5 Centimeters Per Second Makoto Shinkai Radwimps She and Her Cat The Garden of Words Voices of a Distant Star Weathering With You Your Name หนังญี่ปุ่น อนิเมะ แอนิเมชั่น

หลง เหงา รัก ไปกับ มาโกโตะ ชินไก : ชายผู้สร้างปรากฏการณ์อนิเมะจาก Your Name และ Weathering With You

Home / Bioscope focus / หลง เหงา รัก ไปกับ มาโกโตะ ชินไก : ชายผู้สร้างปรากฏการณ์อนิเมะจาก Your Name และ Weathering With You

โดย พัทธดนย์ สิริอมราพร

(ตัดทอนและปรับปรุงจากบทความคอลัมน์ Filmmaker ในนิตยสารไบโอสโคป ฉบับ 177)

 

หากเราเปรียบ ฮายาโอะ มิยาซากิ, อิซาโอะ ทากาฮาตะ, คัตสึฮิโร โอโตโมะ, ซาโตชิ คง และ มาโมรุ โอชิอิ เป็นเสมือนนักร้องรุ่นเก๋าที่ไม่ว่าจะผ่านไปสักกี่ปี ก็ยังคงมีแฟนๆ เฝ้าคอยติดตามผลงานอยู่อย่างไม่เสื่อมคลาย …มาโกโตะ ชินไก ก็คงจะเป็นนักร้องรุ่นหลังที่แม้จะไม่มากประสบการณ์เท่า แต่ก็เปี่ยมล้นด้วยพรสวรรค์เฉพาะตัวจนส่งให้เขา ‘มาแรง’ จนเกือบแซงหน้าบรรดารุ่นพี่ที่อาบน้ำร้อนมาก่อน

ความโดดเด่นในผลงานอนิเมะของชินไกเห็นจะไม่พ้นการรังสรรค์งานภาพที่สวยสดและรุ่มรวยไปด้วยสีสันกับรายละเอียดลายเส้นยิบย่อย ให้หลอมรวมเข้ากับบทภาพยนตร์ที่เรียงร้อยเรื่องราวหวานอมขมกลืนของชีวิตได้งดงามอย่างน่าอัศจรรย์ จนกล่าวได้ว่าแอนิเมชั่นของชินไกสามารถส่งทั้งอิทธิพลต่อความรู้สึกคนดูอย่างยิ่งยวด และสร้างแรงบันดาลใจให้แก่นักทำแอนิเมชั่นรุ่นใหม่ได้มหาศาล

ผลงานสร้างชื่อในวงกว้างของเขาเมื่อปี 2016 อย่าง Your Name ดูจะยิ่งยืนยันถึงความเก่งกาจของเขาในฐานะแอนิเมเตอร์มากความสามารถแห่งวงการหนังญี่ปุ่น เพราะนอกจากจะกวาดเงินไปมหาศาล ก็ยังได้รับคำชมอีกว่า เป็นหนังที่ผสมผสานความเป็นศิลปะ ดนตรี และการเล่าเรื่องได้อย่างสมบูรณ์แบบ – ไม่ต่างจากผลงานชิ้นใหม่ที่ทุกคนรอคอยอย่าง Weathering With You ในปีนี้ที่ทำรายได้ถล่มทลายไปแล้วกว่าหนึ่งหมื่นล้านเยน!

มาโกโตะ ชินไก

“ผมคิดว่าแอนิเมชั่นคือสื่อกลางที่ช่วยให้ผู้สร้างส่งมอบทั้งวิสัยทัศน์และมุมมองใหม่ไปถึงคนดูได้ตรงจุดที่สุดแล้ว” นั่นจึงนำมาสู่แนวคิดหลักในการทำหนังของเขาที่ว่า “การสื่อสารกับผู้คนคือสิ่งที่ผมรู้สึกเพลิดเพลินที่สุดในการทำแอนิเมชั่น ระหว่างขั้นตอนการสร้าง ผมสามารถสื่อสารกับทีมงานได้ แล้วเมื่องานเสร็จ ผมก็สามารถสื่อสารกับผู้ชม ด้วยการแบ่งปันความรู้สึกอันซับซ้อนที่ไม่อาจถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดได้

“ชีวิตคนเรานั้นธรรมดาและออกจะราบเรียบบ้างในบางที เหตุการณ์พิเศษก็คงไม่ได้เกิดขึ้นในทุกๆ วัน แต่ผมคิดว่า หากคุณลองหลับตาลงและฟังเสียงจากความรู้สึกข้างใน คุณจะพบว่าชีวิตของเรามีช่วงเวลาอันแสนพิเศษมากมาย ผมจึงอยากสร้างหนังที่ทำให้คุณสามารถสัมผัสถึงความสวยงามในชีวิตประจำวันได้”

และต่อไปนี้ก็คือการเดินทางบนแผนที่โลกแอนิเมชั่นอันสวยงามของเขา-ก่อนที่เราจะได้ชม Weathering With You กันในโรงภาพยนตร์!

