Hobbs & Shaw The Fast and the Furious

The Fast and the Furious ถึง Hobbs & Shaw ชัยชนะของหนังเกรด B

Home / Bioscope focus / The Fast and the Furious ถึง Hobbs & Shaw ชัยชนะของหนังเกรด B

ย้อนกลับไปเมื่อ 18 ปีก่อน ถ้าเราบอก ร็อบ โคเฮน ว่าหนังที่เล่าถึงนักแข่งรถและการโจรกรรมทุนสร้าง 38 ล้านเหรียญฯ ของเขา จะกลายมาเป็นแฟรนไชส์ยักษ์ใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่งของโลกที่มีกำหนดสร้างภาคต่อยาวไปจนถึง 10 ภาค ตลอดจนภาคแยกที่กำลังออกฉายในเวลานี้อย่าง Hobbs & Shaw (2019, เดวิด ลิตช์) กับทุนสร้างมหาศาลเฉลี่ยตกเรื่องละ 200 ล้านเหรียญฯ โคเฮนคงทำหน้าฉงนแล้วถามกลับว่าเป็นไปได้อย่างไร ที่หนังแอ็กชั่นหน้าตาเกรดบี แถมยังไม่มีนักแสดงเบอร์ใหญ่มาประดับเรื่องราว จะก่อกำเนิดผลลัพธ์ได้งดงามขนาดนั้น

The Fast and the Furious (2001) ออกฉายครั้งแรกและทำเงินไปได้มหาศาลที่ 207 ล้านเหรียญฯ (ซึ่งในเวลาต่อมากลายเป็นราคาเท่าทุนสร้างของหนังภาคหลังๆ เท่านั้น) นักวิจารณ์หลายคนวิเคราะห์ถึงเหตุผลที่ทำให้มันประสบความสำเร็จในวงกว้างนั้นส่วนหนึ่งเพราะหน้าหนังที่ชัดเจนในเรื่องที่ต้องการจะเล่า หนังของโคเฮนขายแอ็กชั่น ขายชายหนุ่ม มันเต็มไปด้วยตัวละครร่างกายกำยำควงคู่กับสาวงามเซ็กซี่ รถยนต์หรู การแข่งขันและแผนการโจรกรรมอันแยบยล เหล่านี้คือส่วนผสมที่สำคัญซึ่งในเวลาต่อมาได้กลายเป็นจุดแข็งและจุดขายของแฟรนไชส์นี้ บวกกับมิตรภาพแบบลูกผู้ชายในกลุ่มเพื่อนฝูงที่เป็นใจกลางสำคัญที่สุด และภาคต่อของมันทำเงินแบบวี่แววดีมาเรื่อยๆ หนังสกุลนี้ไม่เคยห่างหายจากการรับรู้ของคนดูหนังเกินสามปี สตูดิโอเข็นโปรเจ็กต์นี้ออกฉายอย่างเป็นระบบระเบียบ มีระยะเวลาที่แน่นอนจนมันได้สร้างกลุ่มคนดูที่เป็นแฟนเหนียวแน่นแบบที่แฟรนไชส์บางเรื่องทำไม่ได้

Luke Hobbs (Dwayne Johnson) and Deckard Shaw (Jason Statham) team up and face off in “Fast & Furious Presents: Hobbs & Shaw,” directed by David Leitch.

แต่กล่าวได้ว่า ความสำเร็จระดับมหาศาลที่ได้กลายมาเป็นแรงระเบิดของจักรวาล Fast & Furious ที่แท้จริงคือ Fast Five (2011, จัสติน ลิน) เพราะในภาคนี้ ลินตัดสินใจขยายขนาดจักรวาลออกไปด้วยการเพิ่มตัวละครที่แสดงโดยนักแสดงแอ็กชั่นระดับแม่เหล็กขวัญใจชายหนุ่มอย่าง ดเวย์น เดอะร็อค จอห์นสัน ในบทนายตำรวจ ลุค ฮ็อบบ์ส คู่ปรับระดับพระกาฬของโตเรตโต

ลินกำกับแฟรนไชส์นี้มาตั้งแต่ภาคสามหรือ The Fast and the Furious: Tokyo Drift (2006) และอาจกล่าวได้ว่าเขาเป็นตัวตั้งตัวตีหลักในการสร้างเอกลักษณ์ให้หนังสกุลนี้ “ผมชอบมากๆ ที่สตูดิโอปล่อยให้ผมได้สร้างอะไรใหม่ๆ เคารพการตัดสินใจที่ผมจะสร้างการเติบโตให้แฟรนไชส์และตัวละคร ถ้าคุณมองกลับไปในหนังภาคก่อนๆ คงพบว่าทุกเรื่องล้วนแตกต่างกันไป และนั่นแหละที่ทำให้ผมสนุกที่สุดในการได้เป็นส่วนหนึ่งของแฟรนไชส์นี้

