La Ciénaga Lucrecia Martel The Headless Woman The Holy Girl The Swamp Venice Venice International Film Festival Zama

“ทำไมเราต้องเอาแต่เล่าถึง ‘สงคราม’ ที่มีแค่ ‘ไอ้เลวผู้แสนชั่วช้า’ กับ ‘คนดีผู้น่าซาบซึ้ง’ ด้วยล่ะ?” : เปิดกะโหลก ลูเครเซีย มาร์เตล ผู้กำกับหญิงหัวขบถแห่งยุคสมัย

Home / Bioscope focus / “ทำไมเราต้องเอาแต่เล่าถึง ‘สงคราม’ ที่มีแค่ ‘ไอ้เลวผู้แสนชั่วช้า’ กับ ‘คนดีผู้น่าซาบซึ้ง’ ด้วยล่ะ?” : เปิดกะโหลก ลูเครเซีย มาร์เตล ผู้กำกับหญิงหัวขบถแห่งยุคสมัย

แม้ตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ผู้กำกับหญิงรุ่นใหญ่จากอาร์เจนตินาอย่าง ลูเครเซีย มาร์เตล จะเคยทำหนังยาวมาเพียงแค่ 4 เรื่องเท่านั้น แต่เธอกลับถูกยกย่องจากสื่อหลายสำนักให้มีศักดิ์เป็นถึงหนึ่งใน ‘สุดยอดผู้กำกับ’ แห่งยุคสมัยไปโดยพร้อมเพรียงและไร้ข้อกังขา เพราะหนังทุกเรื่องของเธอ-นับจาก The Swamp (2001), The Holy Girl (2004), The Headless Woman (2008) จนถึง Zama (2017)-ล้วนแสดงให้เห็นถึง ‘ความสร้างสรรค์’ และ ‘ความขบถ’ ในวิธีการเล่าเรื่องที่ถูกปลดปล่อยออกมาแบบทะลักทลายผ่านทุกองคาพยพของสื่อภาพยนตร์อย่างทรงพลัง

ล่าสุด มาร์เตลเพิ่งถูกรับเลือกให้เป็นประธานกรรมการตัดสินรางวัลสิงโตทองคำคนล่าสุดของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิซ ครั้งที่ 76 -ที่ถูกจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 สิงหาคมถึง 7 กันยายนนี้- หลังจากที่ผลงานเรื่องล่าสุดของเธอเคยถูกคัดเลือกเข้าสายประกวดมาแล้ว …นี่จึงน่าจะถึงแก่เวลาที่เราควรได้ทำความรู้จักกับมาร์เตลอย่างจริงจัง และกะเทาะเข้าไปดูสิว่ามีอะไรซุกซ่อนอยู่ในกะโหลกแข็งๆ ของผู้หญิงวัย 52 คนนี้กันบ้าง!

ลูเครเซีย มาร์เตล

มาร์เตลเกิดและเติบโตที่เมืองซัลตาในแถบตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศอาร์เจนตินา (ซึ่งจะกลายมาเป็นโลเคชั่นในการเล่าหนัง 3 เรื่องแรกของเธอที่ถูกเรียกรวมๆ โดยนักวิจารณ์ว่า ‘ไตรภาคเมืองซัลตา’ ในกาลต่อมา) โดยความสนใจในศาสตร์การเล่าเรื่องของเธอถูกส่งต่อมาจากพ่อ, แม่ และยาย-ที่ล้วนแล้วแต่เป็น ‘นักเล่าเรื่องปากเปล่า’ ชั้นเซียน-ผู้ทำให้เธอและพี่น้องอีกหกคนติดหนึบกับเรื่องเล่าก่อนนอนต่างๆ จนแทบไม่อยากลุกออกไปไหน โดยเฉพาะคุณยาย นิโคลัสซา ที่มักเก่งกาจในการใช้โทนเสียงที่หลากหลายและการเว้นจังหวะจะโคนเพื่อสรรสร้างบรรยากาศระหว่างการเล่าเรื่องชวนขนหัวลุกในแต่ละคืน – ซึ่งแน่นอนว่ามีส่วนสำคัญที่ทำให้มาร์เตลกลายมาเป็นคนทำหนังที่สนใจการเลือกใช้ ‘เสียง’ ควบคู่ไปกับ ‘ภาพ’ มากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะการผสมเสียงเอฟเฟ็กต์สและจับคู่มันกับภาพบางภาพเพื่อสร้างความหมายใหม่ๆ ขึ้นมา (เช่น เสียงแปลกประหลาดที่เธอเรียกว่า ‘เสียงเชปเพิร์ด’ ใน Zama ที่โผล่มาทุกครั้งในช่วงเวลาอันย่ำแย่ของตัวละครเอก) “ฉันไม่สามารถจินตนาการต่อยอดหนังเรื่องไหนได้เลย หากปราศจากการวางกรอบคิดเรื่องเสียงของมันเสียก่อนเป็นอันดับแรก …และเพื่อที่จะได้มองเห็นอะไรๆ ให้ชัดขึ้น บางทีคุณก็จำเป็นต้อง ‘เลิกอยากมองเห็นทุกอย่างชัดๆ’ (แล้วฟัง ‘เสียง’ แทน) เสียบ้าง”