She and Her Cat
หมุดตัวที่ 1 : เหงาเศร้า…คนกับแมว

แม้ She and Her Cat (1999) จะไม่ใช่ผลงานชิ้นแรกของชินไก แต่มันคือผลงานเรื่องแรกที่ทำให้ชื่อของเขาเป็นที่รู้จัก โดยแอนิเมชั่นขาว-ดำความยาว 5 นาทีที่เขาเหมาทำเองทุกหน้าที่นี้ เล่าเรื่องราวชีวิตหญิงสาวผู้หนึ่งที่อาศัยในห้องพักเล็กๆ ผ่านสายตาของเจ้าแมวนาม โชบิ ที่เธอเก็บมาเลี้ยง ตัวพล็อตนั้นแทบไม่มีอะไรเลย สิ่งที่คนดูจะได้เห็นมีแค่เพียงกิจวัตรประจำวันของหญิงสาว ข้าวของที่ระเกะระกะไปทั่วห้องเล็กแคบ ร่มที่เปียกชุ่มด้วยฝน รางรถไฟไกลลิบ หยาดฝนที่โปรยปรายลงบนพื้นระเบียงห้อง หิมะที่ร่วงโรย ไปจนถึงภาพความเศร้าสร้อยของหญิงสาวเจ้าของห้องหลังจากคุยโทรศัพท์สายหนึ่งจบ ถึงแอนิเมชั่นจะปรากฏภาพให้เราเห็นเพียงเท่านั้น กระนั้น มันกลับถ่ายทอดความสัมพันธ์ระหว่างแมวและเจ้าของอันอบอวลด้วยความห่วงใย จนส่งผลกระทบต่อความรู้สึกลึกๆ ของเราได้อย่างน่าประหลาด เพราะด้วยความที่เจ้าแมวอย่างโชบิไม่สามารถเข้าใจอารมณ์ที่ซับซ้อนของเพื่อนมนุษย์ได้ แต่ความสัตย์ซื่อและเห็นอกเห็นใจที่มันมีต่อเจ้าของสาวช่างอบอุ่นจับหัวใจคนดูยิ่งนัก

นอกจากนี้ เสียงเปียโนที่เคล้าคลอประกอบหนังจากฝีมือ เท็นมง (คอมโพเซอร์ที่ชินไกรู้จักจากบริษัท Falcom) ก็เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่ช่วยขับเน้นห้วงอารมณ์แสนเดียวดายในหนัง แต่ในขณะเดียวกัน มันก็สามารถทำให้เรารู้สึกถึงแสงริบหรี่แห่งความหวังที่อาจช่วยให้ตัวละครหญิงสาวก้าวข้ามผ่านความโศกเศร้าในวันข้างหน้าได้อีกด้วย

แม้ว่าตัวหนังถูกนำเสนอในแบบเรียบง่าย (ภาพในหนังไม่ได้มีการเคลื่อนไหวมาก) แต่ท้ายที่สุดแล้ว มันก็สามารถคว้ารางวัลกรังด์ปรีซ์จากงาน SKIP Creative Human Award ในปี 2000 และจากการประกวดแอนิเมชั่นจากคอมพิวเตอร์ที่จัดโดย Project Team DoGA (องค์กรไม่แสวงผลกำไรที่สนับสนุนการทำหนังคอมพิวเตอร์กราฟิกแบบอิสระ) ซึ่งตอนที่ ยูตากะ คามาตะ หัวหน้าใหญ่ขององค์กรนี้มอบรางวัลให้กับชินไก เขาได้กล่าวไว้ว่า “ในวงการซีจีของญี่ปุ่นต้องการคนที่พร้อมจะเป็น ‘ผู้สร้าง’ อย่างมาก เขาผู้นั้นจะไม่ได้เป็นเพียงคนคุมงานเบื้องหลังเท่านั้น แต่ยังต้องลงมือ วางแผน พัฒนางาน และนำเสนอผลงานภายใต้ลายเซ็นของตัวเองด้วย แล้วควรจะต้องปฏิบัติเช่นนี้เรื่อยไป”

