Anthony Minghella Art School Confidential Bee Season Dancing on My Own Elle Fanning Max Minghella Teen Spirit The Darkest Hour The Handmaid’s Tale The Ides of March The Social Network

แม็กซ์ มิงเกลลา : จากนักแสดงหนุ่มวัยใส สู่ผู้กำกับไฟแรงตามรอยพ่อ

Home / Bioscope focus / แม็กซ์ มิงเกลลา : จากนักแสดงหนุ่มวัยใส สู่ผู้กำกับไฟแรงตามรอยพ่อ

หลายคนอาจจดจำใบหน้าหล่อเข้มของ แม็กซ์ มิงเกลลา ได้จากผลงานการแสดงของเขาตลอดช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นหนังอย่าง Bee Season (2005, สก็อตต์ แม็กจีฮี และ เดวิด ซีเกล), Art School Confidential (2006, เทอร์รี ซวิกออฟ), The Social Network (2010, เดวิด ฟินเชอร์) หรือซีรีส์อย่าง The Handmaid’s Tale (2017-ปัจจุบัน)

หลายคนอาจคุ้นหูนามสกุลของเขา เพราะแม็กซ์คือลูกชายของผู้กำกับฝีมือดีผู้ล่วงลับจากเกาะอังกฤษอย่าง แอนโธนี มิงเกลลา ที่เคยสร้างสรรค์ผลงานระดับออสการ์มาแล้ว ทั้ง The English Patient (1999 – ที่ชนะรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมและภาพยนตร์ยอดเยี่ยม), The Talented Mr. Ripley (1999) และ Cold Mountain (2003)

และในปีนี้ หลายคนก็คงได้ยินชื่อของมิงเกลลารุ่นลูกคนนี้ในฐานะของ ‘ผู้กำกับหน้าใหม่’ จาก Teen Spirit (2018) หนังดราม่าวงการดนตรีที่นำแสดงโดย แอลล์ แฟนนิง …อะไรที่ทำให้แม็กซ์ผันตัวจากนักแสดงมาทดลองงานกำกับตามรอยพ่อ เราจะพาคุณไปรู้จักเขาให้มากขึ้นกว่านี้อีกนิด

แม็กซ์กับพ่อ
จากนักแสดงหนุ่มวัยใส

ด้วยความที่แม็กซ์เกิดในครอบครัวชาวอังกฤษที่ผสมผสานกันจากหลากหลายเชื้อชาติ ทั้งอิตาเลียน, สวีดิช, จีน และยิว จึงทำให้เขาได้รับใบหน้าอันคมเข้มอันมีเอกลักษณ์มาเป็นมรดกตกทอด และเขายังได้รับความสนใจเกี่ยวกับหนังอย่างเข้มข้นมาทั้งจากพ่อ-ผู้เปลี่ยนผ่านจากนักเขียนบทละครมาเป็นคนทำหนัง และ แคโรลีน แม่-ผู้ทำงานให้ British Board of Film Classification ที่รักหนังแบบสุดจิต ถึงขั้นเอาพล็อตหนังมาเล่าเป็นนิทานก่อนนอนให้เขาฟังตั้งแต่อายุ 3 ขวบ จนกระทั่งเขาโตเป็นหนุ่ม “แม่ผมเป็นคนจีน แม่เลยแนะนำให้ผมรู้จัก หว่องกาไว ซึ่งมีอิทธิพลใหญ่หลวงกับผมมาก – มันทำให้ผมเข้าใจว่าการทำหนังคืออะไร และมันเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นได้มากขนาดไหน”

แต่กระนั้น เขาก็ไม่ได้สนใจการแสดงมาตั้งแต่เด็ก “ผมเคยคิดว่ามันค่อนข้างน่าอายเหมือนกันนะครับ ที่จะมาบอกว่าตัวเองอยากเป็นนักแสดง …เพราะมันเหมือนกับเป็นเรื่องที่ไม่เท่เอาเสียเลยน่ะ” แต่เมื่อหลุดพ้นจากความคิดนั้นมาได้เมื่อตอนเรียนมหาวิทยาลัย รวมถึงรู้แน่ว่าไปไม่รอดในสายวิชาการที่เรียนอยู่ เขาจึงตัดสินใจลองใช้ชีวิตในอีกรูปแบบหนึ่งผ่านการเป็นนักแสดงอย่างเป็นเรื่องเป็นราว