อย่างไรก็ดี ช่วงวัยเยาว์ยังถือเป็นช่วงเวลาที่ทำให้มาร์เตลเริ่มตั้งคำถามหลายอย่างกับสังคมอาร์เจนตินาที่เธออาศัยอยู่ เพราะแม้ว่าเธอจะมุ่งมั่นกับการเรียนรู้ไวยากรณ์ภาษาที่เธอสนใจ แต่เธอก็รู้สึกว่าตัวเองยังเป็น ‘คนนอก’ สำหรับสังคมภายในโรงเรียนที่ถูกออกแบบมาสำหรับลูกหลานของคนชนชั้นนำอยู่ดี เธอจึงเก็บงำความอึดอัดและความสงสัยนี้ไว้ในใจ แล้วตั้งหน้าตั้งตาเรียนต่อไปตามขนบ ก่อนที่ความสนใจในการถ่ายภาพเคลื่อนไหวของเธอจะเริ่มต้นขึ้นในวัยประมาณ 15-16 ปี หลังจากที่พ่อซื้อกล้องวิดีโอเข้ามาในบ้านเพื่อใช้บันทึกช่วงเวลาต่างๆ ภายในครอบครัว และเธอก็เป็นคนเดียวที่พ่อไว้วางใจให้รับหน้าที่ถือกล้องจับจ้องชีวิตของคนอื่นๆ ในครอบครัว โดยมีความประทับใจจากหนังโศกนาฏกรรมสัมพันธ์รักระหว่างบาทหลวงกับเด็กสาวเรื่อง Camila (1984, มาเรีย ลุยซา เบมเบิร์ก) ที่เธอได้ดูตอนอายุ 17 มาช่วยจุดประกายให้เธอสนใจในอาชีพ ‘นักเล่าเรื่อง’ ขึ้นมาด้วยอีกทางหนึ่ง (รวมถึงหนังของ อิงมาร์ เบิร์กแมน และ เปโดร อัลโมโดวาร์) มันทำให้เธอตัดสินใจที่จะเรียนต่อด้านนิเทศน์ศาสตร์และภาพยนตร์ ไปพร้อมๆ กับการใฝ่หาความรู้ด้านศาสตร์ภาพเคลื่อนไหวด้วยตัวเอง จนมาร์เตลได้มีโอกาสทำหนังสั้นหลายต่อหลายเรื่องในระหว่างยุค 80-90 ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาสไตล์ก่อนการทำหนังยาวของเธอ

