Abraham Lincoln Abraham Lincoln: Vampire Hunter Adventure Time Daniel Day-Lewis Lincoln The Character Young Mr. Lincoln ตัวละคร

The Character : เอบราฮัม ลินคอล์น ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาผู้ยิ่งใหญ่ ที่กลายมาเป็น ‘ตัวละครไอคอน’ สุดป๊อป

Home / Bioscope focus / The Character : เอบราฮัม ลินคอล์น ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาผู้ยิ่งใหญ่ ที่กลายมาเป็น ‘ตัวละครไอคอน’ สุดป๊อป

โดย คำแพง คนึงเหตุ

 

จะมีผู้นำประเทศสักกี่คนที่ประกอบวีรกรรมโดดเด่นและมีคาแร็กเตอร์เปี่ยมเสน่ห์มากเสียจนกลายเป็น ‘ตัวละครระดับไอคอน’ ในวัฒนธรรมป๊อปไปได้?

หนึ่งในนั้นก็คือ เอบราฮัม ลินคอล์น (1809-1865) ประธานาธิบดีคนที่ 16 แห่งสหรัฐอเมริกาผู้เป็นหนึ่งในรัฐบุรุษที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลกช่วงปลายสมัยใหม่ โดยมีหลักฐานคือการที่ ‘ใบหน้า’ ของเขาได้รับเกียรติให้ถูกสลักอยู่บนภูเขารัชมอร์ร่วมกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ อีก 4 คน ได้แก่ จอร์จ วอชิงตัน, โธมัส เจฟเฟอร์สัน และ ธีโอดอร์ รูสเวลต์ ทั้งยังถูกพิมพ์หราแบบฉายเดี่ยวอยู่บนธนบัตร 5 ดอลลาร์อีกด้วย

เอบราฮัม ลินคอล์น

ที่สำคัญคือเรื่องราวของลินคอล์นก็ยังถูกเล่าขานมาจนถึงปัจจุบัน-แม้จะผ่านมากว่าศตวรรษแล้ว โดยเฉพาะในโลกภาพยนต์และสื่อโทรทัศน์ที่จับเอาเรื่องราวชีวิตและวีรกรรมทางการเมืองของรัฐบุรุษผู้นี้มาดัดแปลงอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่การเล่าเรื่องเชิงประวัติศาสตร์ ไปจนถึงการล้อเลียนเอาฮา แต่ไม่ว่าจะดัดจะแปลงไปในทิศทางไหนก็ตาม เอบราฮัม ลินคอล์นก็มักจะถูกนำเสนอในแง่มุมที่ดีงามและน่าชื่นชมอยู่เสมอ ซึ่งก็แสดงให้เห็นว่าเขาเป็นบุคคลที่ชาวอเมริกันชื่นชมยกย่องมากเพียงใด

แต่นอกจากวีรกรรมอันโด่งดังอย่างการประกาศเลิกทาสและการรวมสหรัฐอเมริกาให้เป็นปึกแผ่น-ซึ่งเราต่างรู้กันดีอยู่แล้วนั้น มีเหตุผลอะไรอีกที่ทำให้เขากลายเป็น ‘ตัวละครสุดป๊อป’ ในโลกภาพเคลื่อนไหวเช่นนี้ไปได้?

