Bridget Jones's Diary Death Comes to Pemberley Jane Austen Lost in Austen Pride and Prejudice Pride and Prejudice and Zombies

4 หนัง/ซีรีส์ที่ ‘บันดาลใจ’ มาจาก Pride and Prejudice นิยายรักคลาสสิกของ เจน ออสเตน

Home / Bioscope focus / 4 หนัง/ซีรีส์ที่ ‘บันดาลใจ’ มาจาก Pride and Prejudice นิยายรักคลาสสิกของ เจน ออสเตน

เจน ออสเตน นักเขียนหญิงชาวอังกฤษคงไม่คาดคิดว่า นับจากที่นิยายชื่อ Pride and Prejudice -ซึ่งเล่าเรื่องรักที่มาพร้อมอุปสรรคในศตวรรษที่ 19 ของสาวหัวสมัยใหม่ เอลิซาเบธ เบนเน็ต และพ่อหนุ่มปากร้าย ดาร์ซี- ของเธอถูกตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อปี 1813 เป็นต้นมา เรื่องราวของมันจะยังคงถูกคนทำหนังรุ่นใหม่ๆ หยิบยกมาดัดแปลงอีกหลายครั้งหลายคราในช่วงศตวรรษหลัง (หากนับจากอายุกว่าสองศตวรรษของตัววรรณกรรมเอง) นับตั้งแต่ฉบับหนังที่โด่งดังในยุคแรกเมื่อปี 1940 (นำแสดงโดย เกรียร์ การ์สัน และ ลอเรนซ์ โอลิวีเยร์) มาจนถึงเวอร์ชั่นล่าสุดในปี 2005 (เคียรา ไนต์ลีย์ -ที่ชิงออสการ์จากบทนี้- และ แม็ตธิว แม็กแฟดเยน)

อย่างไรก็ดี ไม่เพียงแค่การหยิบจับเอานิยายดังยอดขาย 20 ล้านเล่มทั่วโลกเรื่องนี้มาถ่ายทอดเป็นงานดัดแปลงแบบตรงตัวในสื่อภาพเคลื่อนไหวเท่านั้น หากแต่เรายังหมายรวมถึงผลงานที่เลือกดึงบางองค์ประกอบของมันมาใช้เป็นเพียง ‘แรงบันดาลใจ’ -ซึ่งนำมาสู่การตีความใหม่อย่างสนุกมือของนักเล่าเรื่องในโลกร่วมสมัย- อีกด้วย

ภาพประกอบส่วนหนึ่งจากนิยาย Pride and Prejudice ในยุคแรกๆ

และด้วยความที่ Pride and Prejudice ของออสเตนพรรณนาถึงชีวิตและสัมพันธ์รักที่พลิกผันไปมาของเอลิซาเบธ-หญิงสาวผู้ ‘แสวงหาอิสรภาพ’ จากกรอบเกณฑ์แห่งสังคมของศตวรรษที่ 19 มันจึงไม่เพียงบอกเล่าเรื่องรักที่กินใจ หากแต่ยังพาผู้อ่านก้าวไปไกลกว่าด้วยการสำรวจค่านิยมของสังคมยุคนั้นในหลากหลายแง่มุมไปพร้อมๆ กัน โดยเฉพาะ ‘คุณค่าความเป็นหญิง’ ที่ไม่จำเป็นต้องขึ้นอยู่กับการแต่งงานมีคู่ครองหรือการตีตราตัดสินของใครอื่น หากแต่ขึ้นอยู่กับหัวใจอันเป็นอิสระในฐานะปัจเจกชนของตนเองมากกว่า – ซึ่งเหล่านี้คือตัวอย่างผลงานหนัง/ซีรีส์ในยุคปัจจุบันทั้ง 4 เรื่องที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากนิยายดังระดับโลกเรื่องนี้ แถมยังสามารถต่อยอดเรื่องเล่า, ตีความประเด็น และปรับแปลงองค์ประกอบของ Pride and Prejudice ออกมาได้อย่างน่าสนใจไปจนถึงขั้นแปลกแหวกแนวอีกต่างหาก!

