Bong Joon-ho Parasite บองจุนโฮ

ฮงคยองพโย ผู้กำกับภาพคู่บุญของบองจุนโฮจาก Mother ถึง Parasite

Home / bioscope, Bioscope focus / ฮงคยองพโย ผู้กำกับภาพคู่บุญของบองจุนโฮจาก Mother ถึง Parasite

ไม่ว่าคุณชอบดูหนังรักโรแมนติกของเกาหลีใต้ ดราม่าโศกซึ้ง ไปจนกระทั่งธริลเลอร์ขมุกขมัวหรือแม้แต่แอนิเมชั่นสำหรับเด็ก ก็เป็นไปได้ว่าคุณอาจเคยผ่านตางานของ ฮงคยองพโย ผู้กำกับภาพขวัญใจของเรามาแล้วบ้างไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะสองปีหลังที่เขาท็อปฟอร์มสุดขีดด้วยการกำกับภาพใน Burning (2018, อีชางดง) กับฉากที่ตัวละครร่ายรำท่ามกลางแสงตะวันที่ค่อยๆ เลือนลับจากสายตา และ Parasite (2019, บองจุนโฮ) ที่พาคนดูสัมผัสความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นอย่างรุนแรงผ่านการจัดแสงอันมืดทึมและสว่างจ้า

ผลงานชิ้นสำคัญที่ส่งให้ชื่อของคยองพโยโดดเด่นขึ้นมาท่ามกลางผู้กำกับภาพมากมายในอุตสาหกรรมหนังเกาหลีคือ Tae Guk Gi: The Brotherhood of War (2004, คังจีกยู) ที่ฉายสภาพความแร้นแค้นและโหดเหี้ยมของสงครามผ่านเรื่องราวของสองพี่น้องในสงครามเกาหลี และในเวลาไล่เลี่ยกันนี้ คยองพโยยังกำกับภาพให้หนังรอมคอมอารมณ์ดีอย่าง Love Exposure (2007, ลีเยอึนเฮ) ที่สดใสคนละโลกกับหนังเรื่องก่อนหน้าสุดขีด

“เรื่องราวจากภาพยนตร์นั้นมีองค์ประกอบที่อธิบายถึงรูปแบบของมันเสมอ ผมจึงต้องคุยถึงทิศทางของหนังกับผู้กำกับตลอดว่าเขาอยากได้สไตล์ภาพแบบไหน การเคลื่อนกล้องยังไง แสงและสีแบบไหนที่เราควรใช้ ตัวผมเองน่ะกระหายในการจะลองทำอะไรใหม่ๆ ที่แตกต่างไปจากเดิมเสมอ” คยองพโยเล่าถึงการรับงานที่หลักหลายรูปแบบและประเภทอย่างเปี่ยมสุข

สองปีถัดจากนั้น คยองพโยได้พบกับผู้กำกับหนุ่มที่ในเวลาต่อมาจะกลายมาเป็นหนึ่งในคนทำหนังคู่บุญของเขาอย่างจุนโฮ ที่ตอนนั้นแจ้งเกิดจาก Memories of Murder (2003) และ The Host (2006) เรียบร้อยแล้ว จุนโฮส่งบทหนังที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูก เมื่อหญิงคนหนึ่งได้รับแจ้งว่าลูกชายซึ่งมีอาการไม่สมประกอบของเธอนั้นเป็นคนร้ายในคดีฆาตกรรมโหดเด็กสาวรายหนึ่ง เธอจึงต้องทำทุกทางเพื่อพิสูจน์ว่าลูกชายของเธอบริสุทธิ์จนมันนำไปสู่ความสับสนและเจ็บปวดหลายอย่าง

นั่นคือต้นกำเนิดของ Mother (2009) หนังที่ชิงรางวัลเทศกาลหนังเมืองคานส์และคว้ารางวัลหนังยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังเอเชียได้ คยองพโยถ่ายทำหนังทั้งเรื่องอย่างละเมียด และขับความรู้สึกหนักหน่วงของตัวละครด้วยโทนภาพอึมครึม กับการลากกล้องช้าเชือน จับภาพไปยังสีหน้าเคร่งเครียดเอาเป็นเอาตายของหญิงผู้เป็นแม่ (รับบทแบบน่ากราบโดย คิมฮเยจา) ตัดสลับกับสีหน้าว่างเปล่าของลูกชายที่ถูกคุมขัง

