Bong Joon-ho Burning Cannes Parasite Snowpiercer คานส์ หนังปาล์มทอง หนังเกาหลี หนังโลก

เมื่อกลิ่นคนจนลอยละล่อง! : แอบส่อง Parasite ผลงานชอนไชชนชั้นแสนเดือดของ บงจุนโฮ

Home / Bioscope focus / เมื่อกลิ่นคนจนลอยละล่อง! : แอบส่อง Parasite ผลงานชอนไชชนชั้นแสนเดือดของ บงจุนโฮ

โดย อินทร์นวัต สังข์มนัส

 

มันเป็นประสบการณ์สุดพิเศษเหนือความคาดหมาย

อเลฆันโดร กอนซาเลซ อีนาร์ริตู ผู้กำกับคนดังชาวเม็กซิกันผู้เป็นประธานคณะกรรมการตัดสินของเทศกาลหนังเมืองคานส์ในปีนี้ กล่าวถึงเจ้าของรางวัลปาล์มทองเรื่องล่าสุดอย่าง Parasite ผู้ซึ่งคว้ารางวัลไปพร้อมกับคำตัดสินแบบ ‘เอกฉันท์’ จากคณะกรรมการทั้ง 9 คน มันพาพวกเราไปสัมผัสกับการผสมผสานตระกูลหนังต่างๆ เข้าไว้ด้วยกันอย่างนุ่มนวล กรรมการทุกคนตื่นตาตื่นใจไปกับหนังเรื่องนี้ตั้งแต่แรกชม และมีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเมื่อเวลาผ่านไป โดยผลงานเรื่องนี้ของ บงจุนโฮ ได้สร้างประวัติศาสตร์เป็นหนังเกาหลีเรื่องแรกที่ได้รับรางวัลสูงสุดจากเมืองคานส์ และกำลังออกเดินทางเรียกเสียงฮือฮาจากคอหนังทั่วโลกในฐานะภาพยนตร์แห่งปี 2019

Parasite เล่าเรื่องครอบครัวตระกูลคิมของ คิมกีแท็ก (ซงคังโฮ จาก Snowpiercer) ที่อาศัยอยู่อย่างแสนจะอับจนในอพาร์ตเมนต์รูหนูชั้นใต้ดิน ทั้งการแอบใช้อินเตอร์เน็ตฟรีจากเพื่อนบ้านชั้นบน ไปจนถึงการรับมือกับพวกขี้เมาที่มักจะมาฉี่ใส่หน้าบ้านอยู่เสมอ จนกระทั่งวันหนึ่งโอกาสทองในการยกระดับชีวิตของพวกเขาก็มาถึง เมื่อ กีวู (ชเว วู-ชิก จาก Train to Busan) ลูกชายของครอบครัวถูกชักชวนไปเป็นครูสอนพิเศษให้กับลูกสาวของเศรษฐีตระกูลพัก ที่ที่เขาได้พบกับความเป็นอยู่สุดหรูหราที่เขาปรารถนา ก่อนทั้งหมดกลายมาเป็นจุดเริ่มต้นให้สองครอบครัวที่ฐานะต่างกันราวฟ้ากับเหวต้องมาเกี่ยวพันกันอย่างยากจะหลีกเลี่ยง

เมื่อมนุษย์ที่ต้องการอยู่ร่วมกันในภาวะพึ่งพาอาศัยแต่ไม่สามารถทำได้ พวกเขาก็จะถูกผลักไสเข้าสู่ความสัมพันธ์ในภาวะปรสิต บงจุนโฮเล่าถึงไอเดียของตัวหนัง จากความฝันถึงชีวิตที่มั่งคั่งแต่กลับต้องเผชิญกับความเป็นจริงที่โหดร้าย ผมมองมันเป็นเรื่องราวคอมเมดี้ปนโศกนาฏกรรม โดยแรกเริ่มของโปรเจ็กต์ Parasite บงตั้งใจเขียนบทเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อเป็น ‘ละครเวที’ แต่แล้วเขาก็เลือกที่จะเชื่อสัญชาตญาณนักทำหนังของตัวเองและปรับมันออกมาเป็นภาพยนตร์ในท้ายที่สุด “ผมว่ากระบวนการทางความคิดของผมมันเหมาะกับงานภาพยนตร์มากกว่า” บงกล่าว