หลังจากนั้น คามาตะยังได้ให้คำแนะนำกับชินไกเป็นการส่วนตัวว่า “ลองสร้างงานที่มันฉูดฉาดขึ้นมาอีกหน่อยสิ”

Voices of a Distant Star
หมุดตัวที่ 2 : ไกลแค่ไหนคือใกล้

โอกาสในการสร้างผลงานที่หวือหวามากขึ้นนั้นมาเร็วกว่าที่คาด เมื่อ She and Her Cat ไปเข้าตา โยชิฮิโระ ฮากาวาระ โปรดิวเซอร์ประจำบริษัท CoMix Wave อย่างแรง จนฮากาวาระต้องรีบยื่นข้อเสนอที่จะช่วยสนับสนุนชินไกที่ยังเป็นแอนิเมเตอร์อิสระโนเนมอยู่ทันที ชินไกในวัย 27 ปีเลยตัดสินใจทิ้งงานกราฟิกดีไซน์ เพื่อที่จะอุทิศเวลาให้กับโปรเจ็กต์ชิ้นถัดไปอย่างเต็มที่ “ตอนนั้นผมไม่กลัวที่จะลาออกจาก Falcom เลย ทั้งๆ ที่เมื่อมองกลับไปแล้ว มันเป็นการตัดสินใจที่ใหญ่หลวงมาก” เขาย้อนความหลัง “แต่ผมมีความปรารถนาอันแรงกล้ามากที่จะทำแอนิเมชั่นเต็มตัว และอยากให้ความสำคัญกับมัน ผมอินกับโปรเจ็กต์ที่กำลังจะทำมากเสียจนมันกลืนกินผม และทำให้ผมไม่อาจสนใจสิ่งอื่นได้เลย” สตูดิโอต่างๆ ที่ทราบข่าวเรื่องนี้ ยื่นข้อเสนอมากมายให้ชินไก แต่เขาปฏิเสธไปทั้งหมดเพราะอยากทำด้วยทีมงานที่มีจำนวนน้อยที่สุด

โปรเจ็กต์ใหม่ที่ว่านั้น คือแอนิเมชั่นสีความยาว 25 นาที เรื่อง Voices of a Distant Star (2002) ซึ่งชินไกสอดแทรกความเป็นไซ-ไฟลงไปในพล็อตแต่ยังคงสไตล์การเล่าเรื่องในแบบบทกวีที่เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งอารมณ์อยู่ หนังว่าด้วยเรื่องของความรักทางไกลระหว่างนักเรียนชั้นมัธยมสองคนนาม มิคาโกะ และ โนโบรุ ที่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่มีอันต้องสั่นคลอนเมื่อฝ่ายหญิงถูกเกณฑ์เข้ากองกำลังลาดตระเวนอวกาศอันไกลโพ้นเพื่อปฏิบัติภารกิจแสนยิ่งใหญ่ นั่นคือการปกป้องโลกจากมนุษย์ต่างดาวที่กำลังจะมารุกราน สิ่งเดียวที่ยังเชื่อมโยงทั้งสองเอาไว้ก็คือ ข้อความที่ถูกส่งผ่านโทรศัพท์มือถือของพวกเขา แต่ยิ่งมิคาโกะเดินทางไปไกลเท่าไหร่ ข้อความก็จะมาถึงช้าขึ้นเท่านั้น จนนำไปสู่บททดสอบความรู้สึกในใจทั้งคู่ที่มีระยะทางและกาลเวลาเป็นตัวแปรสำคัญ

