Fast & Furious 6 Fast Five Gal Gadot Wonder Woman

แกร่งกล้าแบบ กัล กาด็อต นักแสดงผู้สวมร่างของ Wonder Woman

Home / Bioscope focus / แกร่งกล้าแบบ กัล กาด็อต นักแสดงผู้สวมร่างของ Wonder Woman

กัล กาด็อต อาจเป็นที่รู้จักในวงกว้างจากบท จีเซล สาวดิบที่มีมุมเซ็กซี่แสนปราดเปรียวใน Fast Five (2011, จัสติน ลิน) หลังจากเข้ามาทดสอบบท ‘สาวบอนด์’ ในหนัง Quantum of Solace (2008, มาร์ก ฟอร์สเตอร์) แล้วไม่ผ่าน แต่ดูเหมือนฮอลลีวูดจะสนใจสาวอิสราเอลร่างผอมบางเจ้าของตำแหน่งมิสอิสราเอลบนเวทีประกวดนางงาม และได้ส่งให้เธอรับบทจีเซลแทน

นั่นนับเป็นก้าวใหญ่ของกาด็อต ก่อนหน้านี้ หลังการประกวดนางงามจบลง เธอเป็นเด็กสาวที่เรียนต่อด้านกฎหมาย (เพราะชอบซีรีส์ Ally McBeal ที่ว่าด้วยนักกฎหมายมากๆ) และรับงานแสดงในบ้านเกิดไปพลางๆ พร้อมกันนั้น ทีมงานแคสติ้งจากฝั่งอเมริกาก็ชวนเธอให้มาออดิชั่นบทสาวบอนด์ดู ซึ่งแม้เธอจะงงๆ แถมไม่ได้คว้าบทนั้น แต่เทปออดิชั่นสาวผมดำหน้าตาสะสวยก็ไปเข้าตาทีมงาน Fast Five เข้าอย่างจัง นำมาสู่การคว้าบท จีเซล ที่ส่งเธอเข้าสู่สายตาคนดูหนังระดับสากล 

“ตลกจัง เพราะฉันรู้สึกราวกับว่าหลังจากเริ่มทำงานแสดงมาได้สิบปี นี่เพิ่งจะเป็นการเริ่มต้นเท่านั้นเอง” เธอเล่า “ส่วนมากตัวละครหญิงที่คุณเห็นน่ะเป็นตัวละครที่ ‘ทุกข์ระทมเพราะอกหัก’ ฉันถึงได้ภูมิใจกับบทของตัวเองในหนังตระกูล The Fast and the Furious มากๆ เพราะรู้สึกว่าจีเซลล์คือตัวละครหญิงที่เข้มแข็งมากๆ” 

แม้ว่าบทจีเซลที่แม้จะโดดเด่นใน Fast Five เรื่อยมาจนภาคต่อ Fast & Furious 6 (2013, ลิน) แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเธอจะคว้าบทอื่นๆ ได้ง่ายดายนัก กาด็อตส่งเทปออดิชั่นหนังไปหลายต่อหลายเรื่องเพื่อจะพบว่าไม่มีบทไหนที่ทีมงานคิดว่าเหมาะสำหรับเธอเลย “ฉันเริ่มคิดแล้วว่าจะทนไปเทสต์หน้ากล้องแบบนี้ได้นานสักเท่าไหร่กันนะ เพราะต้องลากครอบครัวไปลอสแองเจลิสเพื่อออดิชั่น ลากพวกเขากลับมาบ้าน ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนเริ่มสงสัยว่าตัวเองยังไหวไหมนะ

“จนวันนึง แซ็ค ชไนเดอร์ โทรศัพท์มาหาบอกให้ไปออดิชั่นบทลับหน่อย ฉันก็ไป ได้บทสั้นๆ มาแผ่นนึงแล้วก็ออดิชั่นดู จากนั้นก็กลับมาที่บ้านเพื่อถ่ายหนังที่อิสราเอลต่อ ตอนนั้นก็มีโทรศัพท์มาบอกว่า อยากให้ฉันไปเทสต์หน้ากล้องหน่อย ฉันก็ถอนหายใจ… อีกแล้วเหรอ เพราะมันเป็นแบบนี้เสมอ ฉันจะได้ไปทดสอบหน้ากล้องแล้วก็เกือบๆ จะคว้าบทได้ตลอดแหละแต่ไม่เคยได้เลย 

