Dead Man Walking I Am Sam Into the Wild Milk Mystic River Sean Penn Sweet and Lowdown This Must Be the Place การแสดง นักแสดง ออสการ์ ฮอลลีวูด

มันคือความรัก …ไม่ใช่อาชีพ : เบื้องหลังการแสดงอันบ้าคลั่งในสไตล์ ฌอน เพนน์

Home / Bioscope focus / มันคือความรัก …ไม่ใช่อาชีพ : เบื้องหลังการแสดงอันบ้าคลั่งในสไตล์ ฌอน เพนน์

โดย กฤตนัย จงไกรจักร

 

หากพูดถึงนักแสดงยอดฝีมือในฮอลลีวูด เราคงจะมองข้ามชื่อของ ฌอน เพนน์ ไปไม่ได้ เพราะทักษะในการแสดงอันหลากหลาย (และอาจรวมถึงความสามารถในการกำกับภาพยนตร์) ส่งผลให้เขาได้เข้าชิงออสการ์สาขานำชายถึง 5 ครั้ง และชนะมาได้ถึง 2 ครั้ง รวมถึงการถูกเสนอชื่อเข้าชิงในรางวัลอื่นๆ -ทั้งในฐานะนักแสดงและผู้กำกับ- อีกจำนวนมาก

อะไรคือเคล็ดลับความสำเร็จของเขา? …เราขอพาทุกท่านไปค้นหาคำตอบผ่านเส้นทางชีวิตของชายที่สร้างสรรค์ผลงานด้วยใจรักอย่างสุดซึ้งคนนี้กัน

Taps

หากสาวไปถึงต้นตอความหลงใหลในเสน่ห์ของโลกมายาแขนงนี้ของเขา คำตอบที่เหมาะสมที่สุดก็คือ “อาจตั้งแต่ที่เขาลืมตาขึ้นมาดูโลก” เพราะฌอน เพนน์คือหนึ่งในลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของ ลีโอ เพนน์ ผู้กำกับซีรีส์ดังอย่าง Star Trek และ Hawaii Five-O กับ ไอลีน ไรอัน นักแสดงหญิง และก็คงถือเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับเด็กที่เติบโตมาจากครอบครัวในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ซึ่งเป็นลูกไม้ที่ยากจะหล่นไกลจากต้นของพ่อ-แม่ โดยจุดเปลี่ยนของเขาอยู่ในช่วงไฮสคูลที่เขาวางแผนจะเรียนต่อมหาวิทยาลัยทางด้านกฎหมาย ทว่ากลับต้องมาสะดุดเข้ากับโปรเจ็กต์หนังสั้นที่เขากับเพื่อนๆ ช่วยกันทำแบบขำๆ เสียก่อน

“มันเป็นช่วงที่พวกเรากำลังถ่ายหนังสั้นกัน ตอนนั้นดึกมากแล้ว ทุกคนอยากกลับบ้านกัน แต่เรายังไม่มีนักแสดงสำหรับบางฉาก ผมจึงอาสาเป็นนักแสดงเอง แล้วก็ค้นพบว่า ผมไม่ได้แค่ ‘อยากลอง’ เป็นนักแสดงเฉยๆ นี่หว่า แต่ผม ‘หลงรัก’ การเป็นนักแสดงเลยต่างหาก” – นั่นทำให้เพนน์ตัดสินใจะละทิ้งการเรียนกฎหมายและเข้าร่วมแสดงในโรงละครเวทีเมืองลอสแองเจลิสแทน เขาใช้เวลาฝึกฝนทักษะทางการแสดงบนเวทีละครอยู่นานหลายปี จนในที่สุด เขาก็มีผลงานการแสดงบนหน้าจอชิ้นแรกอย่าง Taps (1981, แฮโรลด์ เบ็คเกอร์) หนังดราม่าว่าด้วยหนุ่มๆ ในโรงเรียนทหาร และตามด้วยการพลิกบทบาทในหนังตลกวัยรุ่นวุ่นรักอย่าง Fast Times at Ridgemont High (1982, เอมี เฮ็คเคอร์ลิง)