Abraham Lincoln’s Clemency
ทหารเฝ้ายามที่ต้องโทษประหาร และลินคอล์นผู้ไถ่โทษ

จริงๆ แล้ว นอกจากชีวประวัติของลินคอล์น เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในชีวิตของเขาก็มักถูกนำมาเล่าขานสืบต่อกันจนเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเล่าประจำวัฒนธรรมอเมริกันไปแล้ว และหนึ่งในเรื่องเล่าที่โดดเด่นที่สุดก็คือ เรื่องของลินคอล์นกับทหารเฝ้ายามนายหนึ่งที่ชื่อ วิลเลียม สก็อตต์ ระหว่างช่วงสงครามกลางเมือง โดยว่ากันว่าในตอนนั้น สก็อตต์ได้รับหน้าที่เฝ้ายาม แต่กลับแอบหลับขณะปฏิบัติงาน เมื่อโดนจับได้ เขาจึงถูกศาลทหารตัดสินประหารชีวิต แต่พอลินคอล์นรู้เรื่องนี้เข้า ก็อภัยโทษให้พลทหารสก็อตต์ …เรื่องเล่านี้กลายมาเป็นหนัง(สั้น)เรื่องแรกๆ ที่เกี่ยวกับลินคอล์นอย่าง The Reprieve: An Episode in the Life of Abraham Lincoln (1908, แวน ไดค์ บรูค) – แม้ว่าเนื้อเรื่องจะเล่าผ่านมุมมองของทหารเฝ้ายามเป็นหลักก็ตาม

นอกจากนี้ พล็อตดังกล่าวยังถูกหยิบไปทำหนังสั้นเรื่องอื่น ๆ อีกสองเรื่อง นั่นคือ Abraham Lincoln’s Clemency (1910, ธีโอดอร์ วอร์ตัน) ที่ได้ ลีโอโปลด์ วอร์ตัน มาแสดงเป็นลินคอล์น แล้วก็ถูกวิจารณ์ว่าไม่สมจริง เพราะเขาเตี้ยเกินไป เช่นเดียวกับ จอร์จ รีล ที่รับบทเดียวกันใน The Sleeping Sentinel (1914, เคลย์ เอ็ม กรีน) ที่ก็ถูกวิจารณ์ด้วยเหตุผลเดียวกัน แถมคนนี้ยังดู ‘หนุ่มเกินไป’ อีกต่างหาก (รู้หรือไม่ : เอบราฮัม ลินคอล์นเป็นประธานาธิบดีที่ตัวสูงที่สุดของสหรัฐฯ ด้วยความสูงถึง 193 ซม.!) – แต่อย่างไรก็ดี โดยรวมแล้วเนื้อเรื่องของหนังสั้นทั้งสามนี้ก็ไม่ได้แตกต่างกันนัก โดยตัวละครลินคอล์นในเรื่องล้วนถูกนำเสนอว่าเป็นผู้ที่มีเหตุผล พร้อมรับฟังผู้ร้องทุกข์ อ่อนโยน และชอบให้อภัย ซึ่งแม้ว่าจะไม่มีการกล่าวถึงลินคอล์นอย่างลึกซึ้งไปกว่านี้ แต่นี่ก็นับเป็นผลงานชิ้นแรกๆ ที่มีการพูดถึงรัฐบุรุษท่านนี้ในโลกภาพยนต์

The Great Man’s Whiskers
เคราทรง ‘ลินคอล์น’ และที่มาอันน่าประทับใจจากเด็กหญิงตัวน้อย

นอกจากอุปนิสัยและวีรกรรมต่างๆ แล้ว รูปร่างหน้าตาของลินคอล์นก็ยังโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์อีกต่างหาก เพราะก่อนจะไว้ ‘เครา’ ที่ผู้คนต่างคุ้นตา ในช่วงลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลินคอล์นเคยได้รับจดหมายฉบับหนึ่งจาก เกรซ บีเดล เด็กหญิงธรรมดา ๆ อายุ 11 ปีคนหนึ่งที่เขียนมาให้กำลังใจและขอร้องให้เขาไว้เคราเสียเพราะหน้าเขาตอบเกินไป ถ้าลองไว้เคราดูก็คงจะหล่อขึ้น (โถ…ลูก) ซึ่งลินคอล์นก็ใจดี ตอบกลับจดหมายของวีเดลด้วยตนเองว่า “สำหรับเรื่องเครานั้น ฉันไม่เคยไว้มาก่อนเลย เธอคิดว่าคนจะมองฉันว่าเพี้ยนไหม ถ้าจู่ๆ จะมาไว้เอาตอนนี้?”

