Kingsman Matthew Vaughn Rocketman Taron Egerton ทารอน อีเกอร์ตัน เอลตัน จอห์น แมตธิว วอห์น

ทารอน อีเกอร์ตัน ‘บริติช บอย’ คนใหม่ขวัญใจฮอลลีวูด

Home / bioscope, Bioscope focus / ทารอน อีเกอร์ตัน ‘บริติช บอย’ คนใหม่ขวัญใจฮอลลีวูด

ย้อนกลับไปราวห้าปีที่แล้ว แมตธิว วอห์น ตั้งหน้าตั้งตาทำโปรเจ็กต์หนังสายลับที่สร้างจากคอมิกสัญชาติอังกฤษ-อเมริกัน Kingsman ที่ตีพิมพ์ออกมาในปี 2012 เล่าถึง แกรี ‘เอ็กซีย์’ อันวิน เด็กหนุ่มชาวอังกฤษที่ถูกจับไปฝึกเป็นสายลับในหน่วยงานสุดเก๋ของอังกฤษ วอห์นหลงใหลในคอมิกเรื่องนี้มากและหาทางดัดแปลงมันเป็นหนังสายลับแบบที่เขามั่นใจว่าจะไม่ซ้ำซาก จำเจกับหนังสายลับเรื่องอื่นๆ ที่ฮอลลีวูดเคยมี เขาจึงเริ่มต้นดัดแปลงบท เขียนสคริปต์ และแคสติ้งนักแสดงนำ… ซึ่งเป็นงานหินพอสมควร เพราะวอห์นอยากได้นักแสดงที่พูดด้วยสำเนียงอังกฤษ ต้องดูเด็ก มีเสน่ห์และสดใหม่ไปพร้อมๆ กัน

ท่ามกลางตัวเลือกนักแสดงมากมาย ทั้ง อารอน เทย์เลอร์-จอห์นสัน, แจ็ค โอ คอนเนลล์ และ จอห์น โบเยกา วอห์นมาสะดุดตากับเจ้าหนุ่มเชื้อสายอังกฤษ-เวลส์อย่าง ทารอน อีเกอร์ตัน ซึ่งวอห์นบอกว่า อีเกอร์ตันนั้น “แปลกและเฉพาะตัวมากๆ” จนส่งให้เขาคว้าบทเอ็กซีย์มาครอง และบทนี้เองที่เป็นสะพานสายหลักในการส่งให้เขามีชื่อเสียงในวงกว้างมากยิ่งกว่าที่ตัวเองคาดหวังไว้เสียอีก

ก่อนนี้อีเกอร์ตันเป็นเด็กหนุ่มที่ชอบวาดเขียนและสนใจจะวาดภาพอย่างเดียว แต่ถูกเพื่อนสนิทลากให้มาแสดงละครเวทีด้วยกันอย่างเสียมิได้ (“ผมเป็นตัวตลกประจำชั้นเรียนเลยล่ะ” เขาเล่าอย่างเอือมๆ) อย่างไรก็ดี อีเกอร์ตันก็ไม่ได้เกลียดการแสดง ตรงกันข้าม เขาเข้าเรียนที่โรงเรียนสอนการละคอนอย่างเป็นเรื่องเป็นราวและประเดิมบทบาทการแสดงในซีรีส์ฟอร์มเล็กออกฉายทางโทรทัศน์อย่าง Lewis ก่อนจะมาเข้าตาวอห์นในบทสายลับฝึกหัดในองค์กร Kingsman ที่ทำให้อีเกอร์ตันต้องเข้ายิมเป็นบ้าเป็นหลังเพื่อรีดไขมันส่วนเกินออกให้หมดและเพิ่มเปอร์เซ็นต์กล้ามเนื้อในร่างกายให้มากกว่าที่มี ทั้งยังต้องวาดลวดลายการต่อสู้ไปพร้อมๆ กับที่ประกบนักแสดงขวัญใจเขาอย่าง โคลิน เฟิร์ธ ที่รับบทเป็นสายลับรุ่นใหญ่คอยฝึกหัดให้เขา

Kingsman: The Secret Service (2014) ประเดิมด้วยคำวิจารณ์ยอดเยี่ยมและรายได้ 414 ล้านเหรียญฯ แจ้งเกิดอีเกอร์ตันอย่างรวดเร็วในฐานะนักแสดงชายชาวอังกฤษน่าจับตาในฮอลลีวูด ตามด้วยภาคต่อ The Golden Circle (2017, วอห์น) ที่ประสบความสำเร็จไม่แพ้ภาคแรก, Robin Hood (2018, อ็อตโต บาธุรส์ต) วีรบุรุษนอกกฎหมายสไตล์ฮอลลีวูด นี่ดูเหมือนว่าอะไรๆ ก็ดูสวยสดงดงามสำหรับอีเกอร์ตันไปเสียหมด หากแต่เขายังไม่พอใจ “สื่อยังเรียกผมว่า ‘นักแสดงน่าจับตา’ อยู่เลยครับ” เขาว่า “และคงเรียกผมแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนผมอายุ 45 แหละนะ”