Bad Boys
Dead Man Walking

และนับแต่นั้นเป็นต้นมา เพนน์ก็เลือกรับบทที่แตกต่างกันอีกมาก ทั้งวัยรุ่นสุดห่ามใน Bad Boys (1983, ริค โรเซนธัล), ทนายความประจำแก๊งมาเฟียใน Carlito’s Way (1993, ไบรอัน เดอ พัลมา), นักโทษประหารใน Dead Man Walking (1995, ทิม ร็อบบินส์), มือกีตาร์แจ๊ซซ์แสนมาดมั่นใน Sweet and Lowdown (1999, วูดี อัลเลน) และคุณพ่อพิเศษสติเฟื่องใน I Am Sam (2001, เจสซี เนลสัน) ซึ่งสามบทหลังนั้นส่งให้เขาได้ชิงออสการ์สาขา ‘นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม’ แบบนอนมา เนื่องจากความละเอียดลออในการถ่ายทอดตัวละครเหล่านี้ผ่านสำเนียงการพูดและภาษากายแบบ ‘เก็บทุกเม็ด’

Sweet and Lowdown
I Am Sam

แน่นอนว่าการเลือกรับบทบาทที่ต่างกันสุดขั้วแบบนี้ ย่อมแสดงถึงศักยภาพทางด้านการแสดงของเขา รวมถึงความต้องการที่จะท้าทายขีดความสามารถของตัวเองอยู่เสมอ “ผมจะบอกอะไรให้คุณรู้อย่างนึง ผมไม่เคยมองว่านี่คือ ‘อาชีพ’ ของผมเลยนะ ผมไม่ได้รู้สึกว่าผมจำเป็น ‘ต้อง’ ทำมัน …มีกฎข้อหนึ่งในการขับรถแบบอิตาเลียนคือ คุณต้องหักกระจกหลังทิ้ง เพราะสิ่งที่ผ่านมาแล้วมันไม่สำคัญเลย – ผมเองก็เช่นกัน ผมไม่ได้สนใจหรอกว่าบทเรื่องที่แล้ว มันจะเหมือนหรือไม่เหมือนกับสิ่งที่ผมกำลังทำอยู่ ถ้าบทมันน่าสนใจ ผมเข้าใจตัวละครและชอบมันมากพอ ผมก็จะเล่น ง่ายๆ แค่นั้นแหละ

ทัศนคติเหล่านี้ ไม่ใช่สิ่งที่เขาใช้แค่กับการแสดงเท่านั้น เพราะแม้กระทั่งการก้าวออกมาทำงานเบื้องหลังในฐานะผู้กำกับ ตัวเขาเองก็เริ่มทำมันด้วยความสนใจอย่างเข้มข้นเช่นกัน “การผันตัวมาเป็นผู้กำกับมันไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย สิ่งเดียวที่ทำให้ผมตัดสินใจทำมัน เพราะผมมีเรื่องราวที่อยากจะเล่าบ้างก็แค่นั้นเอง” เขาจึงถ่ายทอดออกมาเป็นหนังจำนวนไม่น้อย-ที่ส่วนใหญ่มักมุ่งเน้นการส่องสำรวจจิตใจของมนุษย์ ทั้ง The Indian Runner (1991), The Crossing Guard (1995), The Pledge (2001), Into the Wild (2007) และ The Last Face (2016)

Mystic River
Milk

และถึงแม้ในตอนนี้ เพนน์จะกลายมาเป็นผู้กำกับแล้ว แต่ก็มันไม่ได้หมายความว่า เขาจะละทิ้งบทบาทการเป็นนักแสดงไปโดยสิ้นเชิง “มันไม่ใช่ว่าพอคุณผันตัวไปเป็นผู้กำกับแล้ว คุณจะไม่สามารถรับงานแสดงได้อีกนี่นา ถ้าบทมันน่าสนใจสำหรับผม ผมก็พร้อมจะแสดงมันอีกอยู่แล้ว” – นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ในปัจจุบัน เรายังได้เห็นเพนน์ในฐานะนักแสดงมากความสามารถเรื่อยมา ทั้งการรับบท จิมมี ชายหนุ่มผู้มีอดีตดำมืดจากวัยเด็กคอยตามหลอกหลอนใน Mystic River (2003, คลินต์ อีสต์วูด) และบท ฮาร์วีย์ มิลค์ นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิเกย์ของอเมริกันชนใน Milk (2008, กัส แวน แซนต์) ที่ล้วนส่งให้เขาคว้าออสการ์นำชายมาได้

