17 Again Extremely Wicked High School Musical Shockingly Evil and Vile ted bundy zac efron เท็ด บันดี แซ็ก เอฟรอน

‘ฆาตกรต่อเนื่อง’ อีกก้าวของ แซ็ก เอฟรอน เมื่อเขาไม่อยากเป็นหวานใจอเมริกันอีกต่อไปแล้ว

Home / Bioscope focus / ‘ฆาตกรต่อเนื่อง’ อีกก้าวของ แซ็ก เอฟรอน เมื่อเขาไม่อยากเป็นหวานใจอเมริกันอีกต่อไปแล้ว

ช่วงราวปี 2006-2008 นับได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ แซ็ก เอฟรอน รุ่งเรืองสุดขีดในฐานะนักแสดงหนุ่มน้อยขวัญใจชาวอเมริกัน เขามักจะรับบทนำในหนังรอมคอมที่ว่าด้วยชีวิตของเหล่านักเรียนมัธยม โดยเฉพาะใน High School Musical (2006, เคนนี ออร์เตกา) เอฟรอนดังระเบิดด้วยการรับบทเป็นกัปตันทีมบาสเก็ตบอลรูปหล่อในหนังมิวสิคัลที่ออกฉายทางโทรทัศน์เรื่องนี้ และภาคต่ออีกสองภาคที่ฉายไล่เลี่ยกันในปีถัดๆ มายิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็นขวัญใจอชาวอเมริกัน 

“การมีชื่อเสียงมันประหลาดดีครับ แต่ผมไม่คิดว่าตัวเองควรได้รับความสนใจอะไรมากมายขนาดนั้น” เอฟรอนว่า “การได้ไปออดิชั่นที่ช่องดิสนีย์ไม่ได้ทำให้ผมแตกต่างจากเด็กผมน้ำตาล ตาฟ้าในแอลเออีก 2,000 กว่าคนเลยครับ

“ผมไม่ได้ต่างไปจากคนอื่นๆ หรอก ตอนเช้าตื่นมาก็มองตัวเองในกระจก เห็นไอ้คนหน้าตางงๆ กับรอยคล้ำใต้ตาวงเบ้อเร่อ คิดในใจว่า ‘โอ้โห นี่สภาพเราเป็นแบบนี้เหรอเนี่ย อะไรกันวะ'” 

พร้อมกันกับที่ รู้ตัวอีกที เอฟรอนก็พบว่าบทที่ส่งมาถึงมือเขานั้นมักเป็นบทที่ว่าด้วยชีวิตในรั้วโรงเรียน การปาร์ตี้ และวัยรุ่นซึ่งเริ่มห่างไกลจากชีวิตจริงเขาไปทุกที เขาจึงพยายามดิ้นรนรับบทหนังที่ท้าทายตัวเองมากขึ้น แต่ก็เช่นเดียวกันกับนักแสดงคนอื่นๆ ที่มีชื่อเสียงมาตั้งแต่อายุยังน้อย เขาประสบปัญหาในการฉีกภาพลักษณ์เก่าของตัวเองทิ้ง กระทั่งการมาเยือนของ 17 Again (2009, เบอร์ สเตียร์) ที่เขาต้องรับบทเป็นชายวัยกลางคนที่ชีวิตพังยับ แต่วันหนึ่งได้หวนกลับไปยังช่วงอายุ 17 ที่ชีวิตรุ่งเรืองสุดขีด แน่นอนว่ามันเป็นบทพิสูจน์ฝีมือของเอฟรอนว่าเขาไม่ได้มีดีแค่หน้าตา การต้องรับบทเป็นชายวัยกลางคนขี้หงุดหงิดในร่างเด็ก 17 แถมยังต้องเผชิญหน้ากับเมียและลูกสาวจอมอีโมของตัวเองแบบงงๆ 

“ที่ผ่านมาผมมักอยู่ในหนังมิวสิคัลหรือหนังไฮสกูลคอมิดี้ การมาแสดงหนังเรื่องนี้จึงเป็นทั้งความเสี่ยงและท้าทายผมมากๆ ผมเข้าใจการเป็นเด็กสมัยที่มีจูบแรก ออกเดตแบบเก้งก้าง ทะเลาะกับพ่อแม่ ผมผ่านมาหมดเลย เหลือก็แค่ยังไม่เคยต้องทะเลาะกับลูกสาววัยรุ่นของตัวเองก็เท่านั้น” 

