หรือ First Man) แต่เสียงวิจารณ์ที่น่าสนใจ นอกจากการแสดงของพิตต์ที่เล่นกับภาพจำของฮีโร่อวกาศแบบอเมริกัน คืองานภาพที่ชวนให้หวนรำลึกถึง 2001: A Space Odyssey ของ สแตนลีย์ คูบริค ไปพร้อมๆ กับจังหวะเดินเรื่องที่เนิบช้านิ่งงันในลักษณะเดียวกับ Solaris ของ อันเดร ทาร์คอฟสกี

The Truth

และเพราะฐานแฟนอันแน่นหนาของ ฮิโรคาสุ โคเระเอดะ ในไทย หนังฝรั่งเศสของเขาเรื่อง The Truth จึงมีคิวเข้าฉายเรียบร้อยแล้ว แกนหลักของหนังยังคงเป็นคำถามถึงนิยามและความหมายที่แท้จริงของครอบครัว ต่างจากห้องเช่ารูหนูใน Nobody Knows (2004) และบ้านเล็กของคนยากใน Shoplifters (2018) คราวนี้เขาเลือกสำรวจความสัมพันธ์ในชาโตของดาวค้างฟ้าชาวฝรั่งเศส (แคเธอรีน เดอเนิฟ) ผู้เลือก ‘เป็นแม่กับเพื่อนที่ย่ำแย่ เพื่อเป็นนักแสดงที่ยอดเยี่ยม’ ในวันที่ความจริงเริ่มเผยตัว เมื่อลูกสาวมือเขียนบท (จูเลียตต์ บิโนช) กับสามีและลูกบินมาหา หลังจากแม่ตีพิมพ์หนังสือบันทึกความทรงจำที่พรรณนาถึงความรักของแม่ที่เธอไม่เคยรู้สึก – “ครอบครัวดำรงอยู่ได้ด้วยความจริงหรือคำลวง?” คือคำถามสำคัญของเรื่องนี้ แต่ต่างจากเมื่อครั้งทำหนังญี่ปุ่นที่สลายตัวตนนักแสดงสู่ความสามัญ ความเป็นซูเปอร์สตาร์ของเดอเนิฟถูกใช้อย่างเต็มที่ ทั้งในฐานะจดหมายรักจากคนทำหนังต่างแดน และการเสียดสีตนเองอย่างแพรวพราว

 

Marriage Story
อยากดู เดี๋ยวได้ดู …ใน Netflix

ในขณะที่คานส์ยังแข็งกร้าวกับ Netflix การวางตัวเป็นแพล็ตฟอร์มทรงเกียรติที่เปิดรับหนังสตรีมมิ่งก็ช่วยให้เวนิซไม่จมหายในกระแสการแข่งขันช่วงไตรมาสสุดท้าย (โปรดดูความสำเร็จของ Roma) และเมื่อดีเบตเรื่องหนังฉายโรงกับสตรีมมิ่งเริ่มจุดติดในฮอลลีวูด Netflix จึงเริ่มเดินเกมสายหนังรางวัลเข้มข้นขึ้น (โปรเจ็กต์ที่ปั้นไว้เป็นเบอร์หนึ่งคือ The Irishman ของ มาร์ติน สกอร์เซซี ซึ่งจะเวิลด์พรีเมียร์ที่เทศกาลหนังนิวยอร์คปลายเดือนกันยา) โดยในปี 2019 ที่เวนิซ มีหนัง Netflix ไฮโปรไฟล์ฉายพร้อมกันถึงสามเรื่อง และสองในนั้นอยู่ในสายประกวดรางวัลสิงโตทองคำ