อย่างไรก็ดี The Golden Circle เปิดโอกาสให้เขาได้พบกับศิลปินอังกฤษระดับตำนานโลกอย่าง เอลตัน จอห์น นักดนตรีชาวอังกฤษชื่อก้องโลกผู้เป็นเจ้าของเพลงดังระดับโลกอย่าง Tiny Dancer, I’m Still Standing, Bennie and the Jets ซึ่งมารับบทรับเชิญในหนัง (แบบขโมยซีนสุดๆ!) และจอห์นประทับใจในตัวอีเกอร์ตันมาก “ไอ้หนุ่มนี่มันมีบางอย่างน่ะ คือลักษณะของความเป็นชาย ไปพร้อมๆ กับที่ดูอบอุ่นและใจดี” จอห์นเล่า

อีเกอร์ตันจึงไม่ลังเลเลยที่จะรีบคว้าบทการสวมวิญญาณเป็นจอห์น และชีวิตส่วนตัวที่แสนจะจัดจ้านเปี่ยมสีสันในหนังอัตชีวประวัติ Rocketman (2019, เด็กซ์เตอร์ เฟล็ตเชอร์) ที่อีเกอร์ตันได้รับคำชมอย่างหนาหูว่า บทดราม่าที่เขาต้องกลายร่างเป็นเด็กหนุ่มหงอๆ ที่ค้นพบว่าตัวเองเป็นเกย์ และระเบิดพลังผ่านการแต่งตัวกับบทเพลง น่าจะส่งให้เขาชิงรางวัลการแสดงยอดเยี่ยมได้จากสถาบันใดสถาบันหนึ่ง แต่สำคัญที่สุด -อย่างน้อยก็สำหรับอีเกอร์ตัน- นั่นคือการที่เขาได้พิสูจน์ตัวเองให้ฮอลลีวูดเห็นว่า เขาเป็นได้มากกว่านักแสดงหนังแอ็กชั่นขายฉากต่อสู้ และพร้อมจะรับมือกับบทดราม่าสุดขีดคลั่งเสมอ

“หนังเรื่องนี้แหละที่ทำให้ผมได้ประกาศตัวให้โลกรู้สึกที ว่านี่แหละผม” เขาเล่าอย่างรักใคร่ “เอลตันเป็นคนที่มหัศจรรย์มากเลย เขาทั้งดูคุกคามและดูเปราะบางในเวลาเดียวกัน คือผมรู้แหละว่าคนเราน่ะมีหลายบุคลิกหรือเปลี่ยนแปลงลักษณะได้อย่างรวดเร็ว แต่กับเอลตันนี่ไปสุดมาก เวลาที่คุณนั่งตรงหน้าเขาแล้วรู้สึกเหมือนกำลังนั่งดูเด็กเล็กๆ คนนึง แล้วตอนนั้นแหละที่อยู่ๆ เขาก็บ้าพลัง คุกคามจนเกือบจะกลายเป็นคนที่น่ากลัวสุดๆ ขึ้นมาได้ในทันทีทันใดเลย”

แน่ล่ะว่ามันยิ่งสร้างชื่อเสียงและการยอมรับให้กับอีเกอร์ตันอย่างที่เขาหวังใจตั้งแต่แรก หากแต่มันก็แลกมาด้วยความเป็นส่วนตัวตามประสาฮอลลีวูด อีเกอร์ตันต้องเผชิญหน้ากับปาปารัซซี่ที่ล้วงชีวิตเขาแทบทุกย่างก้าวจนแทบหายใจไม่ออก “คือผมก็ไม่ได้ชอบนักหรอกนะ” เขาเล่าปลงๆ “ผมว่านักแสดงทุกคนคงหวังลึกๆ ในใจแหละว่า(การถูกปาปารัซซี่ตามถ่าย)ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของงาน แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ทำให้ผมทนทุกข์อะไรขนาดนั้น

“ผมว่าก็ต้องแค่หาทางรับมือกับมันไป ยอมรับให้ได้ว่านี่เป็นส่วนนึงของงาน ผมเป็นนักแสดง และนี่แหละคือสิ่งที่ผมต้องเจอ”