Ben Rivers Dossier of the Dossier Enduring Body Krabi 2562 Locarno Locarno 2019 Locarno International Film Festival Locarno International Film Festival 2019 The Thonglor Kids กระบี่ มะลิลา รัชฎ์ภูมิ บุญบัญชาโชค ศิรพันธ์ วัฒนจินดา สรยศ ประภาพันธ์ หนังไทย หนังไทย 2562 อาทิตย์ อัสสรัตน์ อารักษ์ อมรศุภศิริ อุกฤษณ์ สงวนให้ อโนชา สุวิชากรพงศ์ เทศกาลหนัง

จับตา อโนชา – สรยศ – อุกฤษณ์ ลุ้นรางวัลในสายประกวด ‘โลการ์โน 2019’

Home / Bioscope focus / จับตา อโนชา – สรยศ – อุกฤษณ์ ลุ้นรางวัลในสายประกวด ‘โลการ์โน 2019’

โดย ชญานิน เตียงพิทยากร  

 

เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโลการ์โน (Locarno International Film Festival) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ถือเป็นอีกหนึ่งเทศกาลเก่าแก่ของยุโรปที่เริ่มมีบทบาทและเป็นที่รู้จักมากขึ้นในช่วงทศวรรษหลัง ด้วยทัศนคติในการคัดเลือกที่เปิดโอกาสให้หนังซึ่งท้าทาย แต่อาจไม่เตะตาพอสำหรับทิศทางในช่วงหลังของเทศกาลใหญ่อย่างเวนิซหรือโตรอนโต-ที่จัดไล่เลี่ยกัน และกลายเป็นแหล่งเปิดตัวหนังพูดอังกฤษที่เตรียมลุ้นออสการ์ตอนปลายปีเป็นหลัก
สำหรับ ‘โลการ์โน 2019’ ซึ่งเป็นปีที่ 72 ของเทศกาล จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-17 สิงหาคม 2019 แม้ในสายประกวดหลักรางวัลเสือดาวทองคำ (Pardo d’Oro หรือ Golden Leopard) และสายประกวดรอง ‘คนทำหนังแห่งปัจจุบันขณะ’ (Filmmakers of the Present) คราวนี้จะมีหนังอาเซียนเพียงสองเรื่องจากอินโดนีเซียกับเวียดนาม แต่ก็มีหนังไทยถึง 3 เรื่องที่มีสิทธิ์ลุ้นรางวัลในสายประกวดอื่นประจำปีนี้

Krabi, 2562

ในสายประกวด Moving Ahead (เดิมเรียก Signs of Life ก่อนเปลี่ยนชื่อเพื่ออุทิศแด่ยอดคนทำหนังชาวลิทัวเนีย โยนัส เมคัส ที่เสียชีวิตเมื่อปีก่อน) มีเป้าหมายหลักเพื่อค้นหาหนังที่สำรวจและมุ่งขยายอาณาบริเวณของศิลปะภาพยนตร์ ทั้งด้วยฟอร์มและการเล่าเรื่องแบบใหม่หรือนวัตกรรมด้านภาษาภาพ โดยไม่จำกัดรูปแบบและความยาว – จากทั้งหมด 16 รายชื่อ แบ่งเป็นหนังยาว 6 เรื่องและหนังสั้น 10 เรื่อง ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นหนัง VR
ภาพยนตร์ไทยที่ได้รับเลือกให้ร่วมประกวดในสายนี้คือ Krabi, 2562 (‘กระบี่, 2562’) หนังยาวเรื่องใหม่ของ อโนชา สุวิชากรพงศ์ ร่วมกับ เบน ริเวอร์ส (Two Years at Sea, A Spell to Ward Off the Darkness) ผู้กำกับหนังทดลองผู้เลื่องชื่อชาวอังกฤษ โดย Krabi, 2562 คือชื่อใหม่ของโปรเจ็กต์ In the Holocene ซึ่งอโนชาเคยประกาศระดมทุนแบบ crowdfunding ผ่านเว็บไซต์ indiegogo และประสบความสำเร็จไปเมื่อช่วงเดือนธันวาคมปี 2018 ที่ผ่านมา
เรื่องย่อทางการของหนังระบุว่า Krabi, 2562 “มุ่งสำรวจภูมิทัศน์กับเรื่องราวภายในท้องถิ่นชุมชน” และ “บันทึกเมืองนี้ในห้วงกาลเฉพาะ เมื่อเรื่องราวจากยุคก่อนประวัติศาสตร์ อดีตอันใกล้ และโลกร่วมสมัย ได้ปะทะสังสรรค์กัน” โดยตัวหนังถ่ายทำที่จังหวัดกระบี่คาบเกี่ยวกับช่วงเวลาที่มีนิทรรศการศิลปะ Thailand Biennale 2018