แต่ไปๆ มาๆ ลินคอล์นก็ยอมไว้เคราสุดเท่ตามที่เด็กหญิงแนะนำ ซึ่งหลังจากนั้น มันก็กลายมาเป็นทรงเคราที่โด่งดังจนผู้คนพากันเรียกขานว่า ‘เคราทรงลินคอล์น’ ไปในที่สุด – แน่นอนว่าเรื่องราวน่ารักน่าประทับใจนี้ก็ไม่พ้นถูกนำไปดัดแปลงเป็นภาพยนต์โทรทัศน์ นั่นคือ The Great Man’s Whiskers (1972, ฟิลิปป์ ลีค็อค) ซึ่งก็ไม่ได้เกี่ยวกับลินคอล์นโดยตรงอีกเช่นกัน แต่กลับเน้นไปที่ความตลกโปกฮาของฝ่ายเด็กหญิงผู้ส่งจดหมายเสียมากกว่า แถมลินคอล์นที่แสดงโดย เดนนิส วีเวอร์ ยังโผล่มาตอนหนังใกล้จบเสียด้วยซ้ำ และดูเหมือนเขาจะเป็นความดีงามเพียงอย่างเดียวของหนัง ซึ่งก็ไม่ใช่เพราะเขาแสดงได้ยอดเยี่ยมแต่อย่างใด หากแต่เป็นเพราะเขาดูคล้ายลินคอล์นเท่านั้นเอง (หนังยังขาดความสมจริงในหลายตอน เช่น ในฉากที่ลินคอล์นลงรถไฟไปเดินเล่นชิลล์ๆ ณ ริมทางต่างถิ่นนั้น เมื่อพิจารณาว่ามันเป็นช่วงสงครามบวกกับความเสี่ยงในการโดนลอบสังหารแล้ว ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่ลินคอล์นจะทำเช่นนั้นในชีวิตจริง เป็นต้น)

Young Mr. Lincoln
แต่ก็เป็นบท เอบราฮัม ลินคอล์น นี่แหละ ที่นักแสดงยังเบือนหน้าหนี (?!)

แต่ก็แน่นอนว่า หลังจากที่การทำหนังถูกวิวัฒน์เรื่อยมา บุรุษที่ยิ่งใหญ่อย่างลินคอล์นก็ต้องมีคนหยิบเอาเรื่องของเขาไปทำหนังยาวแบบจริงๆ จังๆ ด้วยเช่นกัน และการคัดเลือกนักแสดงก็ต้องเข้มข้นและละเอียดลออมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งนั่นก็สร้างความกดดันให้แก่นักแสดงไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะแม้แต่ยอดฝีมืออย่าง เฮนรี ฟอนดา ก็ยังหวั่นใจ “ตอนถูกทาบทามให้รับบทแรกๆ ผมคิดว่า เฮ้ย! จะบ้าเหรอ ผมเล่นเป็นลินคอล์นไม่ได้หรอก นั่นมันเหมือนให้เล่นบทพระเจ้าเลยนะสำหรับผม” เขาให้สัมภาษณ์ถึงบทเอบราฮัม ลินคอล์นของตนในหนังเรื่อง Young Mr. Lincoln (1939, จอห์น ฟอร์ด) โดยหนังได้เค้าโครงจางๆ จากชีวิตจริงของลินคอล์นในสมัยที่เขายังทำอาชีพทนายและว่าความในคดี วิลเลียม อาร์มสตรอง ปี 1858 ซึ่งเป็นคดีที่โด่งดังที่สุดของลินคอล์น