ชินไกลงมือทำหนังเรื่องนี้ด้วยตัวเองเกือบทุกหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นเขียนบท วาดแอนิเมชั่น หรือแม้กระทั่งลงเสียง ด้วยคอมพิวเตอร์ Power Mac G4 ของเขา แต่ผลลัพธ์ที่ได้นั้นก็เรียกว่าคุ้มค่าเหนื่อย เพราะมันจับห้วงอารมณ์อันซับซ้อนมาถ่ายทอดได้น่าชื่นชม แม้ความยาวหนังจะไม่เอื้ออำนวยให้นำเสนอเรื่องราวไปมากกว่านี้ ชินไกพาคนดูไปสัมผัสกับเรื่องราวของความรักที่อยู่เหนือกาลเวลาซึ่งได้รับการบรรจงเขียนมาอย่างดี พร้อมทั้งวิพากษ์การใช้เครื่องมือสื่อสารที่ทำให้คนยิ่งรู้สึกไกลกันไปด้วยในตัว นอกจากนี้ คนดูยังหลงเสน่ห์ของสองตัวละครหลักที่มีพัฒนาการตลอดช่วงเวลาเกือบครึ่งชั่วโมงของหนังด้วย อนึ่ง นี่ก็เป็นอีกครั้งที่ชินไกใช้เสียงเปียโนบรรเลงของเท็นมงได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะตัวโน้ตแต่ละตัวที่เราได้ยินนั้นช่างช่วยขับเน้นความทุกข์ระทมที่ทิ่มแทงหัวใจด้วยความคิดถึงได้เยี่ยมเสียเหลือเกิน

Voices of a Distant Star

ยิ่งไปกว่านั้น ภาพท้องฟ้าอันเต็มไปด้วยปุยเมฆและดวงดาวที่งดงามจนแทบหยุดหายใจในหนังก็เป็นตัวอย่างที่ดีในการแสดงให้เห็นว่าการใช้คอมพิวเตอร์มีผลต่อการสร้างแอนิเมชั่นมากมายเพียงใด เพราะตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1990 เทคโนโลยีดิจิตอลเกิดพัฒนาชนิดก้าวกระโดด ทำให้วงการแอนิเมชั่นหันมาพึ่งพาการวาดและลงสีกับคอมพิวเตอร์แทนวิธีการสร้างแอนิเมชั่นแบบดั้งเดิม – นั่นคือ การวาดภาพลงบนแผ่นเซลล์ใสทีละแผ่น นำไปซ้อนกับภาพแบ็คกราวด์ แล้วใช้กล้องถ่ายทีละเฟรมจนเป็นภาพเคลื่อนไหว “ถ้าผมเกิดเร็วกว่านี้สัก 10 ปี ผมไม่คิดว่าผมจะเบนเข็มมาเป็นแอนิเมเตอร์อย่างทุกวันนี้” ชินไกกล่าว “ผมอาจจะวาดงานบ้าง แต่คิดว่าคงไม่ทำเป็นอาชีพหาเลี้ยงตัวเอง แล้วบังเอิญว่าตอนผมอายุยี่สิบกว่าๆ และรู้สึกอยากจะถ่ายทอดความรู้สึกข้างในออกมา เป็นช่วงที่คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ดิจิตอลต่างๆ มีประสิทธิภาพเข้าที่เข้าทางพอดี การสร้างแอนิเมชั่นจากคอมพิวเตอร์จึงไม่ใช่เรื่องที่เกินกำลังน่ะครับ”

Voices of a Distant Star จึงนับว่าเป็นผลงานที่เปิดตัวชินไกในฐานะผู้กำกับและคนเขียนบทได้อย่างงดงาม และเช่นเดียวกับผลงานเรื่องที่แล้ว หนังสามารถคว้ารางวัล Packaged Work Award จากงาน Animation Kobe ในปี 2002 และรางวัล Best Media จากงาน Seiun Award ปี 2003 มานอนกอดได้ “ผมรู้สึกว่ามันกลายเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตผม ชีวิตผมดูเหมือนจะง่ายขึ้น แม้เส้นคั่นระหว่างงานและชีวิตส่วนตัวของผมจะบางลงก็เถอะ”

5 Centimeters Per Second
หมุดตัวที่ 3 : เราจะมาพบกันใหม่

ปี 2007 ชินไกเข็นแอนิเมชั่นความยาวหนึ่งชั่วโมงเศษๆ เรื่อง 5 Centimeters Per Second ออกมา ซึ่งได้รับการตอบรับที่วิเศษเช่นเคย ถึงขั้นมีคนขนานนามว่ามันเป็น ‘มาสเตอร์พีซ’ ของชินไกเลยทีเดียว