Krabi, 2562

ถ้อยแถลงขยายความซึ่งเทศกาลเขียนเพิ่มเติมในเว็บไซต์ทางการได้อย่างเชื้อเชิญว่าทั้งสอง “ชักชวนชุมชนพื้นถิ่นให้ร่วมถักทอเรื่องราวซึ่งก่อกวนลื่นไหลไปมา ระหว่างการปรากฏและไม่ปรากฏของคนแปลกถิ่น ห้วงขณะก่อนหรือหลัง ฟิกชั่นหรือความจริง สารคดีหรือความหลุดโลก (camp) และอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกับการอุบัติของยุคโฮโลซีน (Holocene)” ดูจะช่วยยืนยันถึงการผสมผสานจุดเด่นของทั้งคู่เข้าด้วยกัน เพราะการเลือนเส้นแบ่งความจริงกับเรื่องแต่งและกาลเวลาคือเสาหลักของ ‘เจ้านกกระจอก’ (2009) กับ ‘ดาวคะนอง’ (2016) ในขณะที่การสำรวจสภาวะและการปะทะกันของคนนอกกับคนในพื้นถิ่นก็ปรากฏในผลงานหลายชิ้นของริเวอร์ส-ทั้งหนังสั้นและหนังยาว
Krabi, 2562 นำแสดงโดย นุ่น – ศิรพันธ์ วัฒนจินดา กับ เป้ – อารักษ์ อมรศุภศิริ รวมถึง พริมริน พัวรัตน์ (‘Lost in Blue ระหว่างเราครั้งก่อน’) และ อัจฉรา สุวรรณ (‘ดาวคะนอง’) ซึ่งภาพเคลื่อนไหวแรกที่ถูกเลือกใช้ในเว็บไซต์ของเทศกาล ชวนฉงนและน่าสนใจไม่น้อย เพราะหนังเลือกนำเสนออารมณ์ในขอบเขตของ camp และ comedy เป็นความประทับใจแรก (ซึ่งไม่ใช่ภาพที่ผู้ชมจดจำได้ทั้งจากอโนชาและริเวอร์ส) ด้วยฉากที่เป้ อารักษ์ ซึ่งรับบทเป็นตัวเอง กำลังถ่ายโฆษณาอยู่ริมทะเลกระบี่ในชุดมนุษย์หินฟลินต์สโตน

