Doi Boy Soil Without Land คนทำหนัง ดินไร้แดน นนทวัฒน์ นำเบญจพล พม่า ฟ้าต่ำแผ่นดินสูง สายน้ำติดเชื้อ หนังสารคดี หนังไทย หนังไทย 2562 ไทย ไทใหญ่

คนติดตะเข็บที่ไร้ตัวตน …แต่นนทวัฒน์จับจ้อง

Home / Bioscope focus / คนติดตะเข็บที่ไร้ตัวตน …แต่นนทวัฒน์จับจ้อง

โดย นคร โพธิ์ไพโรจน์ บรรณาธิการฝ่ายหนังไทย BIOSCOPE

 

ชีวิตการเป็นนักทำสารคดีของ นนทวัฒน์ นำเบญจพล เขาได้สร้างงานที่โดดเด่นไว้ถึงสี่เรื่อง และสามเรื่องในนั้นเล่าเรื่องของชีวิตที่อยู่ในแนวตะเข็บเขตแดนทั้งสิ้น นั่นคือ ‘ฟ้าต่ำแผ่นดินสูง’ ที่ลัดเลาะชีวิตผู้คนบริเวณพื้นที่พิพาทเขาพระวิหาร, ‘สายน้ำติดเชื้อ’ กับชีวิตผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากลำห้วยคลิตี้ซึ่งมีสารปนเปื้อน และ ‘ดินไร้แดน’ ซึ่งนนทวัฒน์พาตัวเองเข้าไปอยู่กับกองกำลังทหารไทใหญ่เขตชายแดนไทย-เมียนมาร์

เหมือนเป็นความตั้งใจที่นนทวัฒน์พยายามจะเล่าเรื่องของผู้คนตามตะเข็บเหล่านั้น แต่หารู้ไม่ว่ามันคือความบังเอิญ

ภาพ นนทวัฒน์ (ซ้าย) ขณะขึ้นพูดบนเวทีจากเพจ Soil Without Land

“ถ้าให้พูดจริงๆ สมัยก่อนเลยเราไม่เคยสนใจพื้นที่ชายแดนมาก่อนเลย” ย้อนกลับไปในช่วงเกิดสงครามสีเสื้อขึ้นกลางเมือง มันเป็นชนวนสำคัญที่ทำให้รู้ว่าเด็กเมืองอย่างเขาเข้าใกล้เรื่องการเมืองมากแค่ไหน นนทวัฒน์ตัดสินใจตามทหารหนุ่มชาวศรีสะเกษที่ประจำการเพื่อรอสลายการชุมนุมแยกราชประสงค์เมื่อ พ.ศ. 2553 จนกระทั่งเขาเดินทางกลับบ้านซึ่งอยู่ในเขตพิพาทเขาพระวิหารพอดี แต่ด้วยสัญชาตญาณของนักทำสารคดีทำให้นนทวัฒน์ไม่หยุดอยู่เพียงแค่นั้น เขาหาช่องทางจนสามารถบุกเข้าไปในพื้นที่หวงห้ามได้สำเร็จ จนเกิดเป็นมุมมองของสองฟากฝั่งชายแดนไทย-กัมพูชาที่มีต่อพื้นที่ความขัดแย้งแห่งนี้

ไม่ต่างกันกับตอนทำ ‘สายน้ำติดเชื้อ’ ที่เขาสนใจชีวิตของผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการปนเปื้อนสารปรอทในลำห้วยคลิตี้ อันสืบเนื่องมาจากการตั้งโรงงานถลุงแร่ ซึ่งชาวบ้านคลิตี้ต้องใช้น้ำและทรัพยากรปนเปื้อนเหล่านั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็บังเอิญที่พวกเขาเป็นชาวกะเหรี่ยงซึ่งสืบสานวัฒนธรรมประเพณีมายาวนาน จนกระทั่ง ‘ดินไร้แดน’ หรือ Soil Without Land เขามุ่งสำรวจความเป็นอยู่ของผู้คนในตะเข็บชายแดน ที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งโดยเฉพาะ