ชินไกบอกว่าไอเดียตั้งต้นของ 5 cm/s นั้นมาจากประโยคแค่ประโยคเดียว “ในหนัง ตัวละครตัวหนึ่งในเรื่องพูดว่า ฉันหวังว่าปีหน้า เราจะได้มาดูดอกซากุระด้วยกันอีกนะแล้วนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง” เขาเล่า จากประโยคนั้น ชินไกก็ค่อยๆ คิดต่อยอดว่าสถานการณ์แบบไหนกันที่ตัวละครจะพูดแบบนั้น และภาพแบบไหนที่เขาควรจะใช้ประกอบเรื่อง จนได้เป็นเรื่องราวความรักที่ทั้งสวยงามและเจ็บปวดไปพร้อมๆ กัน โดยหนังถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตของเด็กหนุ่มนาม ทากากิ โทโอโนะ ซึ่งถูกแบ่งออกเป็นสามช่วงด้วยกัน เริ่มตั้งแต่ทากากิในช่วงวัยประถมที่เดินทางด้วยรถไฟผ่านค่ำคืนหิมะโปรยอันหนาวเหน็บ เพื่อไปพบกับเด็กสาวเพื่อนสนิทที่ย้ายไปเรียนต่างเมือง ก่อนข้ามช่วงเวลามาเล่าชีวิตอันเปลี่ยวดายของเขาในวัยมัธยมที่บ้านเกิด ผ่านมุมมองของเด็กสาวผู้แอบรักเขาแต่เพียงข้างเดียว และปิดท้ายด้วยชีวิตในวัยทำงานแสนสับสนของชายหนุ่ม ณ วันที่เขาเดินกลับมายังทางข้ามรางรถไฟ สถานที่ที่เขาเคยจดจำเธอได้ในวัยเยาว์ เขารู้สึกว่าจะได้พบเธออีกครั้ง…แต่มันคือการพบเพื่อลาจากชั่วนิรันดร์

5 Centimeters Per Second

สิ่งแรกที่ทำให้ 5 cm/s แตกต่างจากผลงานก่อนหน้าของเขาก็คือการไม่มีเรื่องราวเชิงวิทยาศาสตร์มาผสมปนเป หากแต่เป็นการสำรวจความรักในรูปแบบที่สมจริงมากขึ้น ประเด็นต่างๆ ในเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นคำสัญญาของหนุ่มสาวที่มั่นคง ความรักที่แปรเปลี่ยนไปตามเวลาที่ล่วงเลย หรือการค้นหาตัวตนในส่วนลึกของจิตใจ ก็ถูกนำเสนอได้ตรงใจจนคนดูบ่อน้ำตาแตกไปตามๆ กัน แถมในอีกแง่หนึ่ง ชินไกก็ได้วิพากษ์เรื่องของความรักในอุดมคติที่เราพบเจอจนเฝือในนิยายโรแมนติกทั้งหลาย ด้วยการชี้ให้เห็นว่าชีวิตไม่ได้สวยหรูและเรียบง่ายเสมอไป เพราะเหตุการณ์ที่เหนือความคาดหมายก็อาจเป็นอุปสรรคกั้นความรักก็เป็นได้

หนังกลายเป็นที่ชื่นชอบในหมู่คนดูเป็นอย่างมาก ซึ่งแม้แต่ตัวชินไกเองก็ยังไม่ได้คิดถึงการตอบรับที่ล้นหลามขนาดนี้ “ช่วงแรก ผมค่อนข้างกลัวและไม่มั่นใจว่างานของผมจะเชื่อมโยงถึงคนดูได้ไหม แต่กับ 5 Centimeters Per Second นั้นมีคนเชื่อมโยงถึงมันมากกว่าที่ผมคาดไว้ ผมเลยเข้าใจว่ามันยากที่จะบอกว่าคนดูรู้สึกกับหนังยังไงก่อนที่มันจะฉาย ดังนั้น ผมจึงรู้สึกประสบความสำเร็จอย่างมากเลย”

