ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล วิสต้า กาดสวนแก้ว เชียงใหม่ โรงภาพยนตร์ โรงหนัง

จุดจบ วิสต้า กาดสวนแก้ว …เดียวดาย ไม่โรแมนติก

Home / Bioscope focus / จุดจบ วิสต้า กาดสวนแก้ว …เดียวดาย ไม่โรแมนติก

โดย นคร โพธิ์ไพโรจน์ บรรณาธิการหนังไทย BIOSCOPE

 

เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2561 นักดูหนังต่างหลั่งไหลไปรวมตัวกันที่โรงหนัง ลิโด เมื่อครั้งยังอยู่ภายใต้การบริหารงานของเครือเอเพ็กซ์ เพื่ออำลาโรงหนังที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ พ.ศ. 2511 แต่ภาพเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับ วิสต้า กาดสวนแก้ว โรงซึ่งให้บริการวันสุดท้าย 20 สิงหาคม พ.ศ. 2562 หลังจากอยู่คู่เมืองเชียงใหม่มานานร่วม 30 ปี

พี่มาทำอะไรที่เชียงใหม่ครับ คนขับแกรบถาม มาดูหนังที่วิสต้าที่กำลังจะปิดครับ คนขับหัวเราะในคำตอบของผม ก็สมควรปิดแหละพี่ ใครจะไปดู…นั่นสิ ใครจะไปดู เพราะไม่กี่วันก่อนโรงหนังจะปิดนั้น มันไม่ได้มีบรรยากาศแห่งการอำลาจากนักดูหนังเชียงใหม่แต่อย่างใด มีเพียงความเงียบเหงาที่รอคอยวันสุดท้ายเท่านั้น

ทำไมถึงไม่ไปดูที่วิสต้ากาดสวนแก้วล่ะ ผมถามกลับคนขับแกรบ เลยไปนิดเดียวก็เมญ่าแล้วพี่ ไม่รู้สิ เห็นเขาว่าสกปรก มีหนูวิ่งอะไรงี้ด้วย ผมยังไม่เคยเข้าไปดูเลยนั่นอาจเป็นภาพลักษณ์ที่คนเชียงใหม่มีต่อวิสต้า กาดสวนแก้วก็เป็นได้ เพราะแม้ว่าค่าตั๋วจะถูกและเมื่อตอนที่ผมเข้าไปดูก็ไม่เจอหนู แต่ในเมื่อมีตัวเลือกที่ดีกว่า ย่อมเกิดการลาจาก

สอดคล้องกับที่ มะเดี่ยว ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล ผู้กำกับหนังชาวเชียงใหม่โดยกำเนิดที่บอกว่า ตอนรู้ข่าวว่าโรงจะปิดก็ใจหาย แต่ทำอะไรไม่ได้ เพราะตอนเขาฉาย เราก็ไม่ได้อินถึงขนาดจะไปดู คนส่วนใหญ่ก็จะเฉยๆ นะ ยิ่งคนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้มีความทรงจำร่วมกับมันขนาดนั้นแล้ว เรายังถามน้องๆ อยู่เลยว่าโรงจะปิดแล้วไปดูกันมั้ย พวกเขาก็ไม่อยากไป

วิสต้า กาดสวนแก้ว มี 7 จอ ตั้งอยู่ที่ชั้น 4 ของอุทยานการค้ากาดสวนแก้ว ในราคาตั๋ว 110 บาท เครือวิสต้าเป็นเครือโรงหนังที่ครั้งหนึ่งเคยยิ่งใหญ่ที่สุดในเชียงใหม่ โดยทิ้งร่องรอยความคึกคักของยุคสมัยเอาไว้ด้วยการตกแต่งตามธีมหนังดังยุค 90 อย่าง ‘อียิปต์’ และ ‘คิงคอง’ (หากเป็นหนังดังยุคนี้คงเต็มไปด้วยมาร์เวล) และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่วิสต้าต้องเปิดโรงหนังฝั่งตรงข้ามกาดสวนแก้วอีก 2 โรง อย่าง วิสต้า 12 ห้วยแก้ว นั่นหมายถึงการพยายามถ่ายเทจำนวนคนดูที่หนาแน่นไปบ้างนั่นเอง