“Mother คือหนังที่เล่าเกี่ยวกับความเป็นแม่ที่ต้องรับมือกับการกระทำผิดพลาดของลูกชาย ผมถ่ายแบบอนามอร์ฟิก (Anamorphic lens -ถ่ายทำแบบบีบภาพขนาดกว้างลงในเนื้อฟิล์มด้วยสัดส่วน 2.35 – 2.40 ทำให้ภาพดูยืดขึ้น) เพราะความประทับใจแรกที่ปรากฏขึ้นมาตอนอ่านบทคือความคลาสสิกของมัน” ฮยองพโยเล่า “คือมันก็น่าตระหนกแหละแต่ผมก็ตัดสินใจว่าอยากถ่ายทำด้วยวิธีนี้ให้ถูกต้องเพราะรู้ดีว่าแค่ถ่ายแบบธรรมดามันไม่ได้หรอก แต่ต้องสื่อเรื่องราวไปถึงคนดูให้ได้ด้วย ซึ่งผมพยายามถ่ายทอดห้วงอารมณ์ของผมผ่านงานภาพเหล่านี้ อยากแสดงความขัดแย้งของเรื่องผ่านเฟรมภาพแต่ละเฟรม และเราโชคดีเหลือเกินที่ทุกอย่างเป็นไปตามที่เราตั้งใจไว้ หลายคนชอบงานที่ออกมามาก”

จุนโฮชวนฮยองพโยกลับมาร่วมงานด้วยกันอีกครั้งใน Snowpiercer (2013) ซึ่งนับเป็นก้าวที่สำคัญของคนทั้งคู่ เนื่องจากมันเป็นหนังร่วมทุนสร้างกับสาธารณะรัฐเช็คเรื่องแรกของจุนโฮ มิหนำซ้ำยังเป็นหนังพูดภาษาอังกฤษ ว่าด้วยเรื่องของโลกอนาคตที่ล่มสลายตกอยู่ภายใต้หิมะกับน้ำแข็ง มนุษย์ต้องใช้ชีวิตอยู่ในรถไฟที่วิ่งวนไปเรื่อยๆ โดยแบ่งแยกอาศัยอยู่กันเป็นชุมชนในแต่ละตู้ ซึ่งเลี่ยงไม่ได้เลยที่เขาจะเผชิญหน้ากับความแตกต่างทางชนชั้น

“บองบอกผมว่าอยากทำหนังที่มีรถไฟ” ฮยองพโยหัวเราะ “เราปรึกษากันว่าจะถ่ายทำยังไงให้รถไฟมันเหมือนแล่นไปตลอดเวลาโดยใช้แค่แสงเป็นตัวเล่าเรื่องเพียงอย่างเดียว

“ตอนอ่านบทครั้งแรกก็ตะลึงไปเลยครับ ซึ่งก็เป็นความรู้สึกทุกครั้งเวลาอ่านบทของบองเขาแหละ มันน่ามหัศจรรย์มากจนสงสัยว่าเราจะถ่ายไอ้สิ่งที่อยู่ในบทนี้ออกมาเป็นภาพได้จริงๆ ไหมเนี่ย เรื่องมันน่าสนใจและมีเสน่ห์มากๆ จากรถไฟตู้แรกสู่ตู้สุดท้าย จากความมืดสู่แสงสว่าง นับเป็นความท้าทายอย่างมากสำหรับผู้กำกับภาพอย่างผม แต่เพราะมันเป็นโปรเจ็กต์ร่วมทุนกับสากลและมีทีมงานเป็นคนต่างชาติจำนวนมาก อันที่จริงมีคนเกาหลีแต่สามคน ที่เหลือเป็นคนต่างชาติหมดเลย”

ความท้าทายของการทำกับภาพคือการถ่ายทอดเรื่องราวที่เกิดขึ้นในขบวนรถไฟเล็กแคบ ฮยองพโยตระหนักดีว่าขบวนรถไฟแต่ละตู้คือโลกที่คนดูมองเห็นและทำความเข้าใจ ตู้ของเหล่าชนชั้นล่างจึงเต็มไปด้วยความมืดทึบ แสงไฟวอมแวมที่ยิ่งทำให้พื้นที่ดูเล็กแคลอึดอัด ขณะที่ตู้รถไฟของเหล่าคนรวยนั้นมีอากาศถ่ายเท ปลอดโปร่งและสว่างกว่ามากซึ่งทำให้พื้นที่ดูขยับขยายตามไปด้วย