The Garden of Words

นอกจากแอนิเมชั่นสามเรื่องที่เรากล่าวถึง ชินไกก็ยังมีผลงานเรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน อาทิ The Place Promised in Our Early Days (2004 / ว่าด้วยเรื่องรักสามเส้าของเด็กหนุ่มสองคนและเด็กสาวผู้เป็นเพื่อนร่วมชั้น ท่ามกลางไฟสงครามที่กำลังปะทุขึ้น), Children Who Chase Lost Voices (2011 / เรื่องราวคัมมิ่งออฟเอจของเด็กสาวกำพร้าพ่อที่ได้พบกับเด็กหนุ่มจากดินแดนอันแสนไกล จนนำไปสู่มิตรภาพแสนสั้นที่เป็นจุดเริ่มของการเดินทางสู่ดินแดนแห่งความตายที่เรียกว่า ‘อการ์ธา’ ซึ่งมีเสียงวิจารณ์ว่าเป็นงานที่มีสไตล์ละม้ายคล้ายกับงานของจิบลิมากที่สุดของเขา) และ The Garden of Words (2013 / ผลงานดราม่าที่เล่าถึงความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ ก่อตัวของเด็กหนุ่มวัย 15 และหญิงสาววัย 27 ที่รู้จักกันในวันฝนพรำ ซึ่งมีจุดเด่นในการใช้บรรยากาศเป็นตัวขับเคลื่อนอารมณ์แทนการฟุ่มเฟือยบทสนทนา)

Your Name
หมุดตัวที่ 4 : แต่เราก็(จะพยายาม)หากันจนเจอ…

“มีเด็กหนุ่มสาวจำนวนค่อนข้างมากที่รู้สึกหมดหวัง หากชีวิตพวกเขาต้องวนเวียนอยู่แค่ที่บ้านและโรงเรียน นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมพวกเขาจึงหันมาอ่านมังงะ นิยาย หรือเล่นเกมคอมพิวเตอร์แทน” ชินไกสาธยายถึงความคิดแรกเริ่มในการทำ Your Name ว่าเขาพยายามทำความเข้าใจ และปลดเปลื้องความวิตกกังวลในหมู่หนุ่มสาวให้หายไป ถ้าเป็นไปได้ “ผมอยากสร้างหนังเรื่องนี้ให้กับวัยรุ่นทั้งหลายผู้โหยหาเรื่องราวทำนองนี้อย่างแท้จริง”     

หนังดัดแปลงมาจากนิยายชื่อเดียวกันที่เขียนโดยตัวชินไกเอง (ซึ่งได้รับอิทธิพลหลักมาจากวรรณกรรมญี่ปุ่นปลายยุคเฮอัง [ราวศตวรรษที่ 12] เรื่อง Torikaebaya Monogatari ว่าด้วยคู่พี่น้องชายหญิงที่มีพฤติกรรมสลับเพศกัน) ติดตามเรื่องราวความรักที่ก่อตัวจากปาฏิหาริย์ ระหว่าง ทากิ (ให้เสียงพากย์โดย ริวโนะสุเกะ คามิกิ) นักเรียนหนุ่มผู้อาศัยในเมืองใหญ่อย่างโตเกียว และ มิตสึฮะ (ให้เสียงพากย์โดย โมเนะคาอิ ชิราอิชิ) นักเรียนสาวผู้อาศัยในหมู่บ้านเล็กๆ กลางหุบเขา แม้จะไม่รู้จักกันมาก่อน แต่ความฝันที่ทั้งคู่มีร่วมกันคือการได้ใช้ชีวิตในแบบตรงกันข้ามกับที่เป็นอยู่ จนกระทั่งคืนหนึ่ง ทากิและมิตสึฮะต่างก็ฝันว่าได้มีชีวิตในแบบของอีกคน เชือกแห่งความสัมพันธ์เส้นบางๆ ก็ค่อยๆ ถูกถักทอขึ้นและเชื่อมหัวใจสองดวงที่อยู่ห่างไกลไว้ด้วยกัน

