Aguirre the Wrath of God Burden of Dreams Fitzcarraldo Grizzly Man Heart of Glass Jack Reacher Klaus Kinski La Soufrière My Best Friend Werner Herzog

ครึ่งร้อยปีแห่งความบ้าคลั่ง : ย้อนรอยวีรกรรมคนทำหนังบ้าพลังของ แวร์เนอร์ แฮร์โซก

Home / Bioscope focus / ครึ่งร้อยปีแห่งความบ้าคลั่ง : ย้อนรอยวีรกรรมคนทำหนังบ้าพลังของ แวร์เนอร์ แฮร์โซก

ในวัย 77 ปี แวร์เนอร์ แฮร์โซก คือคนทำหนังแถวหน้าของโลกในสาย New German Cinema ที่ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแค่จากตัวผลงาน-ที่แม้จะออกมา ‘สุดโต่ง’ ทว่าก็ยังทรงคุณค่าอย่างยิ่งยวดสำหรับประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ เช่น Aguirre, the Wrath of God (1972), Nosferatu the Vampyre (1979), Fitzcarraldo (1982), My Best Fiend (1999) และ Grizzly Man (2005)-เท่านั้น …หากแต่ลักษณะนิสัยอันมุทะลุดุดันเฉพาะตัวของเขาเอง ก็ยังถูกกล่าวขวัญถึงอย่างหนาหู

แฮร์โซกระหว่างโปรโมต Grizzly Man

คนทำหนังชาวเยอรมันนายนี้เคยทำพฤติกรรม ‘บ้าบอ’ มาหมดแล้วทุกสิ่งอย่าง (เช่น เคยใช้เวลาสามเดือนเดินเท้าจากมิวนิกไปปารีสเพื่อเยี่ยมนักวิจารณ์หญิงรุ่นใหญ่ที่กำลังป่วยใกล้ตาย และเคยยอม ‘กิน’ รองเท้าต่อหน้าสาธารณชน-หลังแพ้พนันว่าผู้กำกับคนนึงจะทำหนังไม่เสร็จ!) โดยเฉพาะสารพัดไอเดียและวีรกรรมระห่ำห้าวในกองถ่ายหนัง (เช่น ขนเรือหนักกว่า 300 ตันขึ้นภูเขาเพื่อถ่ายหนัง!!!) ซึ่งเราคิดว่าคงมีน้อยคนนักที่จะสามารถเทียบเคียงกับชายผู้นี้ได้ ทั้งในแง่ของจำนวนครั้งและความหนักหนา …เหล่านี้จึงคือตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ ท่ามกลางพายุแห่งความบ้าคลั่งตลอดระยะเวลาครึ่งร้อยปีของแฮร์โซกในวงการภาพยนตร์!

 

Fitzcarraldo
เคยขนเรือหนักกว่า 300 ตันขึ้นภูเขาเพื่อถ่ายหนัง!

วีรกรรมที่โด่งดังที่สุดของแฮร์โซกคงหนีไม่พ้นไอเดียสุดบรรเจิดในการถ่ายทำหนังเรื่อง Fitzcarraldo ในช่วงต้นยุค 80 เมื่อเรื่องราวของหนังว่าด้วยชายผู้ต้องการขนเรือสำราญขนาดยักษ์ข้ามเขาสูงในแอมะซอนเพื่อสร้างโรงละครโอเปร่ากลางป่า (!?) ประกับการที่แฮร์โซกเป็นคนทำหนังผู้ต้องการความสมจริงมากกว่าจะใช้วิธีถ่ายทำที่ง่ายกว่าในสตูดิโอหรือสเปเชียลเอฟเฟ็กต์ส เหล่าทีมงานหลายชีวิตจึงต้องกระเสือกกระสนขนเอาเรือขนาดกว่า 300 ตัน (หรือก็คือ 300,000 กิโลกรัม!!!) ขึ้นฝั่งแล้วลากไปยังภูเขาในโลเคชั่นที่เปรูอย่างทุลักทุเล (…ทั้งๆ ที่ในบทตั้งต้นระบุว่าเป็นเรือขนาดเพียง 30 ต้นเท่านั้น) จนทำให้ทีมงานและนักแสดงประกอบถึงกับออกปากว่า นี่คือประสบการณ์การทำหนังที่ทรมานสุดๆ เพราะการถ่อเข้าไปถ่ายหนังในป่าและทำอะไรเกินเหตุเช่นนั้น ส่งผลให้พวกเขาต้องประสบเคราะห์ร้ายกันไปแบบต่างกรรมต่างวาระ ตั้งแต่มือแหก โดนงูกัด เท้าขาด ไปจนถึงขั้นเสียชีวิต! – ซึ่งวีรกรรมบ้าพลังครั้งนี้ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นสารคดีอย่าง Burden of Dreams (1982, เลส แบล็งค์) ที่ดูเหมือนจะได้รับความสนใจมากกว่าตัวหนังจริงๆ เองเสียอีก