Bee Season
Syriana
Art School Confidential

หลังรับบทเล็กๆ น้อยๆ ทั้งในหนังของพ่ออย่าง Cold Mountain (ที่ไม่ได้รับเครดิต) และหนังสั้นอีกประปราย แม็กซ์ก็มีโอกาสรับบทเด่นเป็นครั้งแรกใน Bee Season โดยเขารับบทเป็น แอรอน ลูกชายของครอบครัวชาวอเมริกัน/ยิวที่เต็มไปด้วยปัญหา-ผู้ต้องคอยดูแลน้องสาวคนเก่งที่เข้าแข่งชิงแชมป์การสะกดคำศัพท์ระดับประเทศ ซึ่งแม้ตัวหนังจะทำได้ไม่ดีนักทั้งในแง่คำวิจารณ์และรายได้ แต่แม็กซ์ก็ยังถูกจับตาในฐานะของ ‘นักแสดงรุ่นใหม่ผู้เปี่ยมพรสวรรค์’ ก่อนที่เขาจะรับบทเป็นตัวละครที่โดดเด่นไม่แพ้กันอย่างต่อเนื่อง ทั้งบทลูกชายของตัวละครซีไอเอของ จอร์จ คลูนีย์ ในหนังธริลเลอร์การเมืองสุดเข้ม Syriana (2005, สตีเฟน เกแกน) และบท เจอโรม พระเอกหนุ่มติสต์แตกผู้ตกหลุมรักนางแบบภาพวาดนู้ดใน Art School Confidential ของซวิกออฟในปีถัดมา โดยมีบทบาทจากหนังหลากแนวเรื่องอื่นๆ ที่ไม่ค่อยเป็นที่พูดถึงนัก (Elvis and Anabelle, Agora, Brief Interviews with Hideous Men) มาคอยเป็นแบบฝึกหัดสำหรับฝึกปรือฝีมือการแสดงของเขาเรื่อยมา

The Social Network

The Social Network -หนังชีวประวัติการก่อรตั้งเฟซบุ๊คโดยผู้กำกับ เดวิด ฟินเชอร์ ในปี 2010- น่าจะเป็นผลงานที่โด่งดังที่สุดแล้วในเส้นทางสายการแสดงของแม็กซ์ โดยเขารับบทเป็น ดิฟยา นาเรนดรา เพื่อนร่วมรุ่นที่มหาวิทยาลัยฮาวาร์ดของ มาร์ค ซัคเคอร์เบอร์ก (รับบทโดย เจสซี ไอเซนเบิร์ก) ที่ฟ้องร้องเขาโทษฐานขโมยไอเดียเฟซบุ๊คไป ซึ่งแม็กซ์ถูกเคี่ยวกรำจากผู้กำกับที่เขาเคารพอย่างฟินเชอร์ จนเขาสามารถเข้าถึงการแสดงแบบ ‘หลุดไปจากตัวเอง’ ได้ และกลายเป็นหนึ่งในรายชื่อที่ได้เข้าชิงรางวัลนักแสดงกลุ่มยอดเยี่ยมจากหลายสถาบัน

The Ides of March
The Darkest Hour
The Handmaid’s Tale

หลังจากนั้น แม็กซ์ก็ยังไปรับบทนำบ้างสมทบบ้างในหนังแมสส์ๆ ทั้งหนังธริลเลอร์เปิดโปงการเมือง The Ides of March (2011, จอร์จ คลูนีย์), หนังเอเลี่ยนบุกโลก The Darkest Hour (2011, คริส โกรัค), หนังตลกเซลส์แมน The Internship (2013, ฌอน เลวี) และหนังแฟนตาซีกึ่งสยองขวัญ Horns (2013, อเล็กซ็องเดรอ อาชา) จนกระทั่งแม็กซ์กลายเป็นที่จับตาอย่างจริงจังเมื่อปี 2017 ด้วยซีรีส์กระแสแรงที่ดัดแปลงจากนิยายดิสโทเปียชื่อดังของ มาร์กาเร็ต แอ็ตวูด -ว่าด้วยโลกที่เพศหญิงต้องตกเป็น ‘สมบัติ’ ของสังคมชั้นสูง- อย่าง The Handmaid’s Tale ซึ่งเขาต้องแสดงเป็น นิค คนขับรถหนุ่มผู้ลักลอบให้ความช่วยเหลือสาวใช้หัวขบถ (เอลิซาเบธ มอสส์) จนติดบ่วงเสน่หาของเธอเข้าอย่างจัง – บทนี้เองที่ช่วยพิสูจน์ว่า แม็กซ์ยังคงเป็นหนึ่งใน ‘นักแสดงผู้เปี่ยมพรสวรรค์’ ไม่เคยเปลี่ยนแปลง