นอกเหนือไปจากโครงเรื่องหลักที่ว่าด้วยความแตกต่างระหว่างครอบครัวคนจนกับคนรวยแล้วนั้น ผู้กำกับบงจุนโฮยังดึงเอาประสบการณ์ตรงจากเมื่อสมัยเรียนที่เขาเคยไปรับจ็อบเป็นติวเตอร์ให้กับเด็กมัธยมในย่านคนรวยมาใส่ไว้ในหนังกันแบบตรงๆ อีกด้วย โดยเขาเล่าว่า “ผมจำได้แม่นถึงตอนที่เดินเข้าไปในคฤหาสน์หลังโตแล้วมีสวนหย่อมเป็นสิ่งแรกที่มาต้อนรับ รวมไปถึงประสบการณ์การพูดคุยกับแม่ของเด็กเป็นครั้งแรก ทุกอย่างเห็นในหนังถูกถอดแบบมาจากประสบการณ์ส่วนตัวของผมทั้งหมดเลย”

โดยธีมหลักที่เคยปรากฏในหนังเรื่องก่อนๆ ของบงอย่าง ‘ประเด็นชนชั้นทางสังคม’ ก็ยังคงไม้ตายที่เขาเดินหน้าสำรวจอย่างต่อเนื่องในเรื่องนี้เช่นเดียวกัน “สำหรับหนังไซ-ไฟแบบ Snowpiercer มันสามารถถ่ายทอดธีมที่ว่าออกไปได้โดยตรง” บงอธิบาย “แต่กับ Parasite ผมอยากถ่ายทอดมันในสเกลที่แตกต่างออกไป ให้เหมือนราวกับว่าเราได้เพ่งเล็งชีวิตผู้คนผ่านรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันของพวกเขา” และเมื่อประกอบกับชื่อเสียงของ บงจุนโฮ ที่ขึ้นชื่อลือชาในเรื่องการเก็บรายละเอียดขั้นสุดแบบครบทุกเม็ด (ถึงขนาดมีคำสแลงในภาษาเกาหลีว่า Bongtail ที่เกิดจากการรวมชื่อของเขาเข้ากับคำว่า detail) จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่เนื้อในของ ‘ปรสิต’ ตัวนี้จะอัดแน่นไปด้วยรายละเอียดให้ชวนติดตามในทุกมุมมอง

ไม่ว่าจะเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดอาจเป็นงานภาพสุดเนี้ยบของ ฮงคยองพโย ตากล้องคู่ใจของบงที่กำลังอยู่ในช่วงท็อปฟอร์มจากผลงานดังๆ อย่าง Burning (2018, อีชางดง) และ The Wailing (2016, นาฮงจิน) โดยในเรื่องนี้ทั้งคู่พิถีพิถันกับการใช้แสงเป็นพิเศษ เพราะพวกเขาตั้งใจให้แสงมาเป็นตัวช่วยเล่าเรื่องความแตกต่างทางชนชั้นของทั้งสองครอบครัว ระหว่างห้องอพาร์ตเมนต์ชั้นใต้ดินที่แสงธรรมชาติแทบเข้าไม่ถึงเลยกับบ้านหลังหรูที่แสงส่องเข้าได้กันจากทุกทิศทาง ลำพังความแตกต่างเพียงแค่นี้มันก็ชวนสลดแล้วนะ บงเล่า และนอกไปจากเรื่องการใช้แสงแล้ว การถ่ายทอดภาพของ บันได ในเรื่องก็เป็นอีกหนึ่งจุดที่หนังใช้เป็นเครื่องมือในการเล่าถึงความเหลื่อมล้ำของแต่ละชนชั้นได้อย่างชาญฉลาด จนอาจกล่าวได้ว่าถ้า Snowpiercer ใช้โบกี้รถไฟจากท้ายไปหน้าเพื่อเล่าเรื่องชนชั้นในแนวนอน Parasite ก็ใช้ความแตกต่างของระดับชั้นที่ตัวละครอาศัยอยู่มาเล่าเรื่องชนชั้นในแนวตั้งได้ทรงพลังไม่แพ้กันเลยทีเดียว

และไม่ใช่แค่รายละเอียดของงานภาพที่เป็นจุดเด่นของเรื่อง แต่ยังรวมไปถึง กลิ่นที่กลายมาเป็นกุญแจสำคัญทั้งในตอนถ่ายทำและเนื้อหาของหนัง การพูดถึงกลิ่นตัวของคนเป็นสิ่งที่ต้องห้ามมากในสังคมแม้แต่กับเพื่อนสนิทก็ตาม ซึ่งจากการที่หนังให้ความสำคัญไปที่ประเด็นกลิ่นที่แตกต่างของคนสองชนชั้น มันได้พาผู้ชมดำดิ่งลงไปสำรวจความเหลื่อมล้ำกันอีกขั้นนึง และยังช่วยวางรากฐานให้กับความระทึกขวัญในหนังอีกด้วยบงแอบเล่าถึงรายละเอียดเรื่องกลิ่นในหนัง ซึ่งรายละเอียดที่ว่านั้นไม่ได้ปรากฏอยู่ในแค่ในบทหนังเท่านั้น หากแต่ยังลามมาถึงในกองถ่ายอีกด้วย เพราะ อีฮาจุน โปรดักชั่นดีไซเนอร์ของเรื่องได้รับมอบหมายให้สร้างความสมจริงที่สุดด้วยการบันดาลกลิ่นน้ำมัน, กลิ่นเสื้อผ้าเก่า, กลิ่นเชื้อรา รวมไปถึงกลิ่นเศษอาหารเหลือทิ้งทั้งหลายให้กับฝั่งครอบครัวคิม จนเมื่อไปเปรียบเทียบกับความเรียบหรูสะอาดสะอ้านสไตล์มินิมอลของครอบครัวพักก็เกิดเป็นภาพตัดกันอย่างสุดขั้วตามภาพในหัวที่บงจุนโฮวางเอาไว้ตั้งแต่แรก