Dossier of the Dossier

โปรแกรม ‘เสือดาวแห่งวันพรุ่ง’ (Pardi di domani หรือ Leopards of Tomorrow) คือสายประกวดสำหรับหนังสั้นและหนังขนาดกลาง (ความยาวไม่เกิน 59 นาที) แบ่งสองกลุ่มย่อยเป็นหนังสวิตเซอร์แลนด์กับหนังต่างชาติจากทั่วโลก และในโปรแกรมนานาชาติประจำปี 2019 ก็มีหนังสั้นไทยได้เข้ารอบมาลุ้นรางวัลลูกเสือดาวทองคำพร้อมกันถึง 2 เรื่อง
เรื่องแรกคือ Dossier of the Dossier (‘เอกสารประกอบการตัดสินใจ’) ผลงานล่าสุดของ สรยศ ประภาพันธ์ ผู้กำกับหนังสั้นที่มีผลงานตระเวนเทศกาลมาตั้งแต่ช่วงปี 2013 และเพิ่งได้รับคัดเลือกเป็นหนึ่งในสามผู้เข้าร่วมโครงการ Thai Pitch ครั้งล่าสุดที่เมืองคานส์ พร้อมโปรเจ็กต์หนังยาว Arnold Is a Model Student (‘อานนเป็นนักเรียนตัวอย่าง’)
หนังสั้นกึ่งขาวดำความยาว 18 นาทีเรื่องนี้ ล้อชีวิตคนทำหนังอินดี้ที่ชีวิตวนเวียนอยู่กับการทำเอกสารรวบรวมเป็นแฟ้มข้อมูล (dossier) เพื่อทำ proposal ยื่นขอทุน สำแดงเจตจำนง หรือหาโปรดิวเซอร์เพิ่มเพื่อช่วยผลักดันให้หนังเกิดขึ้นจริง โดยที่ต้องประคองชีวิตนอกหนังให้พออยู่ได้ และไม่เผลอจมไปกับกระบวนการจนลืมวิธีทำหนังไปเสียก่อน
ถือเป็นครั้งที่สาม ต่อเนื่องจาก Death of a Soundman (‘อวสานซาวด์แมน’) และ Friend with Benefits, without Benefits (‘เพื่อนเล่น เล่นเพื่อน’) ที่สรยศนำชีวิตคนทำหนังมาอยู่ในหนัง และถึงแม้จะยังไม่มีหลักฐานชัดเจนในขณะนี้ แต่ก็เชื่อได้ว่า Dossier of the Dossier จะยังคงลวดลายตลกร้ายสังคมการเมือง ซึ่งเป็นลายเซ็นของสรยศมาตลอดทศวรรษหลัง โดยเฉพาะเมื่อ ‘อานน’ ยังต้องเดินทางอยู่พร้อมกับบรรดาเอกสารประกอบการตัดสินใจ

Enduring Body

เรื่องที่สองคือ Enduring Body (‘ร่างทนทาน’) ของ อุกฤษณ์ สงวนให้ วิดีโออาร์ติสต์และคนทำหนัง ซึ่งเป็นที่จับตาของแวดวงหนังสั้นไทยตั้งแต่ราวปี 2011 ด้วยหนังสั้นสมัยปริญญาตรีที่ มศว. ที่ต่างจากงานนักศึกษาไทยในช่วงเดียวกันอย่างเด่นชัด ก่อนเว้นช่วงเมื่อเขาเบนเข็มไปทำงานวิดีโออาร์ตอย่างจริงจัง และศึกษาต่อปริญญาโทด้านภาพยนตร์ศิลปินและภาพเคลื่อนไหว (Artist’s Film and Moving Image) ที่มหาวิทยาลัยโกลด์สมิธ กรุงลอนดอน (ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำคณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่)
Enduring Body ต่อต้านการเล่าเรื่องหรือสรุปความเป็นเส้นตรงแบบง่ายๆ เช่นเดียวกับหนังและวิดีโอส่วนใหญ่ของอุกฤษณ์ เพราะเหตุการณ์ที่เป็นเสมือนลมหายใจของหนังทว่าเกิดขึ้นนอกจอ และผู้ชมได้มีโอกาสรับรู้เพียงแผ่วเบา คือการตายปริศนาอย่างต่อเนื่องของเหล่าครูโรงเรียนประถมในเมืองหนึ่ง แต่ภาพที่ได้เห็น พร้อมกับสารและความหมายที่พัวพันกันไปมาในแต่ละฉากคือจระเข้กินเนื้อในบ่อเลี้ยง เสียงเม้าธ์มอยนินทาแถวเก้าอี้รอหมอที่โรงพยาบาล วัตรปฏิบัติในมื้อเที่ยงที่ห้องพักครู และคนไข้หญิงที่ภายใต้ผิวหนังใบหน้าที่ประหลาดผิดมนุษย์
ประเด็นใหญ่ที่ปรากฏเสมอในงานของอุกฤษณ์คือปฏิสัมพันธ์ระหว่างภาพชีวิตสามัญกับบริบทสังคมรายรอบ เขาพร้อมท้าทายความรู้สึกและการรับรู้ของผู้ชมเสมอ ด้วยภาษาภาพยนตร์ที่ดุดันจริงจังกับการเสนอบริบทที่ดูคล้ายจะไม่สัมพันธ์กับภาพชีวิตที่ให้ผู้ชมเห็น และสำหรับ Enduring Body เขาท้าทายด้วยการเลือนภาพชีวิตสามัญเข้ากับสภาวะเหนือธรรมชาติ จับจ้องชีวิต ความเป็นนิรันดร์ การผลิตซ้ำร่างกายด้วยสิ่งแปลกปลอม และขีดจำกัดของความเป็นมนุษย์ด้วยมุมมองใหม่ที่มีอารมณ์ขัน ละเอียดอ่อน และเป็นการเมือง