The Swamp

ทันทีที่หนังยาวเรื่องแรกเมื่อปี 2001 ของมาร์เตลอย่าง The Swamp (ชื่อตามภาษาสเปนิชต้นทางของมันคือ La Ciénaga) -อันว่าด้วยผู้คนหลากช่วงวัยหลายชีวิตในครอบครัวชนชั้นกลาง(และชนชั้นล่าง)ผู้หลงใหลความบันเทิงเริงใจที่ต้องรับมือกับปัญหาต่างๆ ท่ามกลางโลกอันชื้นแฉะและร้อนรุ่มของช่วงวันหยุดฤดูร้อน- ออกฉาย เธอก็กลายเป็นที่จับตามองทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ (หนังเข้าชิงรางวัลหมีทองคำในเทศกาลหนังนานาชาติเบอร์ลิน) ด้วยค่าที่มันเป็นหนังที่เต็มไปด้วยบรรยากาศเฉพาะตัว ซึ่งผนวกเข้ากับลีลาการเล่าเรื่องผ่านภาพและเสียงอันรุ่มรวยทว่าหลอกหลอนอยู่ในที โดยทั้งหมดนั้นยังเป็นการวิพากษ์/ตอบโต้กับสภาพสังคม การเมือง และเศรษฐกิจที่มีแต่ปัญหาฝังรากลึกของอาร์เจนตินาได้อย่างชาญฉลาดอีกด้วย – นั่นจึงทำให้เธอกลายเป็นผู้กำกับออเตอร์ (Auteur) ผู้มีวิสัยทัศน์อันแหลมคมในสายตาของคอหนังโลกไปโดยปริยาย “ฉันรู้ว่าหนังในแบบที่ฉันทำออกมามันต้องไม่ใช่หนังที่ดูง่ายแน่ๆ เพราะสำหรับฉัน มันไม่ใช่หนังที่เน้นความสมจริงเลย และมันก็มักจะมีอะไรที่ ‘ไม่ปกติสุข’ อยู่ในนั้นเสมอ มันเป็นหนังประเภทที่คุณไม่สามารถบอกได้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้นอีกบ้าง และฉันก็อยากให้คนดูรู้สึก ‘ไม่สบายใจ’ (จนต้องตั้งคำถามกับหนังและเรื่องเล่า) ตั้งแต่ต้นเรื่องเลยด้วยซ้ำ

The Holy Girl

ขณะที่ The Holy Girl ผลงานในอีกสามปีต่อมาที่ทำให้มาร์เตลได้เข้าชิงรางวัลปาล์มทองเป็นครั้งแรกในเทศกาลหนังนานาชาติเมืองคานส์นั้น ก็ยังช่วยตอกย้ำสถานะการเป็นผู้กำกับหัวขบถสายทดลองของเธอ เมื่อการเล่าถึงเด็กวัยแตกสาวจากโรงเรียนคริสต์ผู้เพิ่งตื่นรู้ในเรื่องเพศ และพยายามหาหนทาง ‘ชำระบาป’ ให้ชายวัยกลางคนที่เคยล่วงเกินเธอในที่สาธารณะในหนังเรื่องนี้นั้น ถูกถ่ายทอดมาจากประสบการณ์และมุมมองของมาร์เตลเองในฐานะของเด็กสาวที่เคยยึดมั่นในแนวคิดของศาสนามาก่อน จนกระทั่งเธอได้พบว่าตรรกะหลายอย่างในโลกใบนั้นได้สร้างความอึดอัดใจมากกว่าที่จะเป็นความปลอดโปร่งโล่งสบายทางจิตวิญญาณ ซึ่งมาร์เตลได้ใช้ภาษาภาพยนตร์ที่ ‘บิดเบี้ยว’ ตามแบบฉบับของเธอเองในการถ่ายทอดสภาวะต่างๆ ของเด็กสาวที่ค่อยๆ เรียนรู้ถึงด้านลึก-ทั้งดีและร้าย-ของโลกแห่งศรัทธาและโลกแห่งความปรารถนาทางเพศ-ที่ดูจะขัดแย้งเป็นปฏิปักษ์-ไปพร้อมๆ กัน