 

แฮร์โซก (คนแบกกล้อง) ใน La Soufrière
เคยบุกไปถ่ายภูเขาไฟที่กำลังจะปะทุ!

ย้อนกลับไปก่อนหน้าที่แฮร์โซกจะบ้าขนเรือขึ้นเขานั้น ในปี 1977 ขณะที่ภูเขาซูฟรีแยร์บนเกาะกวดลูปของฝรั่งเศสกำลังจะปะทุ ทันทีที่เขาเคยได้ยินว่ามีชายคนหนึ่งที่ไม่ยอมอพยพหนีไปเหมือนใครคนอื่น เขาก็ตัดสินใจออกเดินทางไปสัมภาษณ์ชายผู้นี้เพื่อสร้างเป็นสารคดีทันที และแม้ว่าเมื่อไปถึงที่ เขาจะพบว่าทั้งเมืองได้ร้างไร้ผู้คนไปเรียบร้อยแล้ว แต่เขาก็ยังคงเดินหน้าบันทึกภาพบรรยากาศบนเกาะ-จากสัญญาณไฟจราจรบนถนนที่ปราศจากรถรา, แก๊งสุนัขที่ถูกทิ้งขว้าง ไปจนถึงขยะกองพะเนิน-อยู่ดี จนสุดท้าย ดูเหมือนว่าแฮร์โซกจะยังพอมีโชคเหลืออยู่บ้าง เพราะเขามีโอกาสได้สัมภาษณ์คนที่ยังหลบซ่อนอยู่ที่นั่นอีกสองสามคน ก่อนเดินดุ่มเข้าไปในเขตภูเขาไฟอันตราย…เพื่อพบว่ามันยังไม่มีทีท่าว่าจะปะทุจริงๆ สักที (อ้าว!) – ซึ่งความบ้าบอทั้งหมดนี้ได้กลายมาเป็นสารคดีสั้นอย่าง La Soufrière (1977) และต่อยอดไปสู่การส่องโลกระอุของลาวาผ่านสารคดีขนาดยาวอย่าง Into the Inferno (2016) ในท้ายที่สุด (ซึ่งบ้าบอพอๆ กับการที่เขาพาตากล้องไปมุดถ่ายภาพใต้แผ่นดินน้ำแข็งที่แอนตาร์กติกาโดยปราศจากอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยใต้อุณหภูมิติดลบที่เหมาะสมใน Encounters at the End of the World เมื่อปี 2007 นั่นแหละ)

 

เคยสะกดจิตหมู่นักแสดงเพื่อสร้างบรรยากาศสุดบ้าคลั่ง!

ย้อนกลับไปอีกในปี 1976 แฮร์โซกยังเคยทดลอง ‘สะกดจิต’ นักแสดงเกือบทั้งหมด-ยกเว้นนักแสดงนำ-ของหนังดราม่าย้อนยุคอย่าง Heart of Glass ของเขาเอง โดยอ้างว่ามันเป็นการเข้าถึงจิตใจเบื้องลึกของนักแสดงเพื่อให้พวกเขาได้มี ‘มุมมองใหม่ๆ’ ในการเป็นตัวละครมากขึ้น จนสามารถสื่อสารถึง ‘ความบ้าคลั่งแบบหมู่คณะ’ ตามที่โทนของหนังเรียกร้องได้ ซึ่ง โรเจอร์ อีเบิร์ต นักวิจารณ์ชื่อดังผู้ล่วงลับเคยกล่าวถึงประสบการณ์สุดพิสดารในการดู ‘นักแสดงที่เล่นหนังได้ตายซากเหมือนซอมบี้’ ในหนังเรื่องนี้เอาไว้ว่า “…มันเหมือนกับแฮร์โซกสะกดจิตพวกเขาและสั่งว่าต้องพูดอะไรออกมาเฉยๆ เหมือนแฮร์โซกกำลัง ‘แสดง’ ผ่านคนเหล่านี้ โดยเคลื่อนย้ายความเป็นปัจเจกออกไปจากการแสดงของทุกคน เอาความตระหนักรู้ต่างๆ ออกไปจนหมดสิ้น ทำให้พวกเขาดูเหมือนไม่ใช่ ‘ตัวละคร’ อีกต่อไป” …เอ่อ

 

แฮร์โซก (ซ้าย) และคินสกี (ขวา)
เคยขู่จะยิงนักแสดงให้ตายคากองถ่าย!