‘มะลิลา’

ยังมีหนังไทยอีกหนึ่งชุดได้ฉายโชว์ในสาย Open Doors โดยโปรแกรมนี้จะโฟกัสที่ภาพยนตร์อิสระจากประเทศซีกโลกใต้และตะวันออก หมุนเวียนผลัดเปลี่ยนพื้นที่ไปทุกๆ สามปี และนอกจากการฉายหนังยังมี Open Doors Hub ที่คัดเลือกโปรเจ็กต์ที่กำลังพัฒนาจากกลุ่มประเทศในโฟกัสให้นำเสนอผลงานต่อผู้ร่วมทุนนานาชาติ และ Open Doors Lab ที่ไฮไลต์คนทำงานด้านโปรดักชั่นรุ่นใหม่ที่มีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาของแวดวงภาพยนตร์อิสระในพื้นที่
และสำหรับรอบปี 2019 ถึง 2021 โลการ์โนได้เลือก ‘เปิดประตู’ สู่มองโกเลียและอีก 8 ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ไทย, กัมพูชา, ลาว, เวียดนาม, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, เมียนมาร์ – แต่ในโปรแกรมฉายประจำปี 2019 มีแค่หนังของ 4 ชาติแรก) โดยเทศกาลหยิบ ‘มะลิลา’ (อนุชา บุญยวรรธนะ) กับ Ten Years Thailand (อาทิตย์ อัสสรัตน์, วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง, จุฬญาณนนท์ ศิริผล, อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล) ไปแนะนำต่อผู้ชมอีกครั้ง พร้อมอีกสามหนังสั้นในอดีตของสามผู้กำกับไทยในสายประกวด

Nightfall

Nightfall (2016) คือตัวเลือกที่สะท้อนกับ Krabi, 2562 ได้อย่างน่าสนใจ ทั้งการเป็นหนังสั้นที่อโนชาทำงานร่วมกับผู้กำกับคนอื่น (ตุลพบ แสนเจริญ – ซึ่งเพิ่งมาโลการ์โนเมื่อปี 2018 ด้วย A Room with a Coconut View) เป็นหนังที่เกิดขึ้นเมื่อเธออยู่ต่างแดน (เหมือนเบน ริเวอร์สกับ Thailand Biennale, อโนชาทำหนังเรื่องนี้หลังโปรแกรม residency ที่สิงคโปร์) และข้ามเส้นแบ่งไปมาระหว่างการแสดงกับสารคดี โดยตัวหนังใช้ภูมิทัศน์ของสิงคโปร์ที่มีนักแสดงซึ่งรูปร่างหน้าตาคล้ายอโนชาและตัวเธอเอง สะท้อนทั้งตัวโปรเจ็กต์วิจัยที่เธอเข้าร่วม ความรู้สึกของเธอต่อสิ่งนั้น และสิ่งที่เธอพบเจอ (จดหมายแลกเปลี่ยนทางการทูตระหว่าง ลีกวนยู กับ จอมพลถนอม กิตติขจร)

Friend with Benefits, without Benefits

Friend with Benefits, without Benefits (‘เพื่อนเล่น เล่นเพื่อน’, 2018) อาจถือเป็นหนังที่ ‘เบา’ ที่สุดของสรยศในแง่บริบทเชิงสังคมการเมือง เพราะตัวหนังเป็นเหมือนส่วมผสมระหว่างหนังรักเด็กฟิล์ม (ผู้กำกับคนห่วยแอบรักนางฟ้าเพื่อนสนิท) กับหนังอาร์ตผู้ชายๆ ที่ไม่เคยหนีพ้นเรื่องผู้หญิงในชีวิต (เป้าหมายหลักในเรื่องนี้คือ ฮองซางซู) อารมณ์ขันจิกๆ ร้ายๆ แบบที่สรยศชอบ (ผู้กำกับห่วยขอให้นางฟ้าเพื่อนสนิทมาเป็นแบบให้รูปประกอบ proposal หนังที่จะส่งเทศกาล เพราะต้องเป็นเธอเท่านั้นถึงจะใช่ แม้ว่ารูปที่ถ่ายจะให้เธอใส่ชุดมาสค็อตเต็มตัวก็ตาม) และมีลีลาท่าทีคล้ายคำสารภาพจากคนทำหนังเพศชาย (ใช้คำว่า ‘คล้าย’ เพราะไม่รู้จริงแค่ไหน) ในช่วงเวลาที่กระแส #MeToo กำลังติดลมบน