ในฐานะเจ้าบ้าน มะเดี่ยวอาสาขับรถพาไปชมพื้นที่ต่างๆ ในตัวเมืองเชียงใหม่เพื่อช่วยยืนยันอดีตความคึกคักของวัฒนธรรมการดูหนังชาวเชียงใหม่ ไม่ว่าจะเป็น แสงตะวัน’, ‘ทิพย์เนตร’, ‘เจริญเมืองและกระทั่งโรงหนังโป๊ ศรีวิศาล

“ช่วงพีคคือตอน Jurassic Park คนเต็มทุกโรง เราต้องขี่รถเครื่องตระเวนเพื่อหาว่าที่ไหนจะมีตั๋วให้เรา สุดท้ายก็มาได้ดูที่ ‘ทิพย์เนตร’” มะเดี่ยวชี้ให้ดูพื้นที่ว่างเปล่าแห่งหนึ่งแล้วบอกว่าตรงนั้นคือ ‘นครหินอ่อน’ มะเดี่ยวย้อนความทรงจำว่า “มันเป็นโรงหนังที่สวยมาก ตัวอาคารทำด้วยหินอ่อนทั้งหมด จับไปนี่เย็นเจี๊ยบเลย พ่อแม่เคยพาไปดูตอนเด็กๆ เสียดาย ตอนนี้ไม่มีอะไรเหลือแล้ว แปลกเหมือนกันนะพวกพื้นที่ที่เคยเป็นโรงหนังเชียงใหม่มันโดนทุบไปหมด ไม่มีที่ไหนเก็บไว้เลย แล้วส่วนใหญ่ก็ไม่เอาไปทำอะไรต่อ เหลือ ‘แสงตะวัน’ ที่ตัวอาคารยังอยู่ มีสถาปัตยกรรมนูนต่ำที่สวยมาก แต่ตอนนี้มีป้ายบ้าอะไรไม่รู้มาปิดไว้”

 

หากย้อนเวลากลับไปเมื่อราว 20 ปีก่อน เชียงใหม่เป็นเมืองที่มีโรงหนังกระจายตัวไปทั่ว และแทบทั้งหมดนั้นเป็นโรงหนังเครือวิสต้า แม้ว่าปัจจุบันแทบไม่เหลือหลักฐานเพื่อจะยืนยันให้คนรุ่นหลังเห็นว่าวิสต้าเคยยิ่งใหญ่ ณ ที่แห่งนี้อย่างไร นอกจากคำบอกเล่า แต่เมื่อมาถึงวันที่โรงหนังจากทุนใหญ่จากส่วนกลางรุกเข้าไปสร้างที่มั่น มันก็ได้ช่วงชิงตลาดได้สำเร็จ อย่างน้อยก็ทำให้คนขับแกรบคนนั้นมองว่าสภาพโรงหนังไม่น่าอภิรมย์นัก

อดีตที่เคยยิ่งใหญ่ในระดับกึ่งผูกขาดธุรกิจโรงหนังท้องถิ่นของวิสต้า ที่สุดแล้วก็ไม่ได้จีรังเมื่อเจอกลุ่มทุนที่มีข้อได้เปรียบกว่าในทุกทาง แม้จะมีความพยายามปรับตัวมาหลายรูปแบบทั้งการนำเข้าหนังทางเลือกตามกลยุทธ์เดียวกับที่ทำให้เครือเอเพ็กซ์ในกรุงเทพฯ เอาตัวรอดได้มาแล้ว แต่มันไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องสำหรับวิสต้าเสียทีเดียว

อีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ วิสต้ากาดสวนแก้ว ก็จะแปรสภาพไปเป็น เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ นับเป็นจุดสิ้นสุดของเครือวิสต้าโดยสมบูรณ์เสียที

การที่วิสต้าจะเปลี่ยนเป็นเมเจอร์ฯ มันสะท้อนอะไรเหรอ?” มะเดี่ยวนิ่งคิด ก็คงสะท้อนว่า แค่ค่าตั๋วถูกคงไม่ใช่คำตอบทุกอย่างของการดูหนังแล้วมั้ง