“แต่นั่นแหละ แซ็คโทรมาบอกฉันอีกทีว่า บทที่ฉันกำลังจะไปเทสต์หน้ากล้องนี่มันก็ไม่รู้ฉันจะเคยได้ยินหรือเปล่า แล้วถามว่า คุณเคยได้ยินชื่อ Wonder Woman (2017, แพ็ตตี เจนกินส์) มั้ยอะ ฉันเกือบเป็นลมแน่ะ”

ก่อนได้บทนับว่าชวนหัวแล้ว แต่การได้บทเรื่องนี้นั้นชวนหัวกว่ามาก กาด็อตบอกว่า หลังไปเทสต์หน้ากล้อง เธอก็ขาดการติดต่อจากทีมงานไปพักใหญ่ จนเธอลืมสนิทว่าเคยไปแคสต์บทนี้มาแล้ว กระทั่งวันหนึ่งขณะอยู่บนเครื่องบินที่กำลังร่อนลงจอดกลางลอสแองเจลิส หลังบินมาร่วม 15 ชั่วโมง เธอเปิดโทรศัพท์ขึ้นเพื่อจะพบสายที่ไม่ได้รับร่วม 20 สาย “ตอนนั้นฉันนั่งติดกับศาสตราจารย์คนนึง เขาพยายามสอนฉันเกี่ยวกับทฤษฎีควอนตั้ม ซึ่งมันน่าสนใจมากนะแม้จะยากก็ตามที (หัวเราะ) ตอนฉันโทรศัพท์กลับไปเพื่อจะพบว่าตัวเองได้บท Wonder Woman แต่ยังบอกใครไม่ได้ ก็เอาแต่กรี๊ดๆ อยู่บนเครื่องบิน ขณะที่ศาสตราจารย์ท่านนั้นก็ไม่เข้าใจเลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับฉัน”

อย่างไรก็ตาม เธอต้องเผชิญหน้ากับสายตาไต่ถามคลางแคลงจากหลายๆ คนถึงความเหมาะสมต่อบทนี้ ประการแรก นี่คือตัวละครหญิงผู้เป็นภาพแทนของชาวอเมริกันแต่เธอไม่ใช่ชาวอเมริกัน (เช่นเดียวกับที่ เฮนรี คาวิลล์ ผู้เป็นคนอังกฤษเคยโดยตั้งคำถามสมัยมารับบทเป็นซูเปอร์แมน) ประการที่สอง คือเรื่องรูปร่างของเธอ “มีคนบอกว่าฉันผอมไป นมก็เล็ก หัวโต หุ่นยังกะไม้กวาด” เธอว่า “แต่นั่นมันไม่มีความหมายอะไรเลย… ไม่มีเลย”

เธอไม่ได้ตอบโต้อะไรและหันหน้าเข้ายิม (“ฉันต้องเพิ่มน้ำหนักก็เลยต้องกินเยอะๆ เลยฟาดช็อกโกแลตบ่อยมากเลยค่ะ ดีเนาะ”) เพิ่มน้ำหนักและกล้ามเนื้อ รวมถึงเรียนภาษาอังกฤษเพิ่ม… เพราะเช่นเดียวกับชาวอิสราเอลทั่วไป ภาษาแรกของกาด็อตเป็นภาษาฮีบรู ก่อนจะเป็นภาษาอังกฤษสำเนียงอิสราเอล (จนสตรีชาวเมืองเธมิสกีร่าใน Wonder Woman ล้วนแล้วแต่ต้องพูดภาษาอังกฤษด้วยสำเนียงเดียวกับกาด็อตเพื่อความเป็นหนึ่งเดียวของเรื่อง!) “ฉันพยายามเรื่องสำเนียงภาษามานานมาก ประมาณว่า ‘ต้องพูดให้ฟังดูอเมริกันมากกว่านี้’ จริงๆ แล้วฉันค่อนข้างอายสำเนียงตัวเองอยู่นะคะ” เธอยอมรับ “แต่โค้ชของฉันบอกว่า ‘พูดแบบสำเนียงของคุณเองนั่นแหละ ตราบเท่าที่มันชัดและเข้าใจได้ ก็ไม่มีปัญหาอะไรนี่’ นั่นแหละค่ะที่ทำให้ฉันมั่นใจขึ้น ตลกดีนะเพราะจริงๆ แล้วภาษามันคือการสื่อสาร ถ้าคุณไม่ได้รู้สึกสบายใจกับสำเนียงพูด คุณก็คงไม่สบายใจเวลาต้องสื่อสารออกไปแน่ๆ แต่ถ้าเรารู้ว่าสำเนียงมันหลากหลายและเราโอเคกับมัน สะดวกใจที่จะพูด และนั่นแหละค่ะ คนรอบๆ ตัวก็จะค่อยๆ สบายใจจะคุยกับคุณขึ้นมาเอง”