“หลังจากทำ The Garden of Words เสร็จ ผมก็หันไปทำโฆษณาทีวีและเขียนนิยายอยู่พักหนึ่ง ประสบการณ์พวกนั้นทำให้ผมเริ่มหัวแล่น แล้วคิดพล็อตเรื่องแจ่มๆ ได้มากมาย” ชินไกเล่า “ดังนั้น ตอนที่ผมเริ่มทำ Your Name ผมจึงใส่ใจกับวิธีการเล่าเรื่องมากๆ เลยรู้สึกภูมิใจกับผลลัพธ์ที่ออกมาสุดๆ มันเลยกลายเป็นงานชิ้นโปรดที่สุดนับตั้งแต่ทำหนังมาไปโดยปริยาย” โดยคนที่มีส่วนช่วยสำคัญในการพัฒนาและเกลาสคริปต์ให้ลงตัวยิ่งขึ้นก็เห็นจะเป็นโปรดิวเซอร์มือดีอย่าง เก็งคิ คาวามูระ (Confessions, The Boy and the Beast และเขียนนิยาย If Cats Disappeared from the World) ซึ่งชินไกเผยว่าคาวามูระให้คำแนะนำที่ดีหลายอย่างมากในแง่ของการปรับแต่งโครงเรื่อง เช่น การระยะเว้นระหว่างจุดพีคอันนี้กับอันโน้นมันห่างกันไปหน่อย ผมว่ามันจะดีกว่าถ้าเราเอามารวมกันไปเลย’ หรือ ‘มันคงน่าเบื่อน่าดู ถ้าทากิกับมิตสึฮะไม่ได้สลับตัวตอนฝันตั้งแต่ 15 นาทีแรกของหนัง’ สามธีมหลักของเรื่องที่ดูห่างกันคนละโยชน์อย่าง การสลับร่าง การไขว่คว้าหาความรัก และความพยายามที่จะป้องกันให้เมืองรอดพ้นจากภัยพิบัติอันตรายครั้งยิ่งใหญ่ จึงถูกผสมผสานให้เข้ากันได้อย่างลงตัวโดยฝีมือของผกก.และโปรดิวเซอร์

Your Name

นอกจากนี้ ชินไกยังได้แอนิเมเตอร์ขาประจำของสตูดิโอจิบลิ มาซาชิ อันโด และ มาซาโยชิ ทานากะ (แอนิเมชั่นซีรีส์ Anohana: The Flower We Saw That Day) มารับหน้าที่ควบคุมงานสร้างแอนิเมชั่นและออกแบบตัวละครอีกด้วย ชินไกเล่าว่าเขาเจอทานากะที่สถาบันกวดวิชา Z-kai และเคยทำโฆษณาสถาบันด้วยกัน ด้วยความชื่นชอบในสไตล์การออกแบบของทานากะ ชินไกจึงไม่ลังเลที่เรียกเขามาร่วมงานหนังใหญ่ด้วย ส่วนชินไกพูดถึงอันโดว่า “เป็นแรงบันดาลใจสำคัญของผมเสมอมา และการได้ทำงานโปรดักชั่นกับเขาก็ถือว่าเป็นไฮไลต์ใหญ่ของโปรเจ็กต์นี้เลย เขาสอนผมว่าการสร้างหนังต้องเป็นสิ่งที่ต้องทุ่มเททั้งกายและใจให้เหมือนกับว่าเราเสี่ยงชีวิตอยู่ มันทำให้ผมเข้าใจถ่องแท้ว่าขั้นตอนการเนรมิตสิ่งต่างๆ มันไปได้ไกลแค่ไหน”

Your Name กลายเป็นอีกหนึ่งการปักหมุดครั้งสำคัญบนเส้นทางสายภาพยนตร์ของชินไกเลยทีเดียว เพราะไม่เพียงแค่ได้รับคำวิจารณ์สวยหรู แต่ยังสร้างปรากฏการณ์บนบ็อกซ์ออฟฟิศ ด้วยกวาดเงินไปกว่า 25,000 ล้านเยน ซึ่งสร้างสถิติว่าเป็นอนิเมะที่ไม่ได้สร้างโดยสตูโอจิบลิเรื่องแรกที่สามารถโกยรายรับเกินหมื่นล้านเยนได้ และกลายเป็นหนังที่ทำรายได้สูงสุดประจำปี 2016 ไปแล้ว – สื่อข่าวอย่าง BBC จึงตั้งข้อสังเกตว่าเหตุผลที่มันประสบความสำเร็จขนาดนี้ เพราะ…

Your Name

1) มันสามารถนำเสนอธีมที่ข้องเกี่ยวกับวัยรุ่น-ไม่ว่าจะเป็น การก้าวพ้นวัย หรือการดิ้นรนเพื่อนค้นหาตัวตนที่แท้จริงในโลกอันสับสนวุ่นวาย-ได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ ทั้งยังจับเอาอารมณ์ความเศร้าซึมลึกเมื่อพบว่าความฝันอันงดงามกลายเป็นความทรงจำสีจางหลังฟื้นจากภวังค์ได้ซึ้งกินใจ จนเข้าถึงผู้ชมในวงกว้างมากกว่าที่หลายๆ คนคาดว่าแอนิเมชั่นมีเพียงเด็กๆ และแฟนอนิเมะเดนตายตีตั๋วเข้าไปดูเท่านั้น