“ยิ่งกับทีมงานและนักแสดง ผมยิ่งรู้สึกเหมือนพวกเขาเป็นครอบครัวของผม เราเติบโตมาด้วยกันและหาทางอยู่ด้วยกันอย่างลงตัวที่สุด และนี่แหละที่ผมภูมิใจอย่างที่สุด”

หากภาคก่อนหน้าของมันว่าด้วยกลุ่มอาชญากรและรถยนต์หรู Fast Five คือปฐมบทของการขยายจักรวาลเมื่อตัวละครหลักต้องปะทะกับนายตำรวจร่างยักษ์แสนแข็งแกร่งอย่างฮ็อบบ์ส ไม่เพียงเท่านั้น พล็อตเรื่องของมันยังแยบคายและสนุก มันเต็มไปด้วยการเดินตามสูตรสำเร็จอย่างการร่วมมือกันของศัตรูอย่างฮ็อบบ์สและอาชญากรที่นิสัยต่างกันคนละขั้วก็จริง หากแต่สูตรสำเร็จนี้คงออกมางดงามขนาดนี้ไม่ได้เลยหากปราศจากการกำกับที่แม่นยำและเคมีของนักแสดงนำทั้งเรื่อง

จากนั้นจักรวาลของ Fast & Furious ก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับวายร้ายระดับพระกาฬอย่าง Furious 6 (2013, ลิน) ที่แนะนำ โอเวน ชอว์ (ลุค อีแวนส์) ชายหนุ่มลึกลับที่แก๊งโตเรตโตต้องรับมือด้วย ก่อนที่ภาคต่อมาพวกเขาจะต้องเจอกับพี่ชายของโอเวนที่ร้ายกาจกว่ามากอย่าง เดคาร์ด (เจสัน สเตแธม) ใน Furious 7 (2015, เจมส์ วาน) ซึ่งทำเงินไปทั่วโลกพันล้านเหรียญฯ มิหนำซ้ำ ความสำเร็จของมันยังกรุยทางมาสู่ภาคต่อ The Fate of the Furious (2017, เอฟ แกรี แกรี) ที่เปรียบเสมือนหนังภาค ‘รวมดาว’ วายร้ายเรื่องก่อนๆ ที่จำต้องมาร่วมมือกับโตเรตโตให้หลุดรอดจากการบงการของนางมารผู้จงใจทำลาย ‘ครอบครัว’ และ ‘มิตรภาพ’ อันเป็นที่รักยิ่งของโตเรตโต

นีล เอช มอริตซ์ โปรดิวเซอร์คู่บุญของแฟรนไชส์นี้ทุกภาค มองย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของความสำเร็จในวันที่เขาเองก็คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าตัวหนังจะมาได้ไกลขนาดนี้ “ด้วยความสัตย์เลยนะ มันเริ่มจากการเป็นหนังแข่งรถใต้ดินด้วยซ้ำไป เราโชคดีที่คนดูชอบฉากแอ็กชั่น รถยนต์และอื่นๆ ในหนัง แต่เหนืออื่นใดคือ คนดูรักตัวละครในหนังเรื่องนี้ ผมว่านี่แหละที่สำคัญที่สุดจนทำให้มันกลายมาเป็นแฟรนไชส์”

จักรวาลนี้ยังทอดยาวต่อไปเรื่อยๆ โดยสตูดิโอมีแผนจะสร้างภาค 9 และ 10 เพื่อออกฉายในปี 2020 และ 2021 ตามลำดับ แต่ก่อนหน้าการมาถึงของหนังทั้งสอง Fast & Furious ก็ยังไม่หายไปจากการรับรู้และสายตาของคนดูหนังเมื่อสตูดิโอส่งภาคแยกอย่าง Hobbs & Shaw มาคั่นเวลา และนี่แหละคือสัญลักษณ์ที่เป็นเสมือนภาพแทนชัยชนะของเจ้าหนัง(เคยมี)หน้าตาเกรดบีเรื่องนี้ เพราะมันคือภาคแยกอย่างสมบูรณ์แบบของสองตัวละครฮ็อบบ์สและเดคาร์ด ชอว์ กับเคมีแสนจะเข้าขากันของจอห์นสันกับสเตแธม -ผู้เป็นขวัญใจคอหนังแอ็กชั่นทั้งคู่- แบบที่เราปฏิเสธไม่ได้ว่า ความแพรวพราวในการแสดงของทั้งสองทำให้หนังน่าดูขึ้นอย่างมหาศาล ทั้งมันยังพาจักรวาลนี้ไปไกลยิ่งกว่าการเป็นหนังแข่งรถ หนังโจรกรรม แต่กระโดดไปสู่การเป็นหนังของฮีโร่ที่รับหน้าที่ในการกู้โลกไปโดยปริยาย ซึ่งนี่เองที่ทำให้การเดินทางของตัวละครเหล่านี้ทอดยาวไปได้เรื่อยๆ อย่างไม่มีท่าทีว่าจะสิ้นสุดโดยง่าย พร้อมกันกับเหล่าคนดูที่พร้อมออกเดินทางไปด้วยกัน