Teen Spirit
สู่ผู้กำกับไฟแรงตามรอยพ่อ

ปฏิเสธไม่ได้ว่า นอกจากหน้าตาและความสามารถทางการแสดงแล้ว อิทธิพลหนึ่งที่ทำให้แม็กซ์ก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงก็คือการที่เขามีพ่อเป็นผู้กำกับคนดังอย่างแอนโธนี เพราะเขาเติบโตมาท่ามกลางบรรยากาศของกองถ่ายที่เขายกให้เป็นความทรงจำที่เขาปลาบปลื้ม และคิดอยากดำเนินรอยตามอยู่บ้าง “ผมถึงขั้นเคยคิดว่าตัวเองจะต้องเป็นผู้กำกับมิวสิกวิดีโอมาตั้งแต่ตอนอายุ 16 โน่นแน่ะ” เขาเล่าย้อนความหลัง

Teen Spirit ที่เพิ่งออกฉายในโรงภาพยนตร์ทั่วไปเมื่อช่วงต้นปี 2019 ที่ผ่านมา คือผลงานการกำกับเรื่องแรกของแม็กซ์-ที่อยู่ในหัวเขามานานกว่า 12 ปี โดยเล่าถึง ไวโอเล็ต เด็กสาวจากหมู่บ้านเล็กๆ ผู้เหนื่อยหน่ายกับวิถีชีวิตแสนเส็งเคร็งและตั้งใจที่จะคว้าฝันในการเป็นนักร้องผ่านการประกวดเรียลิตี้ที่นำมาซึ่งความหวัง ความฝัน และความกดดันของเธอเอง ซึ่งแม็กซ์-ผู้ที่ทั้งลงมือเขียนบทโดยตั้งต้นจากเพลง Dancing on My Own ของ โรบิน และกำกับเอง-ตัดสินใจเลือกแอลล์ แฟนนิงมารับบทนำ เพราะเธอคือคนที่สามารถพูดได้สองภาษา (อังกฤษ-โปลิช) ทั้งยังร้องเพลง-เต้นรำได้ด้วย โดยเขาเองก็พยายามที่จะกำกับมันออกมาให้ดีที่สุดเท่าที่มันสมอง สองมือ และประสบการณ์การแสดงของเขาจะพอทำได้ (เขายังได้ความช่วยเหลือจาก เจมี เบลล์ เพื่อนสนิทที่กลายมาเป็นโปรดิวเซอร์ให้หนังเรื่องนี้อีกด้วย)

แม็กซ์ (ขวา) ขณะกำกับแอลล์ แฟนนิงใน Teen Spirit

อย่างไรก็ดี การมีพ่อเป็นถึงผู้กำกับคนดังที่ประสบความสำเร็จในระดับโลก (ก่อนจะเสียชีวิตไปด้วยโรคมะเร็งในปี 2008) ก็หาได้เป็นแรงกดดันในการเป็นผู้กำกับหน้าใหม่ของเขาแต่อย่างใด “เขาเป็นหนึ่งในคนที่ทำหนังที่ผมปลื้มนะ ผมเลยไม่รู้ว่ามันมีความรู้สึกอคติพวกนี้ติดอยู่ในใจบ้างไหม” เขาว่า “แต่ผมก็คิดนะว่าโดยเนื้อแท้ เราทุกคนล้วนมีสุ้มเสียงและการมองโลกที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิงอยู่แล้ว มันคงไม่มีใครที่ดูหนังผมแล้วบอกว่า ‘นี่ช่างให้ความรู้สึกเหมือนหนังที่สร้างโดยอีตาคนที่ทำเรื่อง The English Patient ชะมัด’ หรอกครับ” และแม้ว่าผลลัพธ์คำวิจารณ์ของ Teen Spirit จะออกมาในระดับกลางๆ กล่าวคือไม่ได้โดดเด่น แต่ก็ไม่ได้เลวร้าย ทว่านั่นก็ไม่ได้ทำให้แม็กซ์รู้สึกเสียกำลังใจแต่ประการใด เพราะเขาเชื่อว่าตนเองยังต้องใช้ความพยายามลองผิดลองถูกอีกมากสำหรับการตามฝันบนเส้นทางสายกำกับนี้ “สำหรับการแสดง มันเหมือนกับว่า ‘ข้าไม่เชื่อหรอกว่าข้าจะทำสิ่งนี้ต่อไปได้อีกนาน’ แต่สำหรับการกำกับ ผมจะรู้สึกเสมอว่า ‘โอ้ สิ่งนี้แหละที่ข้าควรทำ ข้าอยู่ถูกที่ถูกทางแล้ว’ …ซึ่งนั่นก็ไม่ได้แปลว่าผมคิดว่าตัวเองเก่งกาจอะไรหรอกนะ” เขาพูดติดตลก

ดูเหมือนว่าหลักไมล์ในวัย 33 ปีจะเป็นเพียงแค่ ‘จุดเริ่มต้นครั้งใหม่’ ของชายผู้มุ่งมั่นที่ชื่อแม็กซ์ มิงเกลลาเท่านั้นเอง…