สิ่งสำคัญที่ทีมงานพยายามมองหาจากนักแสดงผู้จะมารับบทเป็น Wonder Woman ไม่ใช่เพียงหน้าตาสะสวย ฉลาดเฉลียว แต่ยังมีทัศนคติที่สอดคล้องกับอุดมการณ์ของตัวละคร ในหนังสือที่ว่าด้วยเรื่องราวของไดอานา พรินส์อย่าง The Secret History of Wonder Woman ซึ่งเขียนโดย จิลล์ ลีพัวร์ วิเคราะห์ไว้ว่าการมาเยือนอเมริกาครั้งแรกของไดอานานั้นมีเป้าหมายชัดเจน “Wonder Woman เธอมาอเมริกาเพื่อต่อสู้เรียกร้องสิทธิสตรี เพราะมันคือป้อมปราการสำคัญในการสร้างความเท่าเทียมขึ้นมายังไงล่ะ” 

“สิ่งที่เราอยากได้คือคนที่สามารถสวมร่างเป็น Wonder Woman บนจอหนัง แบกรับเอาความเท่าเทียมที่ตัวละครต้องการ ใครสักคนที่รวมเอาความเป็น Wonder Woman ออกมาได้” เจนกินส์เล่า ที่ผ่านมา เธอนั่งดูเทปออดิชั่นนักแสดงหญิงชาวอเมริกันและปล่อยผ่านไปเรื่อยๆ เพราะยังไม่ถูกใจ “กระทั่งทีมงานส่งเทปของกัลมาให้ฉันนั่นแหละ ฉันรู้สึกเหมือนได้รับของขวัญเลย” 

บท Wonder Woman จึงเป็นเสมือนการทลายกำแพงที่กาด็อตวาดไว้ให้ตัวเองหลากหลายชั้น ทั้งเรื่องรูปร่าง ภาษาและโดยเฉพาะกับการต้องรับมือคำวิจารณ์ที่พุ่งโจมตีมากมาย บางคนบอกว่าเธอผอมไป บางคนบอกว่าเธอไม่ใช่อเมริกัน บางคนบอกว่าเธอแจ้งเกิดจากบทสมทบเล็กๆ ขายเซ็กซี่ในหนังแอ็กชั่นและอาจไม่เหมาะกับการสวมร่างเป็นซูเปอร์ฮีโร่ ฯลฯ แต่กาด็อตก็ฝ่าฟันมาได้ อย่างนิ่งเงียบ แข็งแกร่งและพิสูจน์ตัวเองผ่านบทบาทตัวละคร นั่นจึงมาถึงนาทีที่เธอปรากฏตัวใน Batman v Superman: Dawn of Justice (2016, ชไนเดอร์) และทลายข้อกังขาที่ทุกคนมีต่อเธอจนหมดสิ้น และยิ่งถูกตอกย้ำอย่างหนักจากหนังเดี่ยว Wonder Woman ที่กวาดทั้งรายได้และคำชมล้นหลาม กาด็อตได้ทำให้ ไดอานา พรินส์ ผู้สง่างามและเด็ดเดี่ยวจาก Batman v Superman เชื่อมโยงกันกับการเป็นไดอานาผู้ใสซื่อก่อนออกจากเกาะในหนังเดี่ยวของตัวเองได้อย่างหมดจด ไปพร้อมๆ กันนั้น เธอยังประคับประคองชีวิตส่วนตัวได้อย่างดี กาด็อตเป็นที่รักของหลายๆ คน เธอมักหัวเราะร่วนระหว่างให้สัมภาษณ์ ปราศจากการแสดงสีหน้าเหนื่อยหน่ายจากการตอบคำถาม และบ่อยครั้งก็น่ารัก เป็นมิตรในแบบที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง

“ฉันไม่ได้อยากโดดเดี่ยวตัวเองออกจากสังคมนี่คะ แต่อยากเป็นส่วนหนึ่งของมันต่างหาก การได้คุยกับคนแปลกหน้าน่ะบางทีก็สนุกออกนะคะ เป็นเรื่องปกติในอิสราเอลเลยล่ะ การทำความรู้จักกับคนใหม่ๆ ไม่ใช่เรื่องยากของฉันเลย” เธอว่า ก่อนขยายความถึงวัฒนธรรมบางประการในบ้านเกิด ที่ผู้คนทักทายกันตามท้องถนนเป็นปกติ รวมถึงการสัมผัสเนื้อตัว โอบกอดกันเวลาพูดคุยหรืออยู่ในร้านอาหาร

น่าสนใจที่บทที่กาด็อตได้รับนั้น ส่วนมากเป็นบทของหญิงสาวสุดแกร่ง ทั้งจีเซล, ไดอานา ตลอดจนคุณนายโจนส์ สายลับหน้านิ่งแห่ง Keeping Up with the Joneses (2016, เกร็ก ม็อตโตลา) หรือการให้เสียงเป็น แชงค์ นักซิ่งสาวโคตรเท่ใน Ralph Breaks the Internet (2018, ฟิล จอห์นสตัน กับ ริช มัวร์)

ก็อาจเพราะบุคลิกโดยรวมของกาด็อตมีความห่ามเล็กๆ น้อยๆ เธอสวยและสง่าไปพร้อมกันกับมีมุมซุกซนแบบเด็กผู้ชาย บวกกับเสียงแหบห้าว (จนตอนเด็กๆ ถูกจับไปปรับการออกเสียง) และร่างกายสูงกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน (“ด้วยความสูง 178 ซม. ตอนเรียนฉันถูกลากไปชมรมบาสเก็ตบอลตลอดแหละแต่ชู้ตไม่ได้เรื่องเลย… แต่ถ้าแค่ยกแขนป้องกันละก็พอทำได้นะคะ!”) หรืออาจจะเพราะเธอเองโตมากับล้มลุกคลุกดินเพราะที่บ้านไม่ค่อยยอมเปิดโทรทัศน์ สนามของกาด็อตจึงอยู่กลางแจ้ง พร้อมเพื่อนฝูงวัยเดียวกันที่กวัดแกว่งดาบไม้และทำเข่าตัวเองถลอกปอกเปิกทุกวันเสมอ นั่นทำให้เธอมีบุคลิกของความแข็งดิบที่เหมาะกับบทสาวนักสู้ในหนังหลายๆ เรื่อง และปี 2020 นี้ กาด็อตจะหวนกลับมาอีกครั้งในบทไดอานาจาก Wonder Woman 1984 กำกับโดยเจนกินส์เจ้าเดิม ซึ่งการกลับมาสวมบทเป็นยอดมนุษย์สาวแห่งจักรวาลดีซีอีกครั้งย่อมหมายถึงบทพิสูจน์การเติบโตของตัวละครและของกาด็อตเองเช่นกัน 

แน่แท้ว่าสำหรับกาด็อต การได้รับบทเป็น Wonder Woman นั้นถือเป็นเกียรติและเป็นหมุดหมายสำคัญของชีวิตอย่างที่เธอกล่าวไว้หลายต่อหลายครั้ง หากแต่เธอยังคงมองหาบทใหม่ที่ท้าทายสำหรับเธอในฐานะนักแสดงอยู่อีกเช่นกัน

“ฉันจะไม่เป็น Wonder Woman ไปทั้งชีวิตหรอกนะ… ไม่มีทางแน่ๆ” เธอกล่าวปิดท้ายไว้เช่นนั้น