‘ดินไร้แดน’ เป็นสารคดีที่นนทวัฒน์เก็บเกี่ยวขึ้นจากความตั้งใจไปพักผ่อนที่ภาคเหนือ และพบว่าคนไทใหญ่ไม่ใช่คนแปลกหน้าของสังคม เมื่อสืบสาวไปเรื่อยๆ จึงพบว่าเส้นทางของคนไทใหญ่มักจบลงที่การอุทิศตนเป็นกองกำลังทหารรักษาอธิปไตยของชาวไทใหญ่ในเขตชายแดนไทย-เมียนมาร์ นนทวัฒน์จึงหาวิธีเข้าไปทำสารคดีในค่ายทหารนั้นด้วยข้อแลกเปลี่ยนคือเขาอาสาฝึกสอนให้ทหารไทใหญ่ทำสารคดีประชาสัมพันธ์กองกำลัง เพื่อได้สิทธิเข้าถึงข้อมูลอย่างใกล้ชิด จนได้หนังออกมาสองเรื่องคือ ‘ดินไร้แดน’ สารคดีที่เป็นภาพแทนของชาวไทใหญ่ฝั่งอนุรักษ์นิยม กับ Doi Boy หนังเรื่องแต่งที่เป็นภาพแทนของคนหนุ่มฝ่ายซ้าย ซึ่งไม่สามารถนำเสนอได้ด้วยสื่อสารคดี

“ใน Doi Boy มันเล่าเรื่องคนไทใหญ่ที่ไม่อยากเป็นทหาร เลยหนีทหารมาอยู่เชียงใหม่ เชียงใหม่มันเหมือนดินแดนในฝัน เพราะเขารู้สึกว่ามันเป็นพื้นที่ที่จะเลือกความฝันเองได้ เราเลยไปรีเสิร์ชต่อที่เชียงใหม่เลยยิ่งเจอเรื่องน่าตื่นเต้น มีหลายประเด็นที่อยากทำมาก เพียงแต่ว่าไม่สามารถบันทึกมาได้ในรูปแบบสารคดี เพราะว่าเขาไม่มีบัตรประชาชน เขาไม่มีตัวตน อาชีพที่เขาทำก็ยากที่จะถ่าย แต่ว่าอยากทำมาก เมื่อเราไม่สามารถถ่ายเป็นสารคดีได้ เราเลยตัดสินใจแยกมา ในสารคดีเราพูดถึงครอบครัวที่ค่อนข้างจะขวาจัด ยอมรับในสภาพสังคมที่ตัวเองเกิดและเติบโตมา แต่ว่า Doi Boy มันพูดถึงคนที่ไม่ได้ยอมรับสิ่งเหล่านั้น อยากมีชีวิตที่ดีกว่า เลือกไปตายเอาดาบหน้าเพื่อที่จะมีชีวิตใหม่ๆ มันเลยเป็นด้านตรงข้ามกัน ทั้งเรื่องของแนวคิดของตัวละครหลัก และยังเป็นด้านตรงข้ามในความเป็นหนังด้วยเพราะ Doi Boy มันเป็นฟิกชั่น แต่มันก็มาจากฐานของสิ่งที่รีเสิร์ชมา และเราก็เพิ่มความพิเศษเข้าไปใน Doi Boy เช่นพวกมิวสิคัลอะไรพวกนี้เยอะเหมือนกัน”

Soil Without Land

นนทวัฒน์เป็นคนหนุ่มชนชั้นกลางในเมืองโดยสมบูรณ์แบบ จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าสายตาของเขาคือภาพสะท้อนของชนชั้นกลาง โดยเขาอธิบายว่า การพาตัวเองเข้าไปอยู่ในพื้นที่ขัดแย้งนั้น ‘เร้าใจ’ กว่าการอยู่ใน ‘เซฟโซน’ ของตัวเองอย่างกรุงเทพฯ และประสบการณ์ที่เขาเก็บเกี่ยวมาได้จากการทำหนัง ก็ทำให้เขามองเห็นปัญหาเชิงโครงสร้างบางอย่างที่มีร่วมกันของทั้งสามพื้นที่