แม้ฟอนดาจะรู้สึกว่า ลินคอล์นเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เขาจะแสดงได้ก็จริง แต่เขาก็ต้องเปลี่ยนใจเมื่อผู้กำกับ จอห์น ฟอร์ด -ซึ่งเป็นผู้กำกับที่มีชื่อเสียงและเป็นที่เคารพมากในวงการ- เรียกให้เขาเข้ามาคุยพร้อมกับ “ทำให้เขาหน้าแตกยับ” จนต้องยอมรับบทนี้ “คุณคิดว่าเขาคือมหาบุรุษผู้ปลดปล่อยทาสงั้นเหรอ?” ฟอร์ดว่า “เขาก็แค่ทนายหนุ่มกระจอกๆ จากสปริงฟิลด์ ให้ตายเถอะ!” คำพูดของฟอร์ดเปลี่ยนความคิดของฟอนดาไปอย่างสิ้นเชิง และดูเหมือนว่าเขาเองก็เพิ่งนึกได้ว่าบทลินคอล์นที่เขาต้องเล่น มันคือบทลินคอล์นสมัยยังเป็นทนายมือสมัครเล่นธรรมดาๆ ไม่ใช่ประธานาธิบดีผู้ปลดปล่อยทาสเสียหน่อย

Lincoln

นักแสดงมากฝีมืออีกคนที่เคยปฏิเสธบทลินคอล์นก็คือ แดเนียล เดย์ ลูอิส ผู้รับบทลินคอล์นใน Lincoln (2012, สตีเวน สปีลเบิร์ก) ซึ่งนำเสนอชีวิตลินคอล์นสมัยเป็นประธานาธิบดี และการแสดงของลูอิสนี่เอง ก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นการแสดงที่มีชั้นเชิงและรายละเอียดเหมือนลินคอล์นมากที่สุด แต่กระนั้น ลูอิสก็เกือบพลาดบทนี้เพราะเห็นว่าตนเองไม่เหมาะสมเช่นกัน ซึ่งกว่าจะยอมตกลง ว่ากันว่าเพื่อนร่วมวงการอย่าง ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ ต้องมาช่วยโน้มน้าวอยู่นาน แถมกระทั่งตอนที่ตกลงใจรับบทไปแล้ว ลูอิสก็ยังแสดงความไม่ชอบใจอยู่ดี “ผมว่านี่เป็นความคิดที่แย่มากๆ เลยครับ” เขาบ่นอุบ ก่อนจะเผยด้านดีของการรับบทนี้ “แต่มันก็สายไปแล้วแหละครับ ผมถูกดึงเข้ามาอยู่ในวงโคจรของลินคอล์นไปแล้ว และมันก็เป็นวงโคจรที่ทรงพลังมากด้วย ซึ่งก็น่าสนใจเพราะเรามักจะมองเขาว่าอยู่ไกลตัวเสมอ เรามองเขาเป็นตำนานเสียจนเหมือนไม่ใช่คนจริงๆ ไปแล้ว”

และด้วยส่วนสูง 187 ซม. ของเขาที่แม้จะน้อยกว่าลินคอล์นไป 6 ซม. แต่ก็ถือว่าเพียงพอแล้วที่จะแสดงบทประธานาธิบดีผู้นี้ได้ แถมเขายังมีร่างที่ผอมเกร็ง มือใหญ่ และคอยาวเหมือนลินคอล์นอีกต่างหาก แต่ที่สำคัญที่สุดที่ทำให้เขาเหมือนลินคอล์นก็คือ ทักษะการแสดงอันยอดเยี่ยม นับจากการปรับสำเนียงพูดจากเสียงลุ่มลึกแบบคนอังกฤษของเขาให้กลายมาเป็นเสียงแหลมแปร่ง, การตีความบุคลิกของลินคอล์นให้ออกมานุ่มนวลอ่อนโยนเปี่ยมอารมณ์ (ต่างกับลินคอล์นของฟอนดาที่ค่อนข้างโผงผางมั่นใจ) และการลงรายละเอียดท่าทางอันเป็นเอกลักษณ์ เช่น ทำไหล่ให้งุ้มจนดูท่าทางอิดโรยเหมือนกับลินคอล์นที่เราคุ้นตา – ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่า ลูอิสเป็นนักแสดงมักใช้เวลาในการเตรียมตัวรับบทใดบทหนึ่งนานเป็นเดือนเป็นปี แถมบางครั้งเวลาเข้ากอง เขาจะไม่ยอมขานตอบถ้ามีคนเรียกชื่อจริงเขาด้วยซ้ำ!