The Headless Woman

The Headless Woman ในปี 2008 อาจเรียกได้ว่าเป็นผลงานที่โด่งดังที่สุดของมาร์เตลในแวดวงภาพยนตร์โลก เพราะนอกจากมันจะชนะหลากหลายรางวัลในบ้านเกิดและเข้าชิงปาล์มทองได้เป็นหนที่สองแล้ว มันยังถือเป็น ‘จุดสูงสุด’ ในการทดลองด้านเสียงและภาพในหนังของเธอด้วย ผ่านการเล่าเรื่องราวสุดพิศวงของหญิงชนชั้นกลางวัยดึกที่บังเอิญขับรถทับ ‘อะไรบางอย่าง’ บนถนนอันเวิ้งว้างห่างไกลผู้คน ซึ่งในภายหลัง เธอก็เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า สิ่งที่เธอขับรถทับแล้วหลบหนีมาอย่างงุนงงนั้น เป็น ‘สัตว์’ หรือ ‘เด็ก’ กันแน่ และความรู้สึกตึงเครียดจากเหตุการณ์นี้ก็ยังคงวนเวียนหลอกหลอนอยู่ภายในหัวของเธอไปตลอดทั้งเรื่อง โดยมาร์เตลเล่าเรื่องอย่างเอกอุโดยการเลือกใช้จังหวะการเล่าที่เนิบช้า, พล็อตที่ไม่แน่ชัด (เธอบอกว่าดัดแปลงมาจากฝันร้ายที่เธอเห็นตัวเองต้องกลายเป็นฆาตกรฆ่าคน), การขับเน้นบรรยากาศอันกดดันป่วนปั่นที่แวดล้อม(หรือครอบงำ)ตัวละคร รวมถึงการถ่ายภาพซับเจ็กต์ที่ดูเหมือนจะ ‘ไร้หัว’ อยู่ตลอดเวลา

หนังถูกตีความว่าเป็นการวิพากษ์หลักคิดของคนชนชั้นกลางที่มักจะนิ่งเฉยดูดายกับปัญหาของคนชนชั้นล่าง รวมถึงอาการ ‘คิดไปเอง’ ที่คนเหล่านี้มีต่อชีวิตและสังคมภายใต้ทัศนคติอันคับแคบและเห็นแก่ตัวในหมู่พวกพ้องของตน – ซึ่งมาร์เตลมองว่านี่แหละคือ ‘เรื่องที่น่าสยองขวัญสุดๆ’ สำหรับประเทศของเธอ และด้วยลีลาการเล่าเรื่องแบบ ‘นิ่งน้อย แต่แสบสัน’ นี้ ก็ทำให้ The Headless Woman ขึ้นแท่นเป็นหนึ่งใน 100 หนังที่ยอดเยี่ยมที่สุดประจำศตวรรษที่ 21 ของ BBC ไปเมื่อปี 2016 ที่ผ่านมาได้อย่างสมศักดิ์ศรีคนทำหนังหัวขบถของมาร์เตล

Zama

ส่วนผลงานลำดับที่ 4 อันเป็นเรื่องล่าสุดอย่าง Zama เมื่อปี 2017 ก็มีสถานะเป็น ‘หนังเรื่องแรก’ ของมาร์เตลในหลายมิติ ทั้งเป็นหนังเรื่องแรกในรอบเก้าปี / เป็นหนังย้อนยุคเรื่องแรก / เป็นหนังดัดแปลงเรื่องแรก (จากนิยายปี 1957 ของ อันโตนีโอ ดี เบเนเด็ตโต) / เป็นหนังเรื่องแรกที่ถ่ายด้วยระบบดิจิตอล / และยังเป็นหนังเรื่องแรกที่เล่าเหตุการณ์นอกบ้านเกิดอย่างซัลตาอีกด้วย โดยมันว่าด้วย ดอน ดิเอโก เดอ ซามา เจ้าหน้าที่ทางการแห่งอาณาจักรสเปนที่ถูกส่งมาประจำการยังเขตเมืองอาณานิคมที่ปารากวัยในศตวรรษที่ 18 และกำลังรอคอยคำสั่งเรียกตัวกลับ-ที่ยังมาไม่ถึงเสียที-จากเบื้องบน ซึ่งช่วงเวลาแห่งการรอคอยนี้เองที่ทำให้เขาค่อยๆ ถูกสภาวะแวดล้อมกัดกินและทุบทำลาย ‘ความเป็นชาย’ หรือแม้แต่ ‘ตัวตน’ จนแทบไม่รู้ว่าตัวเอง ‘เป็น’ ใครหรืออะไรกันแน่ – ซึ่งนั่นดูเหมือนจะเป็นการเปรียบเปรยของมาร์เตลถึง ‘อัตลักษณ์ความเป็นชาติอันแสนสับสนและย้อนแย้ง’ ของอาร์เจนตินาที่ก่อร่างความไม่มั่นใจในรากเหง้า/ตัวตนของคนอาร์เจนตินามาช้านาน-แม้กระทั่งในปัจจุบันนี้ที่พวกเขาเป็นอิสระจากสถานะของประเทศอาณานิคมมากว่าสองศตวรรษแล้วก็ตาม (อนึ่ง หนังเปิดตัวที่เทศกาลหนังเวนิซในปีนั้น, ได้รับรางวัลในบ้านเกิดเป็นกระบุง และยังเป็นตัวแทนอาร์เจนตินาส่งชิงออสการ์หนังภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมอีกด้วย)