อาจจะด้วยช่วงอายุ หรือแม้แต่ความเฟื่องฟูของหนังรอมคอมหรืออาจจะแม้แต่ตัวเอฟรอนเอง ทำให้หนังที่เขานำแสดงในเรื่องต่อๆ มายังหนีไม่พ้นการเป็นหนังรักอารมณ์ดีหรือคอมิดี้จัดๆ แบบ Neighbors (2014, นิโคลัส สโตลเลอร์) ที่เขารับบทเป็นหนุ่มฮ็อตที่ชอบจัดปาร์ตี้ในบ้านจนเพื่อนบ้านสติแทบแตก (“ส่วนชีวิตจริงผมน่ะปาร์ตี้น้อยมากเลยนะ” เอฟรอนสาธยาย) ต่อด้วยบทอดีตนักกีฬาดาวรุ่งที่ทำชีวิตตัวเองพังและมาเป็นไลฟ์การ์ดชายหาดใน Baywatch (2017, เซ็ธ กอร์ดอน) ที่แน่นอนว่าขายลอนหน้าท้องของเอฟรอนและ ดเวย์น จอห์นสัน กันเต็มเหนี่ยว ก่อนที่เอฟรอนจะหวนคืนวงการมิวสิคัลด้วย The Greatest Showman (2017, ไมเคิล กราซีย์) 

เป็นไปได้ว่าลึกๆ แล้วเอฟรอนเองอยากท้าทายตัวเองด้วยบทบาทที่พลิกแพลงกว่าที่เขาเคยแสดงมาทั้งชีวิต อย่างที่เขาเคยให้สัมภาษณ์อยู่เสมอว่าเขาภูมิใจอย่างยิ่งกับอาชีพการแสดง และหนทางที่จะพัฒนาทักษะนี้ต่อไปคือการสวมบทบาทเป็นตัวละครที่ซับซ้อนกว่าที่เขาเคยแสดงมาทั้งชีวิต… และนั่นอาจเป็นหนึ่งในไม่กี่เหตุผลที่ทำให้เขารับบทเป็น เท็ด บันดี ฆาตกรต่อเนื่องสะท้านโลกในหนังชีวประวัติ Extremely Wicked, Shockingly Evil and Vile (2019, โจ เบอร์ลินเจอร์) ที่เล่าเรื่องบันดี -ชายผู้ข่มขืน สังหารผู้หญิงกับเด็กนับสิบรายในช่วงยุค 70- ผ่านสายตาของ ลิซ (ลิลี คอลลินส์) แฟนสาวที่คบหาดูใจกันมาอย่างยาวนาน

“เอาจริงๆ นะ สิ่งสุดท้ายที่ผมอยากทำในสาขาอาชีพนี้ คือการได้แสดงหนังดราม่าที่ว่าด้วยฆาตกรต่อเนื่องที่สะเทือนขวัญที่สุดในประวัติศาสตร์นี่แหละครับ” เอฟรอนว่า และโดยที่เข้าใจอย่างหมดจดว่าตัวเขาเองนั้นมีภาพลักษณ์แบบไหน สื่อนำเสนอภาพลักษณ์ของเขาไปในทิศทางใด การรับบทเป็นฆาตกรจึงเป็นเสมือนดาบสองคม แน่ล่ะว่ามันพิสูจน์ฝีมือการแสดงของเขา แต่อีกด้าน หากผิดพลาดมันอาจจะกลายเป็นการเชิดชูมือสังหารผู้นี้ไปโดยปริยาย เอฟรอนหวั่นใจว่าการรับบทนี้ของเขาจะทำให้หลายคนหันมา ‘ชื่นชม’ การเป็นฆาตกรต่อเนื่อง หรือกลุ่ม Hybristophilia อันหมายถึงอาการคลั่งไคล้ฆาตกร เนื่องมาจากเหตุผลหลักๆ คือเขามีฐานกลุ่มคนดูมาจากช่องดิสนีย์ที่ห่างไกลจากความดำมืดหลายปีแสง เขาไม่ได้อยากนำเสนอบันดีออกมาในฐานะคนโรคจิตที่วิ่งเข้าใส่เหยื่อ ไม่ได้อยากนำเสนอแค่ความโหดเหี้ยมหรือมุมเลือดเย็น สำหรับเอฟรอนและเบอร์ลินเจอร์ บันดีคือฆาตกรที่อยู่นอกเหนือความหวาดระแวงของผู้คนทั้งมวล 

