การกำกับ บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ วารินชำราบ หนังอีสาน หนังเด็ก หนังไทย หนังไทย 2562 อุบลราชธานี ฮักบี้ บ้านบาก

บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ : กำกับเด็กยังไงให้เป็นเด็ก

Home / Bioscope focus / บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ : กำกับเด็กยังไงให้เป็นเด็ก

โดย นคร โพธิ์ไพโรจน์ บรรณาธิการฝ่ายหนังไทย BIOSCOPE

 

ว่ากันว่า ‘การกำกับเด็ก’ คืองานหินที่สุดงานหนึ่งของผู้กำกับ เพราะความไร้เดียงสานั้นง่ายในการที่จะถูกปรุงแต่งจนเกินพอดี อีกทั้งยังยากจะควบคุมตามธรรมชาติความเป็นเด็กที่พร้อมจะกระเจิดกระเจิงได้เสมอ ดังนั้น หนังเรื่องใดก็ตามที่สามารถ ‘เอาเด็กอยู่’ นั่นคือปลดปล่อยให้น้องโลดแล่นไปตามความเป็นเด็ก ทว่าก็ยังดำเนินไปตามบทได้สำเร็จ ร้อยทั้งร้อยมักได้ใจผู้ชมไปอย่างง่ายดาย ยกตัวอย่างเช่น The Florida Project กับ ‘แฟนฉัน’ ทั้งสองเรื่องมีเด็กเป็นศูนย์กลาง พวกเขาและเธอโลดแล่นบนจอราวกับอยู่ในสนามเด็กเล่นอันคุ้นเคยที่พร้อมฟาดผู้ชมด้วยเรื่องราวสุดสะเทือนใจเมื่อถึงเวลา …ในที่นี้เราควรนับ ‘ฮักบี้ บ้านบาก’ เข้าไปในทำเนียบหนังกำกับเด็กได้ยอดเยี่ยมอีกเรื่องหนึ่ง

‘ฮักบี้ บ้านบาก’ เป็นผลงานการกำกับของ บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ เล่าเรื่องการต่อสู้ของทีมรักบี้โรงเรียนบ้านบาก โรงเรียนเล็กๆ ใน อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ที่เริ่มต้นจากศูนย์ คือไม่แม้แต่จะได้รู้จักกีฬารักบี้มาก่อน แต่ต้องจับพลัดจับผลูไปแข่งระดับประเทศ พวกเขาเลยต้องซ้อมกับแบบงูๆ ปลาๆ เท่าที่ปัจจัยอันน้อยนิดจะเอื้ออำนวย จนกระทั่งเดินทางมาคว้าแชมป์ในกรุงเทพฯ กลายเป็นเรื่องฮือฮาระดับประเทศไปในที่สุด

หนังสร้างมาจากเรื่องจริงของทีมรักบี้บ้านบากวัย 13 ปีที่เอาชนะใจผู้ชมด้วยกลุ่มนักแสดงรุ่นเด็กกับการแสดงอันเป็นธรรมชาติตามวัย ประกอบกับเรื่องราวความบากบั่นภายใต้ข้อจำกัดสุดท้าทายของพวกเขา ซึ่งความน่าตกตะลึงคือนักแสดงเด็กกลุ่มนี้คือนักกีฬารักบี้ทีมบ้านบากจริงๆ รวมถึงนักแสดงเด็กฝ่ายหญิงก็เป็นนักเรียนในโรงเรียนบ้านบากนั่นแหละ

บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์

เดิมทีบิณฑ์ไม่ได้มีความคิดจะใช้เด็กนักกีฬาตัวจริงมาเล่นหนัง  แต่หลังจากพาตัวเองไปคลุกคลีกับทีมแล้วก็พบว่าชวนพวกเขามาเล่นเองน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด “เนื่องจากพวกเขาไม่ใช่นักแสดง ไม่เคยผ่านกล้องมาก่อน ก็เลยไม่ค่อยกล้าแสดงออก วันแรกที่ผมเข้าไปแนะนำตัวว่าเป็นใคร น้องๆ ยังไม่กล้าแสดงตัวตนออกมาเลย” สิ่งที่ทำให้บิณฑ์เปลี่ยนใจมาใช้ตัวจริงเล่นก็คือหนังต้องการทักษะการเล่นกีฬารักบี้จากนักแสดง ซึ่งจากช่วงวัยเท่านี้อาจต้องเลือกคนที่มีประสบการณ์การเล่นรักบี้อยู่แล้ว เพราะต้องใช้เวลาในการฝึกฝนอีกยาวนาน เพราะฉะนั้น งานยากลำดับถัดไปของบิณฑ์ก็คือการทำให้นักกีฬากลายเป็นนักแสดงให้เร็วที่สุด

“เราต้องรู้พื้นฐานเขาให้ได้ว่าใครมีธรรมชาติเป็นยังไง เริ่มจากหารางวัลมาให้เขา โดนัทบ้าง ขนมบ้าง บรรยากาศมันก็เริ่มสนุก เขาก็เริ่มจะเปิดใจกับเรามากขึ้น” สิ่งที่บิณฑ์พยายามทำนี้คือการกระตุ้นให้เด็กๆ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ชีวิตขณะใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านบาก เพื่อเก็บเกี่ยวมันมาใส่ในบทหนัง ควบคู่ไปกับการจับสังเกตว่าเด็กคนไหนที่มีเสน่ห์และมีแววพอจะรับบทเด่นได้ เพื่อกระจายความสำคัญบนจอหนัง และเมื่อละลายพฤติกรรมแล้วจึงส่งมอบหน้าที่ให้ครูสอนการแสดงรับช่วงต่อ “ตอนแรกผมกะไว้ว่าน่าจะใช้เวลาฝึกการแสดงสัก 1-2 เดือน แต่ด้วยความที่เขาสนิทสนมกันอยู่ก่อนแล้ว เล่นกันมา ซ้อมกันมา ทำให้ถึงเวลาจริงเราใช้เวลาฝึกการแสดงแค่ 2 อาทิตย์เอง”

ผลจากการคัดเลือกนักแสดง ควบคู่ไปกับการเขียนบท ทำให้หนังสามารถสะท้อนความเป็นอยู่อันยากลำบากของคนอีสานชายขอบ โดยเฉพาะการเข้าถึง ‘โอกาส’ บิณฑ์เล่าว่า “เชื่อมั้ยว่าตอนที่กรุงเทพฯ โทรมาชวนทีมบ้านบากไปแข่งขัน พวกเขามีสองคำตอบในใจ คือ ‘ไม่ไป’ กับ ‘ไม่อยากไป’ เพราะเหตุผลเดียวเลยว่าไม่มีเงิน แต่สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะไม่ทิ้งโอกาสนั้น ทำทุกวิถีทางที่จะได้เดินทางไปพิสูจน์ตัวเอง จนในที่สุดก็ประสบความสำเร็จ ถามว่าถ้าวันนั้นเขาเลือกคำตอบใดคำตอบหนึ่ง ก็ไม่มีหนัง ‘ฮักบี้ บ้านบาก’ หรอก

“โอกาสมันไม่ได้มีไว้ให้สำหรับทุกคน เมื่อมีคนหยิบยื่นมาก็จงคว้าเอาไว้ และทำมันให้ดีที่สุด”