หากมองอย่างผิวเผิน แม้ว่า Zama อาจจะดูเป็นงานที่แตกต่างจากหนังเรื่องก่อนๆ ของมาร์เตลในหลายๆ แง่ (ดังที่กล่าวไป) ทว่าหนังทั้ง 4 เรื่องของเธอกลับเชื่อมโยงกันอย่างแนบสนิท โดยเฉพาะการชี้ให้เห็นถึงชีวิตของผู้คนที่ถูกแบ่งแยกออกจากกันด้วยกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่มนุษย์กำหนดขึ้น-ไม่ว่าพวกเขาเหล่านั้นจะมีชีวิตอยู่ในพื้นที่ใดหรือยุคสมัยไหน ยกตัวอย่างเช่น การที่มาร์เตลกล่าวถึง ‘หิมะ’ ทั้งใน The Swamp และ Zama ผ่านภาพถ่ายและคำพูด-ตามลำดับ “เราไม่มีหิมะในอาร์เจนตินา และก็ไม่มีแม้กระทั่งในเขตภาคเหนือที่ฉันเกิดมา หิมะสำหรับเราจึงหมายถึงยุโรป หิมะคือ ‘ความหรูหรา’ ในสายตาเรา …และเราก็ปรารถนาที่จะเป็น ‘ชาวยุโรป’ กับเขาบ้าง” – หิมะในมุมมองของมาร์เตลจึงเปรียบได้กับทัศนคติในการไขว่คว้าชีวิตที่ดีกว่าโดยไม่สนใจใครของคน ‘ชนชั้นสูง’ และ ‘ชนชั้นกลาง’ ซึ่งบ่อนทำลายชีวิตของคน ‘ชนชั้นล่าง’ หรือ ‘ชนพื้นเมือง’ ของสังคม-ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ-มาโดยตลอด และกลายเป็นรากฐานของการแบ่งแยกกีดกันระหว่างชนชั้นในสังคมอาร์เจนตินาเรื่อยมา

มาร์เตลจึงเป็นที่ขึ้นชื่อลือชาในหมู่นักวิจารณ์ว่า เป็นผู้สำรวจความแปลกต่างระหว่างชนชั้น, เชื้อชาติ, เพศ หรือแม้แต่อาณาเขตอยู่เสมอ เธอมักจับคู่ตรงข้ามทางความคิดของผู้คนมาวางรวมกันภายในหนังเรื่องเดียว และชี้ชวนให้ผู้ชมตั้งคำถามกับความแปลกต่างนั้น สังเกตและฟังเสียง ‘คนชายขอบ’ เหล่านั้น (“ฉันชอบที่บรรดาสิ่งอ้างอิงในหนังของฉันล้วนเต็มไปด้วยข้าวของพื้นเมือง ฉันรู้สึกว่านั่นเป็นโลกที่ไม่ถูกถ่ายทอดผ่านเรื่องเล่ามากนัก” เธอว่า) ผ่านการ ‘เล่น’ กับทุกองค์ประกอบของเรื่องเล่าที่ ‘เกื้อหนุน’ หรือ ‘ย้อนแย้ง’ กันไปตลอดทั้งเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นงานถ่ายภาพ-มุมกล้อง-สีสัน-แสงเงา-องค์ประกอบภาพ (เธอมักโคลสอัพส่วนต่างๆ ของร่างกายเพื่อบ่งบอกอารมณ์แทนการโคลสอัพใบหน้าหรือดวงตา เพราะ “การโคลสอัพหน้าแบบ [อิงมาร์] เบิร์กแมน นั่นไม่ได้บอกอะไรเราเลยนะ …และการที่มีคนชอบพูดว่า ‘ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ’ นั้น ฉันเชื่อว่ามันเป็นแนวคิดที่บ้องตื้นสิ้นดี”) หรือเสียงเอฟเฟ็กต์ส-บรรยากาศ-บทสนทนา-บทบรรยาย-ดนตรี (เธอมักใช้เสียงสร้างความหมายใหม่ดังที่กล่าวไป-โดยพยายามใช้มันเพื่อต่อขยายให้เรื่องราว ‘ไปไกล’ กว่าแค่ภาพที่เห็นตรงหน้า) โดยเน้นบรรยากาศอันลึกลับ หลอกหลอน ไม่ปลอดภัย และคาดเดาไม่ได้ ซึ่งเป็นทิศทางที่เธอมักใช้เพื่อกระตุ้นให้ผู้ชมเกิดคำถามกับสิ่งที่ ‘เห็น’ และ ‘ได้ยิน’ มาโดยตลอด-นับจากหนังเรื่องแรก