Celestial Space

Celestial Space (‘พิมานอากาศ’, 2012) คือหนังธีสิสปริญญาตรีของอุกฤษณ์ที่สร้างความฮือฮาอย่างมากในปีที่ออกฉายในไทย ด้วยโครงสร้าง เนื้อเรื่อง และเนื้อสัมผัสที่ต่างจากหนังของนักศึกษาภาพยนตร์ร่วมรุ่นอย่างสิ้นเชิง หนังเล่าเรื่องที่สมจริงจนคล้ายสารคดีชีวิตของคู่รักชายหญิงคนงานก่อสร้างในไซต์แห่งหนึ่ง และด้วยความสมจริงของภาพ ราวกับว่าหนังได้รุกล้ำความเป็นส่วนตัวในระดับที่น่าตกใจ (ฉากสำคัญของหนังคือการเปลือยกายอาบน้ำกลางแจ้งกลางแสงจันทร์และช่วงเล้าโลมอันยาวนาน) ก่อนที่ลายเซ็นของอุกฤษณ์จะปรากฏ เมื่อความดิบสดสมจริงที่ผู้ชมได้เห็นถูกเปิดเผยเบื้องหลังด้วยบทสนทนาในเศษกระดาษ และเชื่อมโยงชีวิตของคนชั้นล่างเข้ากับความลี้ลับของจักรวาล

โปรเจ็กต์ The Thonglor Kids

หนึ่งเดียวจากประเทศไทยใน Open Doors Hub คือโปรเจ็กต์ The Thonglor Kids ของ อาทิตย์ อัสสรัตน์ (Wonderful Town, ‘ไฮ-โซ’) ที่ร่วมงานกับ Akanga Film Asia จากสิงคโปร์ ประเมินจากเรื่องย่อและถ้อยแถลงผู้กำกับ อนุมานได้ว่าหนังตั้งใจขยายวิธีการของ ‘สุขุมวิท’ (หนังสั้นของอาทิตย์ที่เป็นส่วนหนึ่งใน Bangkok Stories) ให้มีเนื้อหาจริงจังมากขึ้น อาทิตย์เขียนถ้อยแถลงพาดพิงถึงรัฐบาลทหารและการสืบทอดอำนาจผ่านยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และมุ่งสำรวจตะกอนของความผันผวนทางการเมืองที่นอนก้นใส่คนรุ่นใหม่ ผ่านตัวละครที่ดูไม่น่าจะได้รับ หรือกระทั่งรับรู้ ผลกระทบใดๆ จากทศวรรษแห่งความสิ้นหวังนี้ อย่างสองหนุ่มวัยรุ่นตอนปลายที่ใช้ชีวิตมีอันจะกินอยู่ในย่านทองหล่อ

ในส่วนของ Open Doors Lab คนทำหนังไทยที่ได้รับคัดเลือกปีนี้คือ คัทลียา เผ่าศรีเจริญ ผู้ร่วมก่อตั้ง 185 Films (กับ โสฬส สุขุม) และโปรดิวเซอร์ของ Ten Years Thailand, ‘Motel Mist โรงแรมต่างดาว’ (ปราบดา หยุ่น) กับ The Edge of Daybreak หรือ ‘กลิ่นแดนไกล’ (ไทกิ ศักดิ์พิสิษฐ์) โดยหนึ่งในโปรเจ็กต์ที่เธอกำลังพัฒนาอยู่ขณะนี้ คือหนังยาว A Useful Ghost ของ รัชฎ์ภูมิ บุญบัญชาโชค