การแสดงที่ละเอียดอ่อนของลูอิสในครั้งนี้ส่งผลให้เขาได้รับรางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมไปครองเป็นครั้งที่สาม แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นโชคชะตาเล่นตลกอะไรหรือเปล่าที่ทำให้เขาได้รางวัลหนนี้ เพราะเขาเคยเปรยไว้ว่า หากได้ออสการ์จากบทดังกล่าว เขาจะพักการแสดงไปอีก 5 ปี ซึ่งเขาก็ได้พักผ่อนสมใจอยาก จนกระทั่งได้กลับมารับงานแสดงใน Phantom Thread (2017, พอล โธมัส แอนเดอร์สัน) และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ในสาขาเดียวกันอีกครั้ง-ก่อนจะประกาศอำลาวงการแสดงไปอย่างถาวร

Abraham Lincoln: Vampire Hunter
เป็นตัวละครจริงจังก็ดี …แต่เป็นตัวละครสุดป๊อปก็ได้

ดังที่กล่าวไว้ในตอนต้น ว่านอกจากประธานาธิบดีท่านนี้จะปรากฏตัวด้วยบทบาทจริงจังในภาพยนต์มาเนิ่นนานตั้งแต่ทศวรรษ 1900 เขาก็ยังกลายเป็น ‘ไอคอน’ ที่สื่อมักหยิบมาสร้างตัวละครสนุกๆ อีกด้วย อย่างบทบาท ‘ประธานาธิบดีนักล่าแวมไพร์’ ในหนังสยองขวัญ/แฟนตาซี Abraham Lincoln: Vampire Hunter (2012, ติมูร์ เบ็กแมมเบตอฟ) ที่สร้างมาจากนิยายในชื่อเดียวกันโดย เซธ เกรเฮม-สมิธ ก็มีการตีความลินคอล์นใหม่ให้กลายเป็นประธานาธิบดีหนุ่มที่มีงานนอกเวลาเป็นนักล่าแวมไพร์ ส่วนเส้นเรื่องนั้นก็ดำเนินไปตามชีวิตจริงของลินคอล์น ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปสปริงฟิลด์, การแต่งงานกับ แมรี ท็อดด์, อุดมการณ์เลิกทาส หรือเหตุการณ์ขณะถูกลอบสังหาร – แต่แม้จะเป็นหนังแฟนตาซี ก็ใช่ว่าจะเอาประธานาธิบดีผู้ยิ่งใหญ่มาปู้ยี่ปู้ยำเล่นอย่างไรก็ได้ เพราะโทนของ Vampire Hunter ค่อนไปทางจริงจังเสียด้วยซ้ำ เบนจามิน วอล์คเกอร์ นักแสดงผู้รับบทประธานาธิบดีนักล่าแวมไพร์เองก็ให้ความเห็นไว้ว่า “ถ้าคุณไม่ได้ศึกษาลินคอล์นมาดีพอ คุณก็ไม่มีสิทธิ์กล่าวอ้างคำพูดของเขา”

คำพูดของวอล์คเกอร์ยิ่งตอกย้ำว่า ลินคอล์นเป็นบุคคลที่ชาวอเมริกันให้ความเคารพมากเพียงใด แม้แต่การใช้อาวุธขวานของลินคอล์นใน Vampire Hunter ก็ยังมีเค้าโครงมาจากชีวิตลินคอล์นจริงๆ ในวัยหนุ่มที่เขาเคยมีทักษะด้านการผ่าฟืนมาก่อน นอกจากนี้ วอล์คเกอร์ยังเล่าด้วยว่า ทีมงานต้องทำงานกันอย่างหนักเพื่อให้หนังเรื่องนี้ออกมาตรงกับความเป็นจริงในชีวิตของลินคอล์น (เว้นก็แต่เรื่องแวมไพร์น่ะนะ) แม้แต่ฝ่ายสไตลิสต์ก็ต้องเนรมิตหน้าตาของวอล์คเกอร์ให้ออกมาดูคล้ายลินคอล์นในช่วงวัยต่างๆ มากที่สุด เนื่องด้วยหนังเรื่องนี้จะเล่าถึงลินคอล์นตั้งแต่เด็กจนถูกลอบสังหาร ฉากต่อสู้ที่แทรกอยู่ในเรื่องเองก็ใช่ว่าจะแทรกตรงไหนก็ได้ เพราะแต่ละฉากจะต้องมีความสำคัญต่อตัวเรื่องเพื่อนำไปสู่ปมปัญหาหรือฉากต่อไปเสมอ – นี่จึงแสดงให้เห็นว่าแม้จะนำชีวิตของลินคอล์นมาเติมแต่งด้วยเรื่องเหนือจริง แต่คนทำหนังก็ยังเคารพลินคอล์นอยู่ดี