2) เนื่องจากฉากหลังของหนังเล่าถึงดาวหางที่พุ่งเข้าชนเมืองอิโตโมริ (เมืองสมมติในเรื่อง) Your Name จึงเป็นเสมือนเครื่องเตือนใจถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหวในปี 2011 ที่คร่าชีวิตผู้คนแดนอาทิตย์อุทัยไปกว่า 16,000 ราย ชินไกเล่าว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้สังคมญี่ปุ่นตกอยู่ภายใต้ความหวาดกลัวในภัยพิบัติ เขาเลยอยากใช้หนังเรื่องนี้สะท้อนความเห็นว่ามหันตภัยร้ายแรงสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

และ 3) จุดขายอีกอย่างหนึ่งของ Your Name ก็คือโลเคชั่นทั้งหลายที่ปรากฏในหนัง เพราะต่างก็จำลองมาจากสถานที่ที่มีอยู่จริงในญี่ปุ่น เช่น อาคารเอ็นทีที โดโคโม โยโยงิ ในฉากเปิดเรื่องที่เผยให้เห็นภาพเมืองโตเกียวยามอรุณรุ่ง, บันไดหน้าศาลเจ้าสุกะ ในฉากที่ทากิและมิตสึฮะเดินสวนกันที่บันได, ศาลเจ้าฮิดะ-ซันโนะกุ ฮิเอะ ที่จังหวัดกิฟุ ซึ่งเป็นต้นแบบของศาลเจ้ามิยามิสุ-ศาลเจ้าประจำเมืองอิโตโมริ-ที่มิตสึฮะและน้องสาวตัวน้อยของเธอไปร่ายรำแบบพื้นเมืองกัน เป็นต้น เหล่าแฟนๆ ของหนังจึงสามารถตามรอยสถานที่ต่างๆ ได้อย่างไม่ยากเย็น นอกจากนี้ เพลงประกอบหนังสุดติดหูโดยวงร็อคชื่อดังอย่าง Radwimps ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่เรียกคนดูได้มหาศาล

Weathering With You ผลงานล่าสุดของชินไก

และด้วยความสำเร็จชนิดถล่มทลายของ Your Name นั้น ก็ดูเหมือนยิ่งช่วยตอกย้ำสถานะการเป็น ‘ฮายาโอะ มิยาซากิ แห่งวงการแอนิเมชั่นยุคใหม่’ ให้กับตัวชินไกเข้าไปอีก เพราะทั้งคู่ต่างก็ช่วยกรุยทางให้อนิเมะญี่ปุ่นได้ก้าวไกลสู่สายตาผู้ชมทั่วโลก อย่างไรก็ดี แฟนๆ และนักวิจารณ์บางส่วนกลับเห็นต่างจากสถานะนั้น “ผมคิดว่าทั้งมิยาซากิและชินไกก็ต่างมีสไตล์เฉพาะตัว แต่ผลงานทั้งคู่ก็ทรงพลังอย่างทัดเทียมกัน” อิสมาเอล รามอส แฟนคลับอนิเมะชาวแคนาดาให้สัมภาษณ์กับทาง BBC “สิ่งที่เขามีเหมือนกันคือความสามารถในการสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับคนดูผ่านการผจญภัยในเรื่อง และผมเชื่อว่านั่นคือเป้าหมายสูงสุดของศิลปินคนใดก็ตามแล้วล่ะ” ในขณะที่นักวิจารณ์อย่าง มาร์ค ชิลลิง ก็แสดงความเห็นผ่านบทวิจารณ์ Your Name ของเขาว่า การที่เรื่องราวของมันมีส่วนผสมของทั้งความเจ็บปวดและความงดงามอันน่าอัศจรรย์นั้น ก็เป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของชินไกที่มิยาซากิก็มิอาจทำได้ ชิลลิงยังหวังเล็กๆ อีกว่า สักวันชินไกจะหลุดพ้นจากเงาของมิยาซากิไปได้ และได้รับการจดจำในแบบที่เขาเป็นเสียที

“สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะคงไว้ต่อไปนั่นก็คือการเล่าเรื่องที่สมจริงและสะเทือนอารมณ์ ผมอยากจะเล่าในสิ่งที่แม้แต่ฮอลลีวูดก็ทำไม่ได้ ” ชินไกกล่าว