ทว่าความบ้าบอเกี่ยวกับ ‘นักแสดง’ ที่กินเวลายาวนานที่สุดของแฮร์โซก ก็คือความสัมพันธ์แบบทั้งรักทั้งชัง(ซึ่งน่าจะเป็นอย่างหลังมากกว่า)ระหว่างตัวเขากับ เคลาส์ คินสกี -นักแสดงคู่กรรมของเขา- ตลอดสองทศวรรษระหว่างการสร้างหนังจำนวน 5 เรื่อง นับจาก Aguirre, the Wrath of God; Nosferatu the Vampyre; Woyzeck (1979); Fitzcarraldo มาจนถึง Cobra Verde (1987) โดยแฮร์โซกเคยเล่าในสารคดี My Best Friend -ที่พูดถึงความสัมพันธ์อันบ้าบอเหลือเชื่อของพวกเขา- ว่า เพราะความกักขฬะและเย่อหยิ่งในระหว่างการทำงานของคินสกี เคยทำให้เขาหัวร้อนถึงขั้นอยากเผาบ้านนักแสดงหนุ่มให้วอดวายมาแล้ว ทั้งยังเคยขู่จะยิงคินสกีให้ตายดับคากองถ่าย-หากยังเล่นไม่ได้และเอาแต่เดินหนีจากกองไปเฉยๆ อยู่แบบนี้-ตั้งแต่ครั้งแรกที่ร่วมงานกันเลยด้วยซ้ำ “เรารักและผูกพันกันมากครับ แต่เราทั้งคู่ก็เคยวางแผนฆ่ากันให้ตายห่ามาแล้ว” แฮร์โซกกล่าวหน้าตาเฉย “เคลาส์อาจเป็นหนึ่งในสุดยอดนักแสดงแห่งศตวรรษก็จริง แต่แม่งก็ยังเป็นทั้งไอ้ตัวประหลาดและตัวเชื้อโรคน่าขยะแขยงด้วยเหมือนกัน เพราะทุกๆ วันในกองถ่าย ผมต้องหาวิธีทำให้ไอ้สัตว์ตัวนี้มันเชื่องลงอยู่ตลอดเวลา!”

 

แฮร์โซกใน Jack Reacher
เคยแย่งซีน ทอม ครูส ในฐานะนักแสดงสมทบ!

แม้จะเป็นวีรกรรมที่ชวนช็อคน้อยกว่าบรรดากรณีก่อนหน้า ทว่าการที่เราได้เห็นแฮร์โซกปรากฏตัวบนจอหนังในฐานะของ ‘นักแสดง’ ก็อาจเป็นเรื่องทำให้ผู้ชมขวัญผวาได้ไม้แพ้กัน โดยเขาเคยโผล่มาให้คนดูได้ ‘หลอนจิต’ ตั้งแต่ในหนังฮอลลีวูดชื่อดัง What Dreams May Come (1998, วินเซ็นต์ วอร์ด) มาจนถึงในหนังอินดี้ Julien Donkey-Boy (1999, ฮาร์โมนี โครีน) – ซึ่งการแสดงที่คนทั่วไปอาจจดจำเขาได้มากที่สุด ก็เห็นจะเป็นการออกมาแย่งซีนพระเอก ทอม ครูส ในหนังแอ็กชั่นอย่าง Jack Reacher (2012, คริสโตเฟอร์ แม็กควอร์รี) ด้วยบทวายร้ายเชื้อสายโซเวียตนาม เดอะ เซ็ก ที่มีบทพูดร่ายยาวเล่าถึงอดีตของตนว่าเคย ‘เคี้ยวนิ้วมือตัวเอง’ เพื่อให้รอดพ้นจากความหนาวเย็นอันโหดร้ายในคุกมาแล้ว (กรี๊ด!!!) “ผมเป็นคนเดียวที่น่ากลัวจริงๆ ในหนังเรื่องนั้นเลยนะโว้ย” แฮร์โซกคุยโว