Colin Firth Kingsman: The Secret Service The King's Speech โคลิน เฟิร์ธ

‘Brit Pack’ กลุ่มนักแสดงหน้าใหม่ยุค 80 ก้าวแรกของ โคลิน เฟิร์ธ

Home / bioscope, Bioscope focus / ‘Brit Pack’ กลุ่มนักแสดงหน้าใหม่ยุค 80 ก้าวแรกของ โคลิน เฟิร์ธ

ข้อแรก เราอยากแนะนำให้คุณรู้จักก่อนว่า Brit Pack หมายถึงอะไร

ช่วงปี 1987 นับเป็นยุคที่นักแสดงมากหน้าหลายตาตบเท้าเข้าฮอลลีวูด แต่ไม่ใช่ทุกคนจะประสบความสำเร็จ ยิ่งกับนักแสดงต่างชาติที่ไม่ได้พูดสำเนียงอเมริกันด้วยแล้วยิ่งยากเข้าไปใหญ่ หากแต่นักแสดงชายจากอังกฤษกลุ่มหนึ่งกลับประสบความสำเร็จและทะลายกำแพงนี้อย่างสวยงาม จนสื่อพากันเรียกพวกเขาในนาม Brit Pack (กลุ่มอังกฤษ) ซึ่งเป็นชื่อที่ถูกเรียกล้อกันกับชื่อ Brat Pack ที่นิตยสาร New York เป็นหัวเรือใช้ในการเรียกกลุ่มนักแสดงที่วนเวียนอยู่ในหนังวัยรุ่นข้ามพ้นวัยยุคนั้นอย่าง เดมี มัวร์, จัดด์ นีลสัน และ อัลลี ชีดี

Brit Pack ถูกใช้ครั้งแรกขึ้นในนิตยสาร The Face ฉบับเดือนมกราคมปี 1987 ตีพิมพ์บทสัมภาษณ์ของนักแสดงชาวอังกฤษเลือดใหม่หกราย ได้แก่ แกรี โอลด์แมน, ทิม ร็อธ, พอล แม็กแกนน์, บรูซ เพนย์ และ โคลิน เฟิร์ธ (อันที่จริงเกือบจะได้สัมภาษณ์ แดเนียล เดย์-ลูอิส แล้วหากแต่เขาติดพันอยู่กับการถ่ายทำ The Unbearable Lightness of Being จนไม่ว่างมาคุย)

 

เฟิร์ธอายุ 27 ปีในตอนนั้น หลังแจ้งเกิดจากหนังดราม่า Another Country (1984, มาเร็ค คาเนียฟสกา) กับรูปลักษณ์ชายหนุ่มผอมสูง เรือนผมสีทองและหน้าตาหล่อเหลาอ่อนโยน ก่อนจะดังระเบิดในหนังสัญชาติสหราชอาณาจักร A Month in the Country (1987, แพ็ต โอคอนเนอร์) ที่ดังข้ามไปไกลถึงทวีปอเมริกา จนช่วยไม่ได้เลยที่หลังจากนั้น หนังที่เจ้าหนุ่มเฟิร์ธแสดงนำมักเป็นหนังดราม่า-โรแมนติก กับภาพลักษณ์หนุ่มบริติชแสนสุภาพซึ่งไปกันได้ดีกับบุคลิกส่วนตัวของเฟิร์ธที่เงียบๆ สวนทางกับนักแสดงอเมริกันช่วงปลายยุค 80 ที่กำลังขาขึ้นสุดๆ กับวงการปาร์ตี้

แต่เฟิร์ธไม่เคยคิดว่าชีวิตตัวเองหมดจดอะไร เขาเรียนไม่เก่ง โรงเรียนไม่เคยเป็นสถานที่ที่เขาพึงใจเพราะนอกจากจะถูกแกล้งหนักมือเสมอแล้ว เขายังพบว่า “มันน่าเบื่อมาก ไม่มีอะไรโดดเด่นเลย ผมไม่สนใจสิ่งที่พวกเขาสอนผมสักนิด” แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังอุตสาห์มานะเข้าเรียนในวิทยาลัย สาขาวรรณคดีอังกฤษจนได้ ก่อนจะเข้าร่วมกลุ่มโรงละครแห่งชาติ (National Youth Theatre) ในลอนดอน เปิดโอกาสให้เขาเรียนรู้โลกของการแสดง จนในที่สุด รู้ตัวอีกที เฟิร์ธที่จบวรรณกรรมมาก็ลงศึกษาต่อที่โรงละครดราม่าในลอนดอนแล้ว

