Evangelion Shin Gekijoban Evangelion: 3.0+1.0 Fly Me to the Moon Neon Genesis Evangelion Rebuild of Evangelion คันฉัตร รังษีกาญจน์ส่อง

Evangelion ในยุคเรวะ : เน็ตฟลิกซ์ เพลงที่หายไป ซับไตเติ้ลที่เปลี่ยนแปลง และภาคสุดท้ายที่รอคอย

Home / Bioscope focus / Evangelion ในยุคเรวะ : เน็ตฟลิกซ์ เพลงที่หายไป ซับไตเติ้ลที่เปลี่ยนแปลง และภาคสุดท้ายที่รอคอย

โดย คันฉัตร รังษีกาญจน์ส่อง

 

ยุคสมัยเฮเซ (ปี 1989-2019) ผ่านพ้นไปเมื่อ 30 เมษายนที่ผ่านมา มีการทบทวนถึงสิ่งสำคัญที่เป็นหลักไมล์แห่งยุคสมัย ไล่ตั้งแต่เครื่องเกมซูเปอร์แฟมิคอม, เพลงของ นามิเอะ อามุโระ ไปจนถึงการสร้างหอคอยโตเกียวสกายทรี แต่หนึ่งในสิ่งสำคัญของยุคเฮเซย่อมหนีไม่พ้นอนิเมะชุด Neon Genesis Evangelion (เราเคยเล่าถึงเหตุผลความโด่งดังแล้ว ที่นี่ )

รัชสมัยเรวะเริ่มต้นในวันที่ 1 พฤษภาคม 2019 ทว่า Evangelion ยังอยู่ในกระแสยังไม่ขาดหาย ไม่เพียงแต่ในญี่ปุ่น แต่อนิเมะชุดนี้มีแฟนคลับอยู่ทั่วโลก ตั้งแต่ 21 มิถุนายน 2019 Evangelion ภาคโทรทัศน์ 26 ตอนและหนังใหญ่สองภาคเริ่มฉายทางเน็ตฟลิกซ์ แฟนดั้งเดิมพร้อมใจกันดูซ้ำ ส่วนคนดูหน้าใหม่ก็ได้มีโอกาสสัมผัสถึงการ์ตูนที่ร่ำลือกันมานานว่า ‘หดหู่’, ‘จิตตก’ และ ‘ดูไม่รู้เรื่อง’

อย่างไรก็ดี Evangelion ฉบับเน็ตฟลิกซ์มีดราม่าตามมาเป็นระลอก เริ่มด้วยการตัดเพลง Fly Me to the Moon ออกไปในช่วง End Credit สร้างความเดือดดาลกับผู้ชมอย่างมาก ก่อนจะพบว่าเน็ตฟลิกซ์ญี่ปุ่นยังคงมีเพลงนี้อยู่ แต่โซนอื่นๆ กลับเป็นเพลงบรรเลงเพลงอื่นแทน ดังนั้น จึงเดาได้ไม่ยากว่าเน็ตฟลิกซ์ตัดสินใจแบบนี้เพื่อเลี่ยงการจ่ายค่าลิขสิทธิ์แพงหูฉี่นั่นเอง

Fly Me to the Moon ฉบับดั้งเดิม (1954) ร้องโดย เคย์ บัลลาร์ด แต่เพลงนี้โด่งดังในระดับที่ทุกคนรู้จักจากเวอร์ชั่นของ แฟรงค์ ซินาตา (1964) ส่วนเวอร์ชั่นที่ประกอบเรื่อง Evangelion (1995) ขับร้องโดยนักร้องสาวชาวอังกฤษ แคลร์ ลิตเติลเลย์ เป็นเรื่องน่าแปลกว่าแม้ตัวเพลงจะโด่งดังมาก แต่แทบไม่ปรากฏข้อมูลของลิตเติลเลย์บนโลกอินเตอร์เน็ต

ส่วนเหตุผลที่เพลง Fly Me to the Moon มีความสำคัญต่อ Evangelion ก็เพราะมันคือเพลงที่เป็นดั่งตัวแทนของตัวละคร ‘เรย์’ อย่างที่เห็นว่า End Credit จะเป็นภาพตัวเรย์หมุนไปมา อีกทั้ง ‘ดวงจันทร์’ หรือ ‘สีฟ้า’ เป็น Motif (สัญลักษณ์ที่ใช้ซ้ำบ่อยๆ) อยู่คู่กับเรย์ตลอดทั้งเรื่อง ในขณะที่ อาสึกะ จะมีพระอาทิตย์ แสงอาทิตย์ หรือสีแดงเป็นสัญลักษณ์ประจำตัว เช่นนั้นแล้วเพลง Fly Me to the Moon จึงถือเป็นหัวใจของอนิเมะเรื่องนี้

 