Marriage Story คือหนัง Netflix เรื่องที่สองของ โนอาห์ บอมบาค (ถัดจาก The Meyerowitz Stories [New and Selected] ที่เข้าชิงปาล์มทองคำก่อนคานส์จะออกกฎใหม่) ซึ่งได้รับอิทธิพลเต็มๆ จากหนังขมขื่นคลาสสิกอย่าง Scenes from a Marriage ของ อิงมาร์ เบิร์กแมน และเริ่มได้รับการคาดหมายว่าจะประสบความสำเร็จในเวทีรางวัลเช่นเดียวกับ Kramer vs. Kramer ที่มุ่งสำรวจจิตวิทยา ความสัมพันธ์ และความหมายของชีวิตสมรสผ่านการหย่าร้างเลิกรา – สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ต่างออกไป นอกจากตัวละครที่ไม่ได้ถูกเขียนขึ้นด้วยภาพจำซ้ำซากของเพศชายกับเพศหญิง ก็คืออารมณ์ขันที่เป็นเอกลักษณ์ของบอมบาคที่ทำได้ดีเสมอกับแง่มุมแปลกประหลาดของมนุษย์ กลับยิ่งช่วยเน้นความขมขื่นของครอบครัวและความรักที่กำลังพังลงให้เด่นชัดเจ็บปวด เสริมแรงด้วยการแสดงของ อดัม ไดรเวอร์ และ สการ์เล็ตต์ โจฮันส์สัน ที่กำลังอยู่ในกระบวนการหย่าร้างครั้งใหม่ระหว่างการถ่ายทำด้วยพอดี

The Laundromat

The Laundromat ของ สตีเวน โซเดอร์เบิร์กห์ (หนัง Netflix อีกเรื่องของเขา ถัดจาก High Flying Bird) คือหนังตลกร้ายที่เป็นเสมือนนิยายจารกรรมอย่างไตรภาค Ocean’s และ Erin Brockovich (2000) ที่เล่าเรื่องหญิงชาวบ้านผู้ลุกขึ้นสู่กับเครือข่ายอำนาจอยุติธรรม โดยเรื่องนี้มี เมอรีล สตรีป เป็นหญิงวัยเกษียณที่กำลังพักร้อน ก่อนประสบเหตุเรือล่มที่ทำให้สามีตาย และกลเกมทางการเงินที่ทำให้อพาร์ตเมนต์ซึ่งควรตกเป็นของเธอต้องอันตรธานไป ความเศร้า, ความช็อค และความไม่เข้าใจผลักให้เธอพยายามหาความจริงเพื่อทวงสิทธิพึงมีพึงได้ ก่อนที่จะดิ่งลึกลงไปเรื่อยๆ ในวังวนของหมายเลขตู้ไปรษณีย์ในหมู่เกาะแคริบเบียน และนำไปสู่เหตุฉาวเมื่อปี 2015 เมื่อเอกสารธุรกรรมลับในนาม Panama Papers ถูกเปิดโปงให้คนทั้งโลกได้รับรู้ – แกรี โอลด์แมน และ อันโตนีโอ แบนเดอรัส รับบทหลุดโลกเป็นสองหัวหอกจอมเจ้าเล่ห์แห่งปานามา

The King

อีกเรื่องที่เปิดตัวในเวนิซนอกสายประกวดคือ The King หนังพีเรียดของ เดวิด ไมช็อด ผู้กำกับชาวออสเตรเลียที่แจ้งเกิดจากความเยียบเย็นของ Animal Kingdom กับ The Rover (และ War Machine กับ Netflix) ซึ่งมี ทิโมธี ชาลาเมต์ เถลิงบัลลังก์ในบท พระเจ้าเฮนรี่ที่ 5 ในช่วงวัยรุ่น ที่ชีวิตสำมะเลเทเมาต้องเปลี่ยนไปอย่างฉับพลันหลังพระบิดาสวรรคต และต้องปกครองบ้านเมืองในยุคกลางที่เต็มไปด้วยเกมการเมืองในพระราชวังกับศึกสงครามรอบทิศ – ถึงไมช็อดจะบอกว่าไม่เคยคิดทำหนังย้อนยุคสวมเกราะถือดาบมาก่อน แต่ความดิบเถื่อนและกลิ่นอายของความตายที่ฉุนอยู่รอบตัวละคร ก็คือจุดเด่นที่ผู้ชมจดจำได้จากหนังยาวสองเรื่องแรกของเขา และยิ่งเข้มข้นขึ้นเมื่อเรื่องราวเกิดขึ้นในยุคที่กลิ่นของความตายยังสัมผัสได้จริง

 

No.7 Cherry Lane
หน่วยหนังไทยที่เวนิซ 2019

ถึงปีนี้จะไม่มีหนังไทยได้รับคัดเลือกเลยแม้แต่เรื่องเดียว แต่ในเทศกาลประจำปี 2019 ก็มีหนังเอเชียถึง 2 เรื่องที่ปรากฏชื่อบุคลากรด้านภาพยนตร์ชาวไทยในตำแหน่งสำคัญ