 

Death Comes to Pemberley

(2013, แดเนียล เพอร์ซีวัล)

จะเรียกมินิซีรีส์เรื่องนี้ว่าเป็น ‘ภาคต่อ’ ของ Pride and Prejudice ก็คงได้ เพราะมันถูกดัดแปลงมาจากนิยายชื่อเดียวกันในปี 2011 ของ พี ดี เจมส์ ที่เล่าถึงชีวิต 6 ปีหลังการแต่งงานของเอลิซาเบธและดาร์ซีในเพมเบอร์ลีย์ (เขตแดนที่ดาร์ซีถือครอบกรรมสิทธิ์จากฉบับนิยาย) ที่ต้องเข้าไปพัวพันกับเหตุฆาตกรรมที่ญาติหนุ่มของพวกเขาต้องตกเป็นผู้ต้องสงสัยในข้อหาทะเลาะวิวาทจนลุแก่โทสะและฆ่าเพื่อนตัวเอง – ซึ่งแม้ว่า Death Comes to Pemberley ฉบับซีรีส์-ที่มีเพียงแค่สามตอน-นี้จะเต็มไปด้วยนักแสดงที่เราไม่ค่อยคุ้นหน้า แต่นักวิจารณ์ส่วนใหญ่ก็กล่าวชื่นชมว่านักแสดงหลายคนสามารถทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีเยี่ยม อีกทั้งตัวผู้สร้างก็ยังสามารถถ่ายทอดบรรยากาศย้อนยุคในช่วต้นศตวรรษที่ 19 ตามแบบฉบับของนิยายเจน ออสเตนออกมาได้อย่างเปี่ยมเสน่ห์ แต่ในขณะเดียวกันก็กล้าหาญมากพอที่จะทดลองวิธีการเล่าเรื่องในสไตล์สืบสวนสอบสวนแบบ อากาธา คริสตี -เจ้าแม่นิยายฆาตกรรม- ที่ช่วยสร้างจังหวะลุ้นระทึก จนเกิดเป็นผลลัพธ์ที่แสนจะกลมกล่อมลงตัว

 

Lost in Austen

(2008, แดน เซฟฟ์)

นี่คือมินิซีรีส์แนวดราม่าคอมิดี้ 4 ตอนจบที่สามารถนำเอาองค์ประกอบใน Pride and Prejudice มาบิดใช้ได้อย่างมีชั้นเชิง โดยเล่าถึง อาแมนดา (เจมิมา รูเปอร์) หญิงสาวชาวลอนดอนที่ดูจะไม่มีความสุขกับชีวิตเอาเสียเลย เธอจึงมักหลบลี้หนีหน้าจากความเบื่อหน่ายประจำวันด้วยการอ่านนิยายเล่มโปรดอย่าง Pride and Prejudice และเฝ้าฝันถึงความรักโรแมนติก-ดุจเดียวกับที่เกิดขึ้นกับตัวละครเอลิซาเบธ-ไปวันๆ จนกระทั่งในค่ำคืนหนึ่ง เธอกับเอลิซาเบธ (เจ็มมา อาร์เทอร์ตัน) ได้มีโอกาส ‘สลับบทบาท’ แล้วเข้าไปลองมีชีวิตอยู่ในโลกของกันและกัน ซึ่งนั่นก็นำพาอาแมนดาไปสู่ความชุลมุนวุ่นวายมากกว่าจะเป็นความสุขสมหวัง-แบบในนิยายต้นฉบับ-อย่างที่เธอคิดไว้ …ซีรีส์ได้รับคำชมว่าทั้งตลกและชาญฉลาด ควรค่าแก่การรับชม แต่น่าเสียดายที่เรตติ้งขณะออกฉายไม่ค่อยสู้ดีนัก แถมไอเดียในการดัดแปลงเป็นฉบับหนังในเวลาต่อมา ที่ได้รุ่นใหญ่ทั้ง แซม เมนเดส และ นอรา เอฟรอน มาเป็นโปรดิวเซอร์และผู้กำกับ ก็ดันมาล้มพับไม่เป็นท่าไปเสียอีก-หลังจากการเสียชีวิตของฝ่ายหลัง