เช่นเดียวกันกับ Burning ที่ฮยองพโยฝากฟังงานระดับมาสเตอร์พีซของเขาไว้หลายฉาก เรื่องราวการเหลื่อมล้ำทางชนชั้นที่ถูกขยายออกให้กว้างด้วยชีวิตของชายหนุ่มคนเลี้ยงวัว สาวพริตตี้และไฮโซรูปหล่อ หนังคว้ารางวัลจากเทศกาลหนังเมืองคานส์กับงานภาพสุดอลังการที่ขับเน้นความเจ็บช้ำของตัวละคร “เราคุยกันนานมากว่าจะใช้แสงแบบไหน แต่เราคิดไว้แล้วล่ะว่าอยากได้แสงแบบธรรมชาติเลยพยายามควานหาช่วงเวลาที่แสงมันจะสวยที่สุด” ฮยองพโยเล่า “เราซักซ้อมกันแค่ครั้งเดียวก่อนถ่ายจริงเพราะผู้กำกับเขาไม่อยากให้การเคลื่อนกล้องเป็นไปอย่างระมัดระวังหรือเข้มงวดมากนัก เขาให้นักแสดงเต้นรำไปตามความรู้สึกโดยที่กล้องก็เคลื่อนไหวได้อย่างเสรี ตอนที่แฮมีขยับตัวหันหลังให้กล้อง โชคดีเหลือเกินที่นั่นเป็นจังหวะเดียวกับที่ลมพัดไหวมาพอดี”

แล้วนั่นจึงมาถึง Parasite กับประเด็นความแตกต่างกันทางชนชั้นของจุนโฮ (อีกครั้ง) หากแต่มันถูกบอกเล่าด้วยน้ำเสียงจัดจ้านกว่าหนังของชางดงมาก เรื่องของครอบครัวชนชั้นล่างที่จับพลัดจับผลูไปอยู่ในบ้านของคนรวย เพื่อจะพบยิ่งได้เห็นฝ่ายหลังใช้ชีวิตได้อย่างดีงามมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งตอกย้ำว่าชีวิตพวกเขาเป็นเสมือนหนูท่อมากขึ้นเท่านั้น

ความท้าทายคือ ฮยองพโยต้องถ่ายทำหนังทั้งเรื่องในห้องเล็กแคบของบ้านสองหลังจากสองครอบครัว “ตัวหนังมันจับจ้องไปยังเรื่องราวของตัวละคร ผมเลยอยากใช้เลนส์ที่ทำให้ภาพดูคมชัด และส่วนมากแล้วหนังทั้งเรื่องถ่ายในห้องเล็กแคบ ผมเลยใช้เลนส์ 24 มม. ที่มันให้ความรู้สึกถึงความบีบของภาพได้ดี”

หนังจึงใช้โลเคชั่นสว่างไสวเมื่อถ่ายทำบ้านของคนรวย ชีวิตพวกเขาห้อมล้อมด้วยแสงแดดอบอุ่นที่ลอดผ่านหน้าต่างกระจกบานยักษ์ ขณะที่รังนอนของคนจนนั้นเป็นแสงหม่นเท่า เล็กแคบและชวนอึดอัดราวกับพวกเขาอาศัยอยู่ในท่อ ปนเปไปกับบรรยากาศคุกคามบางอย่างที่ทำให้คนดูรู้สึกอึดอัดเมื่อจับจ้องไปยังชีวิตของผู้คนเหล่านี้ ความที่หนังผสมปนเปทั้งความเป็นหนังตลกคอมิดี้สว่างสดใส (อย่างน้อยก็ในครึ่งเรื่องแรก) ตัดสลับมาสู่ความธริลเลอร์และดราม่า จึงเป็นเสมือนงานที่เรียกร้องประสบการณ์ที่ฮยองพโยสั่งสมมาโดยตลอด เพราะปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ความสำเร็จส่วนหนึ่งของหนังนั้นมาจากการเรียงร้อยงานภาพเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ไม่ว่าจะในห้วงเวลาที่หนังมันพูดถึงความสดใส ความขบขัน หรือเรื่อยไปจนถึงความดำมืดสุดขีดก็ตาม