ดราม่าต่อมาคือเรื่องซับไตเติ้ล โดย Evangelion ที่ฉายทางเน็ตฟลิกซ์นั้นมีการปรับปรุงคำบรรยายใหม่ ฉากที่สร้างข้อถกเถียงมากที่สุดคือตอน 24 ที่ ชินจิ กับ คาโอรุ อาบน้ำด้วยกันและฝ่ายหลังพูดว่า “ฉันชอบนาย” (I like you.) แต่ในฉบับก่อนๆ จะแปลว่า “ฉันรักนาย” (I love you.) หลายเสียงเลยกล่าวหาว่าเน็ตฟลิกซ์พยายามลดโทนความโฮโมอีโรติกของตัวละคร

ในฉากนี้ คาโอรุใช้คำว่า suki ที่แปลได้ทั้ง ‘รัก’ และ ‘ชอบ’ แล้วแต่บริบทแวดล้อม ทางฝั่งของ แดน คาเนมิตสึ ผู้แปลซับไตเติ้ลออกมาตอบทางทวิตเตอร์แบบกลางๆ ว่าได้พยายามซื่อสัตย์ต่อต้นฉบับที่สุดแล้ว และบางครั้งการเว้นพื้นที่ให้คนดูตีความก็เป็นเรื่องน่าตื่นเต้น ฝั่งหนึ่งบอกว่าไม่ใช่กงการอะไรของคนแปลซับฯ ที่จะมาคิดแทนผู้ชม ส่วนอีกฝั่งบอกว่าในเมื่อคำแปลเหล่านี้อยู่ภายใต้การดูแลของ Khara สตูดิโอผู้ผลิต Evangelion ก็น่าจะแปลว่าน่าเชื่อถือได้ เรียกได้ว่าเป็นการโต้เถียงที่ไม่มีวันจบสิ้น

ราวกับรู้ว่ากระแสของ Evangelion ถูกจุดติดอีกครั้งหลังจากฉายเน็ตฟลิกซ์ ช่วงต้นเดือนกรกฎาคมเลยมีการฉาย 10 นาทีแรกของ Evangelion: 3.0+1.0 (ภาคที่สี่และภาคสุดท้ายของหนังใหญ่ชุด Rebuild of Evangelion) ที่งาน Japan Expo กรุงปารีส ซึ่งตัวอย่างสิบนาทีนี้สร้างความเหวอกับผู้ชมตามเคย ไล่ตั้งแต่การเป็นฉากต่อสู้ของ มาริ ล้วนๆ แต่ไม่มีตัวละครหลักอย่างชินจิ, เรย์ หรืออาสึกะปรากฏตัวแม้แต่วินาทีเดียว, เนื้อเรื่องที่ดันไปเกิดขึ้นที่ปารีส แถมยังมีฉากหอไอเฟลพังทลาย (แล้วคิดดูว่าวิดีโอนี้ไปเปิดตัวที่ปารีส!) แต่ทั้งนี้มีคนพูดติดตลกว่า ไอ้สิบนาทีนี้อาจจะไม่อยู่ในหนังตัวจริงเลยก็ได้ ตามสไตล์ติสต์ขั้นสุดของผู้กำกับ ฮิเดอากิ อันโนะ

Evangelion: 3.0+1.0 มีชื่อภาษาญี่ปุ่นว่า Evangelion Shin Gekijoban :|| ซึ่ง :|| เป็นสัญลักษณ์ทางดนตรีหมายถึงการเล่นซ้ำ จึงคาดการณ์กันมานานแล้วว่า ภาคสุดท้ายจะว่าด้วยเรื่องลูป ทั้งนี้จากตัวอย่างสิบนาทีเราจะเห็น ‘วงกลม’ มากมาย ทั้งอุปกรณ์บังคับหุ่นที่เปลี่ยนเป็นพวงมาลัยหรือการเคลื่อนไหวของหุ่นที่เป็นวงกลมซ้ำไปมาไม่รู้จบ

ต่อมาในช่วงกลางเดือนกรกฎาคมและต้นสิงหาคม มีตัวอย่างสั้นๆ ของ Evangelion: 3.0+1.0 ออกมาถึงสามตัวด้วยกัน มันเป็นภาพมองตาจ (Montage) ของเหล่าตัวละครที่ยังจับต้นชนปลายอะไรไม่ได้นัก แถมยังมีรหัสลับอะไรไม่รู้โผล่มาเป็นระยะ แต่ที่แน่ๆ คือเราได้เห็นตัวละครหลักอย่างชินจิ, เรย์ อาสึกะ รวมถึงคาโอรุด้วย ทว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือการประกาศว่า Evangelion: 3.0+1.0 จะฉายที่ญี่ปุ่นในเดือนมิถุนายน 2020 แน่นอนว่าแฟนๆ ก็ไม่อยากจะไปยึดติดอะไรมากเพราะเจอการเลื่อนแล้วเลื่อนอีกมาจนชิน (กำหนดฉายแรกสุดคือปี 2015 นู่น)

ต้องมาลุ้นกันว่าปีหน้าเราจะได้ดูบทสรุปสุดท้ายของ Evangelion กันจริงๆ หรือไม่