 

Pride and Prejudice and Zombies

(2016, เบอร์ สเตียร์ส)

แค่คอนเซ็ปต์หนังก็ทำเอาผู้ชมร้องกรี๊ดแล้ว เมื่อหนังชื่อยาวเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากนิยายปี 2009 ของ เซธ เกรเฮม-สมิธ ที่จงใจล้อเลียน Pride and Prejudice โดยผสมผสานองค์ประกอบของเรื่องเล่าแนว ‘ซอมบี้บุกโลก’ เข้าไปด้วย จนกลายมาเป็นเรื่องเล่าสยองขวัญปนฮาที่ว่าด้วยเหตุการณ์เชื้อซอมบี้ระบาดหนักในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 และสาวๆ ตระกูลเบนเน็ต-นำทีมโดยเอลิซาเบธ-ที่ถูกฝึกฝนให้กลายเป็น ‘นักล่าซอมบี้’ เลือดเดือด แต่ก็ยังต้องพัวพันกับชายหนุ่มและความรักอยู่ดี – ซึ่งเนื้อหาของมันก็ออกมาโหด มัน ฮาจนแม้แต่ออสเตนก็ยังต้องกุมขมับ (แถมอีตาเกรเฮม-สมิธยังทำขำด้วยการใส่ชื่อออสเตนลงไปในฐานะ ‘ผู้เขียนร่วม’ อีกแน่ะ!) และยิ่งเมื่อมันถูกดัดแปลงมาเป็นหนัง ความป่วนจิตก็ยิ่งทบทวี แต่กระนั้น มันก็ยังถูกชื่นชมว่าทำได้ดีพอสมควร ทั้งในแง่ของการแสดง (ตัวละครเอลิซาเบธรับโดย ลิลี เจมส์ แห่ง Baby Driver, Darkest Hour), มุกตลกบ้าบอ และโปรดักชั่นสุดอลังการงานสร้าง

 

Bridget Jones’s Diary

(2001, ชารอน แม็กไกวร์)

หลายคนคงลืมไปแล้วว่า อันที่จริง หนังโรแมนติกคอมิดี้ชื่อดังร่วมสมัยที่ช่วยแจ้งเกิดนักแสดงสาว เรเน เซลล์เวเกอร์ อย่าง Bridget Jones’s Diary นั้น มีความเกี่ยวพันกับนิยาย Pride and Prejudice อย่างลึกซึ้ง เพราะมันถูกดัดแปลงมาจากนิยายขายดีชื่อเดียวกันในปี 1996 ของ เฮเลน ฟีลดิง -หนึ่งในทีมผู้เขียนบท- ซึ่งเป็นการตีความนิยายเรื่องนี้ของออสเตนเสียใหม่ โดยใช้ตัวละครสาวทึนทึกที่ชื่อ บริดเจต โจนส์ มาเป็น ‘ร่างทรง’ ของแม่สาวเอลิซาเบธในยุคปัจจุบัน ทั้งนี้ก็เพื่อตั้งคำถามกับค่านิยมคร่ำครึที่สังคม(ยังคง)มีต่อสถานะต่างๆ ของเพศหญิง โดยเฉพาะการไปกะเกณฑ์ว่าพวกเธอควรต้องมีคู่และแต่งงานก่อนอายุ 30 – ซึ่งหากยังจำกันได้ ตัวละคร ‘ผู้ชายในฝัน’ ของบริดเจตก็ยังใช้นามสกุลว่า ดาร์ซี (รับบทโดย โคลิน เฟิร์ธ) แบบเดียวกับพ่อพระเอกปากร้ายใน Pride and Prejudice อีกเสียด้วย (ซึ่งบุคลิก ‘ปากร้ายแต่จิตใจดี’ นี้ได้ตกไปอยู่กับชายหนุ่มคู่กัดของบริดเจตในเรื่อง-ที่แสดงโดยหนุ่ม ฮิวจ์ แกรนต์-แทน)