“จริงๆ แล้วมันก็มีอะไรหลายอย่างคล้ายกัน คนที่อยู่ชายแดนก็ไม่ได้รับการจัดสรรทรัพยากรที่ส่วนกลางได้รับก่อน เช่น ไฟฟ้า อินเตอร์เน็ต การงานพื้นฐานอาชีพต่างๆ ส่วนอะไรที่มันเป็นโครงสร้างสังคมของตะเข็บชายแดนมันก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่ง เช่น เป็นพื้นที่ที่มันจะต้องดีลกับอีกประเทศนึง หรือเป็นพื้นที่ที่อยู่ห่างไกลจากสื่อต่างๆ เพราะงั้นพวกเขาจึงถูกเอารัดเอาเปรียบได้ง่าย การเข้าถึงทรัพยากรมันก็ต่ำกว่า แล้วก็มักจะเป็นพื้นที่ที่มีทรัพยากรบางอย่างสามารถที่จะตักตวงได้เพื่อเอามาใช้ในภาคส่วนกลาง แต่พวกเขาไม่ได้รับความเห็นใจในชีวิตประจำวัน ทุกอย่างสามารถถูกเอารัดเอาเปรียบได้โดยที่ไม่ได้เกิดเป็นเรื่องเป็นราวขึ้น อย่างชาวบ้านคลิตี้อาจไม่ได้เห็นความขัดแย้งระหว่างชายแดนมากนัก แต่ความเป็นอยู่ของชาติพันธุ์ มันก็มีช่องว่างตรงนั้นอยู่เพราะเขาก็ไม่ได้มีบัตรอะไรๆ เหมือนกัน หรืออย่าง ‘ฟ้าต่ำแผ่นดินสูง’ ก็เป็นพื้นที่ที่โดยโครงสร้างก็ถูกเอาเปรียบ อย่างคนส่วนกลางเรียน ร.ด. ก็ไม่ต้องไปเป็นทหาร แต่เขาไม่ได้มีตังค์เรียนก็ต้องไปบวชเณรเพื่อไปเป็นทหารต่อ และถูกส่งไปอยู่ในพื้นที่ที่คนกรุงเทพฯ ไม่ได้ถูกส่งไป อย่างภาคใต้ หรือถ้าจะเข้าเมืองมาเพื่อหาเงินก็ต้องไปทำงานที่มีรายได้ต่ำ เหมือนโครงสร้างของสังคมมันทำให้เขาเกิดมาเพื่อรองรับความสะดวกสบายของภาคส่วนกลาง คลิตี้เองก็เช่นกัน คือมันมีโรงงานถลุงแร่มาเปิดเพื่อเอาทรัพยากรไปให้คนส่วนกลางใช้ หรืออย่างเรื่อง ‘ดินไร้แดน’ ก็ตั้งแต่ยุคสงครามเย็นอะไรนั่นเลยที่เกิดผลกระทบจากการเมืองระหว่างประเทศ คนกลุ่มนี้ก็กลายเป็นข้อต่อรองเรื่องเขตแดน ตั้งแต่ช่วงที่ไทยต้อนรับอเมริกาเข้ามาแล้วก็ต้องซัพพอร์ตคนกลุ่มนี้ไว้ดีลเรื่องเศรษฐกิจเพื่อความเป็นอยู่สุขสบายของภาคส่วนกลาง”

Soil Without Land

ทั้งสามพื้นที่ตะเข็บเขตแดนที่นนทวัฒน์ไปสำรวจนั้น ส่วนหนึ่งคือภาพสะท้อนความขัดแย้งของปัจจุบัน แต่ขณะเดียวกันมันก็เป็นปัญหาเรื้อรังของทั้งสามพื้นที่ที่กินเวลามาอย่างยาวนาน และดูเหมือนว่าจะไม่มีบทสรุปที่สวยงามในเร็ววันนี้ ดูเหมือนสารคดีของนนทวัฒน์จะไม่ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงในภาพใหญ่เท่าไหร่นัก

“ทุกวันนี้ที่เขาพระวิหารก็ไม่มียิงกันแล้วแต่ปัญหาตรงนั้นมันก็ยังคงอยู่ คลิตี้เองก็ยังมีการฟ้องร้องต่อเนื่องกันมาตลอด มันคาราคาซังไว้ หรืออย่างพื้นที่ที่เราไปถ่าย ‘ดินไร้แดน’ สุดท้ายแม้จะมี MOU (Memorandum of Understanding – เอกสารข้อตกลงร่วมกันอย่างเป็นทางการ) มีการเลือกตั้งรัฐบาลใหม่ออกมาแล้ว ก็ไม่มีใครพูดถึงพื้นที่ในบริเวณนั้นกันอีกเลย พอปล่อยไปมันก็ไม่มีผลกระทบต่อภาคส่วนกลางเท่าไหร่อยู่แล้ว เพราะงั้นเราเลยคิดว่าการทำให้มันถูกพูดถึงมันก็น่าจะเกิดประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย

“เราไม่ได้หวังว่าสารคดีของเราจะเปลี่ยนโลกอะไรขนาดนั้น มันเป็นการหาคำตอบและหวังว่าคำตอบที่เราได้จะทำให้คนเข้าใจอะไรมากขึ้นเหมือนกับเรา”