และยังมีอีกหนึ่งลายเซ็นสำคัญที่ขาดไปไม่ได้เลยสำหรับหนังของบงจุนโฮก็คือ การผสมผสานหลากหลายตระกูลหนัง(genre) เหมือนๆ กับที่เขาเคยผสมหนังสัตว์ประหลาดเข้ากับดราม่าเสียดสีการเมืองระหว่างประเทศใน The Host หรือผสมไซ-ไฟแนวดิสโทเปียกับดราม่าแอ็กชั่นทะลายชนชั้นใน Snowpiercer โดยใน Parasite เขาได้หยิบเอาดราม่าสามัญธรรมดาที่ว่าด้วยการพบปะเผชิญของคนสองชนชั้น ก่อนที่จะค่อยๆ อัดฉีดความระทึกขวัญปนผสมมากับความตลกร้าย จนกว่าจะรู้ตัวอีกทีผู้ชมก็ถูกหนังพาเลี้ยวลัดเลาะสวนทางกับความคาดหวัง/ความเคยชินตามแบบตระกูลหนังเดิมๆ ของผู้ชมเสียแล้ว ฝีไม้ลายมือในการเล่นแร่แปรธาตุกับตระกูลหนังต่างๆ ของบงโด่งดังไปไกลจนถึงขนาดได้รับการขนานนามจากสื่อต่างประเทศว่า หนังของบงกลายเป็นอีกหนึ่งตระกูลหนังไปแล้วแต่เขากลับเห็นต่างออกไปในประเด็นดังกล่าว ผมกลับไม่รู้สึกเลยว่าหนังของผมเป็นการผสมตระกูลหนังต่างๆ ไว้ด้วยกัน โดยส่วนตัวแล้วผมไม่ได้ตัดสินใจตั้งแต่เริ่มว่าจะทำหนังแนวไหนเฉพาะเจาะจง ผมแค่ต้องการถ่ายทอดชีวิตและความรู้สึกของผู้คนในแต่ละคนบงตอบ “มันเหมือนกับเวลาคุณไปทำงานแล้วไปเจอเรื่องตลกมันก็อาจเป็นหนังคอมิดี้ แต่หลังเลิกงานคุณพบว่ากำลังมีคนสะกดรอยตามคุณอยู่มันก็อาจเป็นหนังระทึกขวัญขึ้นมา ชีวิตในแต่ละวันของคนเรามันมีหลากหลายอารมณ์เหลือเกิน – ซึ่งนั่นล่ะคือสิ่งที่ผมพยายามนำมาเล่าในหนังของผม”

ดูเหมือนว่าความสำเร็จของ Parasite จะไม่ได้หยุดอยู่แค่กับการคว้ารางวัลปาล์มทองเมื่อตอนกลางปี เพราะล่าสุดตัวยังคงหนังเดินหน้าสร้างสถิติอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นจำนวนผู้ชมในบ้านเกิดที่ทะลุหลัก10 ล้านคนไปเป็นที่เรียบร้อย, การครองตำแหน่งเป็นหนังสัญชาติเกาหลีที่มีผู้ชมมากที่สุดตลอดกาลในฝรั่งเศส รวมไปถึงการขึ้นแท่นเป็นหนังเกาหลีที่ขายสิทธิ์จัดจำหน่ายสูงที่สุดกว่า 192 ประเทศ และถึงแม้ว่าหนังจะยังไม่ทันได้เข้าฉายที่อเมริกาอย่างเป็นทางการ แต่มันก็ถูกหลายฝ่ายยกให้เป็นเต็งหนึ่งแบบนอนมาสำหรับรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศในปีหน้าอีกด้วย แถมยังมีแววได้ตามรอยเรื่อง Snowpiercer กลายเป็นผลงานเรื่องที่สองของบงจุนโฮที่ถูกฝั่งฮอลลีวูดนำไปสร้างเป็นซีรีส์อีกต่างหาก