ภายหลังความสำเร็จของ A Month in the Country เฟิร์ธยังแจ้งเกิดอย่างสวยงามในฐานะนักแสดงเจ้าบทบาทจากฝั่งอังกฤษที่มักปรากฏตัวในหนังดราม่า-โรแมนติกเสมอ ไม่ว่าจะใน The English Patient (1996, แอนโธนี มิงเกลลา), Shakespeare in Love (1998, จอช แมดเดน) -ที่เขาเจอกับสองพี่น้องไฟน์ส ราล์ฟและโจเซฟ แถมยังต้องพ่ายให้ทั้งสองคนทุกครั้งไป- ก่อนจะถูกพูดถึงครั้งใหญ่เมื่อมารับบท มาร์ค หนุ่มหล่อเจ้าของหัวใจสาวใน Bridget Jones’s Diary (2001, ชารอน แม็กไกวร์) และ เจมี หนุ่มนักเขียนชีวิตพังทลายจนต้องระหกระเหินไปเขียนนิยายเรื่องใหม่ในต่างแดนจนพบรักกับสาวท้องถิ่นจาก Love Actually (2003) ของเจ้าพ่อหนังรอมคอม ริชาร์ด เคอร์ติส “เอาจริงๆ ผมว่าการแสดงหนังคอมิดี้เป็นงานยากนะครับ นั่นแหละเหตุผลว่าทำไมเราถึงต้องมีนักแสดงแบบ ฮิวจ์ แกรนต์ ไว้มากๆ” เฟิร์ธให้สัมภาษณ์อย่างอารมณ์ดี “เพราะว่านักแสดงในรุ่นๆ เดียวกันเนี่ย ผมคิดว่าเขามีทักษะด้านนี้ที่เจ๋งที่สุดแล้วและมีไม่กี่คนหรอกที่ทำได้ เพราะฉะนั้น สำหรับผมแล้ว การแสดงหนังดราม่านั้นจึงเป็นเรื่องง่ายกว่าคอมิดี้มากทีเดียวล่ะ”

อีกด้านหนึ่ง เฟิร์ธยังต้องรับมือกับชื่อเสียงที่ถาโถม ด้วยบุคลิกเงียบขรึมและค่อนไปทางเขินอาย เขาพบว่าตัวเองมีปัญหากับปาปารัซซี่และการถูกแอบถ่ายรูปโดยไม่ได้รับการยินยอม หนักหนาถึงขั้นว่าช่วงหนึ่ง เขาหวาดระแวงเสียงลั่นชัตเตอร์ไปโดยปริยาย “ลองนึกภาพว่าคุณตื่นมาในทุกๆ เช้าแล้วมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นคนรอคุณกันอยู่เต็มไปหมด ไม่ก็ซ่อนตัวอยู่ในรถ มันทำให้คุณเริ่มสงสัยว่าคนพวกนี้รู้เบอร์โทรศัพท์คุณหรือเปล่านะ และทำให้คุณเริ่มวิตกกังวลเอามากๆ เลยครับ”

The King’s Speech (2010, ทอม ฮูเปอร์) คือความสำเร็จระดับปรากฏการณ์ เฟิร์ธคว้ารางวัลนำชายยอดเยี่ยมจากเวทีออสการ์ได้เป็นครั้งแรก ด้วยการรับบทเป็น พระเจ้าจอร์จที่ 6 แห่งสหราชอาณาจักร ที่ต้องเอาตัวรอดจากอาการติดอ่างท่ามกลางสถานการณ์หน้าสิ่งหน้าขวานของอังกฤษ “ผมว่าเป้าหมายเดียวของคนที่พูดติดอ่างคือ พยายามพูดให้จบประโยคให้ได้ การได้ออกเสียงพูดคือความฝันของคุณ สิ่งที่พูดนั้นเป็นเรื่องรอง คุณอาจลงเอยด้วยการสั่งปลามาแทนเนื้อวัวเพราะออกเสียงตัว b (beef) ไม่ได้ ทอมจะบอกผมเองว่าเขาอยากให้ตัวละครพูดติดอ่างแค่ไหน เมื่อไหร่ และนั่นแหละครับที่ทำให้การพูดติดอ่างของตัวละครนี้ประสบความสำเร็จ”

แต่สิ่งที่ทำให้การแสดงของเฟิร์ธงดงามและประสบความสำเร็จนั้นไม่ใช่แค่เพราะเขาแสดงเป็นคนพูดติดอ่างได้อย่างน่าประทับใจอย่างเดียวเท่านั้น หากแต่เป็นการล้วงลึกเข้าไปในชีวิตของพระเจ้าจอร์จที่ 6 ด้วย “การเติบโตมาในเชื้อพระวงศ์มันไม่มีอะไรเหมือนการเป็นนักแสดงเลย สิ่งที่ผมต้องทำคือรับรู้และเข้าใจสิ่งที่เขาเจอมาทุกอย่าง แต่ก็ทำได้มากสุดแค่เดาเท่านั้น มันจึงเป็นเรื่องลึกลับมากๆ ทอมบอกผมเสมอว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างถ้าเราทำความเข้าใจเรื่องการติดอ่างเพี้ยนไป และทุกอย่างจะเพี้ยนไปได้อีกถ้าคุณไม่เข้าใจระดับความเจ็บปวดของตัวละครนี้”

นอกจากนี้ เขายังปรากฏตัวในหนังหน้าตาแมสส์ๆ อย่าง Kingsman: The Secret Service (2014, แมตธิว วอห์น) ด้วยการรับบทเป็นสายลับรุ่นใหญ่ที่ต้องฝึกสายลับหน้าใหม่ให้พร้อมใช้งาน กับฉากแอ็กชั่นบ้าพลังที่กลายเป็นไวรัลทันทีที่หนังออกฉาย โดยเฉพาะฉากการต่อสู้ในโบสถ์สุดเถื่อนถ้ำ เฟิร์ธ -ผู้ออกกำลังกายอย่างหนักตลอดหกเดือนเต็มเพื่อฟิตร่างกายให้เหมาะสำหรับบทนี้- แสดงฉากแอ็กชั่นเองกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ และลงเอยด้วยการห้ามไม่ให้ลูกๆ วัยรุ่นได้ดูหนังเรื่องนี้เพราะมันโหดร้ายเกินไปสำหรับพวกเขา (…)