นอกจากจะเป็นหนังยาวเรื่องแรกในรอบสิบปีของ ยอนฟาน (ผู้กำกับหนังเควียร์คลาสสิก Bugis Street กับ Bishonen) No.7 Cherry Lane ซึ่งเข้ารอบสายประกวดรางวัลสิงโตทองคำ ยังเป็นแอนิเมชั่นขนาดยาวเรื่องแรกของเขาด้วย โดยหนังเล่าความสัมพันธ์ระหว่างนักศึกษาหนุ่มที่มีใจให้แม่เลี้ยงเดี่ยวและลูกสาวชาวไต้หวันที่หนีภัยเผด็จการยุค White Terror มาอยู่ฮ่องกง ผ่านประสบการณ์แสนวิเศษที่เป็นภาพสะท้อนของศิลปะภาพยนตร์ และช่วงเวลาผันผวนที่ผลักดันให้ฮ่องกงมุ่งหน้าสู่เหตุการณ์จลาจลครั้งสำคัญในปี 1967 เพื่อต่อต้านอำนาจการปกครองของรัฐบาลอังกฤษ (เข้ากับการชุมนุมประท้วงเพื่อต่อต้านอำนาจจีนแผ่นดินใหญ่ในตอนนี้ตอนนี้ที่เป็นเหมือนด้านกลับกันพอดี)

ยอนฟานไม่เพียงกำกับและเขียนบท แต่ยังทำดนตรีประกอบให้จดหมายรักถึงฮ่องกงและศิลปะภาพยนตร์ฉบับนี้ด้วยตัวเอง ร่วมกับ ยูยัตยู ผู้เคยเข้าชิง Hong Kong Film Awards มาแล้วสองหน กับอีกสองคอมโพสเซอร์ชาวไทยรุ่นใหม่ที่จบการศึกษาด้านดนตรีประกอบโดยตรงคือ ฟิลชัพวิชญ์ เต็มนิธิกุล เจ้าของรางวัลดนตรีประกอบยอดเยี่ยมหลากเวทีจาก ‘อนธการ’ กับ ‘มะลิลา’ และ แบรด – ภาสุร ชานวิทิตกุล ซึ่งใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในฮ่องกงและมีผลงานดนตรีหลากรูปแบบมาแล้วระยะหนึ่ง (ก่อนหน้านี้ เขาทำหน้าที่ Technical Assistant ให้สารคดี Hope Frozen ที่ชัพวิชญ์เป็นคอมโพสเซอร์)

Only the Mountain Remains

กวาดสายตาไปที่สายประกวดรอง Venice Virtual Reality (สำหรับหนัง VR ซึ่งแยกประกวดเป็นสองกลุ่มคือ Interactive และ Linear หรือหนังเล่าเรื่อง) ในเซ็กชั่นหนังเล่าเรื่อง เอิงเอย – ประภามณฑล เอี่ยมจันทร์ และ ดุ่ย – วิษณุ ลิขิตสถาพร (แห่งวง Youth Brush) ซึ่งเคยร่วมจอกันมาแล้วใน ‘โรงแรมต่างดาว’ หรือ Motel Mist ก็ได้ร่วมแสดงในหนังสั้น Only the Mountain Remains ของ เหวยเลี่ยงเจียง คนทำหนังชาวสิงคโปร์ที่ปักหลักสร้างผลงานอยู่ที่ไต้หวัน และมุ่งมั่นเล่าเรื่องของชาวอาเซียนพลัดถิ่นในแง่มุมต่างๆ (ก่อนหน้านี้เขาเคยทำหนังสั้นเรื่องคนเวียดนาม, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์ และเมียนมาร์ ไปแล้วอย่างละเรื่อง)

ประภามณฑลรับบทนำเป็นหญิงไทยท้องแก่เข้าเมืองผิดกฎหมาย ที่เดินทางไกลออกตามหาสามีที่หายตัวไปในพื้นที่เทือกเขาในภาคกลางของไต้หวันโดยมีเพื่อนชาวอินโดนีเซียคอยช่วยเหลือ ก่อนทุกอย่างจะผิดแผนเมื่อตำรวจปรากฏตัว และหมอกหนาเริ่มปกคลุมพื้นที่จนความจริงความฝันปะปนเลอะเลือน