Adventure Time

นอกจากการปรากฏตัวแบบกึ่งแฟนตาซี กึ่งสมจริง ลินคอล์นยังปรากฏตัวแบบ “มาแค่คาแร็กเตอร์” ด้วย ยกตัวอย่างเช่น ในซีรีส์แอนิเมชั่นสัญชาติอเมริกัน Adventure Time (2010-2018) ลินคอล์นกลายเป็นตัวละคร ‘ราชาดาวอังคาร’ ซึ่งก็แน่นอนว่าไม่เกี่ยวข้องกับแง่มุมใดๆ  ในชีวิตจริงของลินคอล์นเลย ราชาดาวอังคารนั่งอยู่บนบัลลังก์อย่างสง่างาม (ถอดแบบมาจากอนุสาวรีย์ลินคอล์นในอนุสรณ์สถานลินคอล์น กรุงวอร์ชิงตัน ดีซี) เป็นอมตะ และปกครองดาวอังคารมาเป็นพันๆ ปีแล้ว ซึ่งแม้ราชาดาวอังคารจะไม่ได้นำเสนอชีวิตจริงของลินคอล์น แต่เขาก็ได้รับการดีไซน์รูปลักษณ์ภายนอกชนิดที่เรียกว่า ‘ถอดแบบ’ มาจากภาพจำของลินคอล์นตัวจริงเลยทีเดียว อีกทั้งนิสัยก็ยังสะท้อนความเป็นลินคอล์นอย่างเต็มเปี่ยม ฉากที่โดดเด่นที่สุดคือฉากที่เขาตัดสินคดีผิดพลาด ไปประหารผู้ไม่มีความผิด ราชาดาวอังคารยอมรับความผิดของตนเอง ยอมต่อรองกับความตายเพื่อแลกความเป็นอมตะของตัวเองกับชีวิตของผู้บริสุทธิ์นั้น – จะเห็นได้ว่าแม้จะเป็นการหยิบคาแร็กเตอร์ลินคอล์นมาออกแบบใหม่ในการ์ตูน ผู้สร้างก็ยังคงถ่ายทอดภาพลินคอล์นออกมาอย่างสง่างามในเชิงชื่นชมอยู่นั่นเอง

ดูเหมือนว่าเกือบทุกแง่มุมในชีวิตของเอบราฮัม ลินคอล์นจะถูกนำมาบอกเล่าเป็นภาพยนต์ในหลากหลายรสชาติ ทั้งแบบสมจริง แบบแฟนตาซี และแบบรับมาแค่คาแร็กเตอร์ ซึ่งก็เป็นข้อพิสูจน์แล้วว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนนี้ได้เป็นยิ่งกว่าตำนานไปแล้ว เขาได้กลายเป็นไอคอนที่คนทำหนัง (รวมถึงสื่อบันเทิงรูปแบบต่างๆ) รักใคร่ จากประธานาธิบดีผู้ยิ่งใหญ่ ลินคอล์นได้กลายเป็นทั้งซูเปอร์ฮีโร่ พระราชา หรือกระทั่งนักล่าแวมไพร์

จึงเป็นเรื่องที่น่าติดตามต่อไปว่า ลินคอล์นจะสามารถเป็นอะไรได้อีกในโลกภาพยนต์ที่ไร้ขีดจำกัดนี้!