This Must Be the Place

อย่างไรก็ดี บทบาทหนึ่งที่ยังคงติดตาตรึงใจเราในช่วงทศวรรษให้หลังมานี้ เห็นจะเป็นบท เชเยนน์ -ร็อคเกอร์วัยเกษียณที่ออกเดินทางตามหาอดีตทหารนาซีที่พ่อผู้ล่วงลับของตนอยากแก้แค้น- ใน This Must Be the Place (2011) ของ เปาโล ซอร์เรนติโน (The Great Beauty, Youth) …ที่ว่ากันว่าเพนน์เอ่ยปากรับเล่นภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง!

“คนที่ผมจะให้มารับบทเป็นเชเยนน์ตั้งแต่ไอเดียช่วงแรกๆ ของผม ก็คือฌอนนี่แหละ” ซอร์เรนติโนกล่าว “ตอนแรกที่เราส่งบทไปให้เขา ผมก็ไม่ได้คาดหวังอะไรขนาดนั้นหรอก ผมคิดว่าต้องรอเขาตอบรับอีกเป็นเดือนแน่นอน ซึ่งตอนนั้นเราเริ่มมองหาทางเลือกอื่นเพิ่มบ้างแล้ว แต่ที่น่าตกใจมากๆ คือ ในคืนที่เราส่งบทไป ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา เขาก็ติดต่อมาหาผมทันที ตอนแรกผมก็คิดว่าโดนแกล้งหรือป่าวนะ แต่สุดท้ายก็ได้รู้ความจริงว่า ฌอนชอบบทของผมมาก

“ฌอน เพนน์ คือนักแสดงที่สมบูรณ์แบบสำหรับผู้กำกับเลยนะ เพราะนอกจากเขาจะเคารพความคิดของผู้กำกับเป็นอันดับแรกแล้ว เขาก็ยังมีส่วนที่คอยโต้เถียงเพื่อปรับปรุงตัวละครให้ดีขึ้นมากกว่าเดิมด้วย ผมว่าจริงๆ แล้วความเก่งของเขาคือความเข้าใจเบื้องลึกเบื้องหลังของตัวละครที่เขาจะเล่นมากกว่า มีหลายฉากที่ผมและ ลูกา (ลูกา บีกัซซี – ผู้กำกับภาพ) แทบจะไม่มีอะไรต้องพูดกับเขาเลย เพราะวิธีการแสดงออกมาของฌอน เพนน์นั้น มันตรงตามความต้องการของผมแทบทุกอย่าง”

This Must Be the Place

แน่นอนว่าตัวเพนน์เองก็สนใจในคาแร็กเตอร์นี้เป็นอย่างมาก เพราะในขณะที่เขาได้ตบปากรับคำว่าจะมารับบทเชเยนนต์นั้น ในหัวของเขาก็ได้สร้างเรื่องราวของเชเยนน์เอาไว้เรียบร้อยแล้ว “ทันทีที่เปาโลส่งบทมาให้ดู ผมไม่ลังเลเลยที่จะตอบรับ ผมชอบหนังเรื่องนี้จริงๆ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมรู้สึกหนักใจและกังวลมากๆ คือฉากที่ผมต้องเต้น (หัวเราะ) ผมต้องเต้นยังไงให้เหมือนกับศิลปินจริงๆ จะทำยังไงให้ ‘อิน’ นั่นคือการบ้านที่ผมต้องเตรียมตัวสำหรับหนังเรื่องนี้

“แม้ว่าเชเยนน์จะอายุ 50 แล้ว แต่ก็ยังดูเป็นหนุ่มวัยรุ่น ผมเลยต้องถูกเมคอัพ ทาลิปสติก แต่งตัวแบบ ‘กอธิค’ ซึ่งผมว่ามันดูหลุดโลกที่สุดเท่าที่ผมเคยทำมาเลยแหละ …แต่คุณเชื่อไหมว่า หลังจากที่แต่งตัวและเมคอัพเสร็จแล้ว มันทำให้ผมรู้สึกฮึกเหิม – ผมได้กลายเชเยนน์ไปแล้วจริงๆ!”