และแม้ว่าในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา มาร์เตลจะทำหนังมาเพียงแค่ 4 เรื่อง แถมยังเคยเฉียดตายมาแล้วจากการตรวจพบมะเร็งปากมดลูกในปี 2016 จนต้องเข้ารับการบำบัดอยู่นาน ทว่าเธอก็ยังไม่เคยเร่งรีบจะเล่าเรื่องที่อยู่ในใจให้ออกมาเร็วหรือถี่ขึ้นเหมือนใครคนอื่น แต่เธอยังคงรอคอยเวลาอันเหมาะควรเหมือนที่ผ่านมา …ขณะเดียวกัน เธอเองก็ยังสงสัยในจุดยืนของเหล่าคนทำหนังที่ช่างขยันผลิตหนังซูเปอร์ฮีโร่กับหนังแฟรนไชส์ออกมาฉายกันไม่เว้นแต่ละปีจนกลายเป็นอุตสาหกรรมอันน่าขันขื่นในสายตาเธอ “พวกเขามีไอเดียอยู่อย่างล้นเหลือจริงๆ เหรอ? พวกเขามี ‘เรื่องเล่า’ ที่อยากจะแบ่งปันกับโลกเยอะแยะขนาดนั้นเลยเชียว? …ตัวฉันน่ะมีไม่มากขนาดนั้นหรอก” เธอว่า “สำหรับฉัน ถ้าคุณได้ทำหนังแค่เรื่องเดียวมันก็อาจจะเพียงพอแล้ว เพราะเราต่างก็มีความปรารถนาที่จะแสดงความเป็นตัวเองออกมาด้วยกันทั้งนั้น …แต่ถ้ามีใครสักคนที่ขยันทำผลงานออกมาเยอะเกินไป คนคนนั้นก็ดูเหมือนจะไปเบียดเบียนเอาโควต้าในการเล่าเรื่องของคนอื่นมาใช้ด้วยน่ะ” มาร์เตล (ผู้เคยถูกมาร์เวลทาบทามให้ไปกำกับ Black Widow แต่เธอกลับบอกปฏิเสธไปอย่างไม่ใยดี-เมื่อพวกเขาบอกว่า ‘ผู้กำกับกับหญิง’ อย่างเธอ “ไม่จำเป็นต้องกำกับฉากแอ็กชั่นเองหรอก”) ยังตั้งคำถามอีกด้วยว่า แล้วเหตุใดคนทำหนังเหล่านั้นถึงยังเอาแต่เล่าเรื่องของโลกที่มีแต่ ‘ธรรมะ’ ปะทะ ‘อธรรม’ แบบแบนราบเช่นนั้นอยู่ร่ำไป “ทำไมเราต้องเอาแต่เล่าถึง ‘สงคราม’ ที่มีแค่ ‘ไอ้เลวผู้แสนชั่วช้า’ กับ ‘คนดีผู้น่าซาบซึ้ง’ ด้วยล่ะ?” เธอขมวดคิ้ว

“ฉันนิยมความไม่สมบูรณ์แบบ ความอ่อนแอ หรือตัวละครที่เกือบจะดูเป็นคนชั่วช้ามากกว่านะ เพราะฉันรู้สึกว่ามันมีความเป็น ‘มนุษย์ปุถุชน’ มากกว่าพวกตัวละครวีรบุรุษทั้งหลายนั่นเสียอีก …ส่วนพวก ‘คนดี’ น่ะเหรอ – คนดีพวกนี้แหละที่ทำร้ายทำลายเราได้อย่างสาหัสสากรรจ์ที่สุดแล้วในโลกนี้”