“เท็ด บันดีเคยบอกว่าฆาตกรนั้นไม่ได้คลานออกมาจากความมืดหรอก” เอฟรอนว่า

“จริง ฆาตกรนั้นไม่ได้โผล่มาจากความมืดพร้อมเขี้ยวยาวเฟื้อยกับเลือดหยดเต็มคาง” เบอร์ลินเจอร์เสริม “เขาคือพี่ชายน้องชายของคุณ ลูกชาย คนรัก คนที่ทำงาน คนที่วางใจ สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับบันดีคือเขาทำลายภาพจำเกี่ยวกับฆาตกรต่อเนื่องไปจนหมดสิ้น นึกออกไหม เรามักจะคิดว่าฆาตกรต่อเนื่องต้องดูดำมืด บุคลิกแปลกแยกแบบคนที่เข้ากับสังคมไม่ได้เพราะไม่อาจจัดหมวดหมู่ตัวเองให้เข้ากับใคร คุณสังเกตคนเหล่านี้และหลีกเลี่ยงได้ หากแต่บันดีเปลี่ยนแปลงการรับรู้ของเราไปอย่างสิ้นเชิง เขาฉลาดและเข้าสังคมเก่ง ผมว่าหลายคนคาดไม่ถึงหรอกว่าเขาจะลงมือทำในสิ่งที่น่ากลัวจนเหลือรับนั้นได้เพราะเขาเป็นคนขาวที่อยู่ในสังคมอภิสิทธิ์ชนแบบเดียวกันกับเรา”

“ผมได้ยินเรื่องที่ว่าคนชื่นชมเท็ด บันดีเรื่องความหล่อเหลาเป็นพันครั้งได้มั้ง และอยากเตือนทุกคนอย่างฉันท์มิตรเลยนะครับ ว่ามีผู้ชายหน้าตาดีๆ อีกเป็นร้อยคนที่ไม่ได้เป็นฆาตกรต่อเนื่อง” เอฟรอนว่า “เป็นคำเตือนน่ะ ไม่ใช่แค่กลุ่มแฟนๆ ของผมนะแต่ฝากไปถึงใครก็ตามที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ด้วย”

การสวมบทบาทเป็นเท็ด บันดีไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเอฟรอน อันที่จริง มันเป็นบทที่คุกคามเขาเสียด้วยซ้ำ “ยิ่งผมขุดประวัติเขาลงลึกผมก็ยิ่งกลัว จนต้องไปคุยกับผู้กำกับของเรา โจ เบอร์ลินเจอร์ ซึ่งเขาบอกไอเดียเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ให้ผมฟังว่ามันเล่าเรื่องทางจิตของเท็ด บันดี (มากกว่าจะเล่าพฤติกรรมโหดของเขา) และบอกเล่าผ่านมุมมองของลิซ แฟนสาวของบันดีซึ่งรู้เกี่ยวกับเขามากที่สุด และนั่นแหละที่ทำให้ผมคิดว่ามันน่าสนใจและคิดว่าทรงพลังมากๆ”

สำหรับเอฟรอน การสลัดภาพลักษณ์หนุ่มโฮสคูลในหนังรอมคอมอาจเป็นเรื่องที่ยากเย็นและต้องใช้เวลาไม่น้อย แต่ก็ดูเหมือนนั่นจะเป็นสิ่งที่เขาพยายามทำมาตลอดอย่างน้อยก็ในระยะหลายปีให้หลัง นั่นคือการทลายกำแพงตัวเองในฐานะนักแสดง จากบทที่อยู่มือไปสู่บทที่ท้าทาย และจากการเป็นขวัญใจผู้คนไปสู่การสวมบทเป็นฆาตกรต่อเนื่องที่ข่มขวัญชาวอเมริกันในยุค 70 มาแล้ว ซึ่งนับเป็นก้าวใหญ่ที่น่าจับตาของเอฟรอนทีเดียว