Anand Patwardhan Documentary Club Filmvirus อานันด์ แพตวาร์ธัน

‘ความเปลี่ยนแปลงมาจากคนที่อดทนขมขื่น’ รัฐ หนัง และความรุนแรงโดย อานันด์ แพตวาร์ธัน

Home / Bioscope focus / ‘ความเปลี่ยนแปลงมาจากคนที่อดทนขมขื่น’ รัฐ หนัง และความรุนแรงโดย อานันด์ แพตวาร์ธัน

เรื่องโดย พิมพ์ชนก พุกสุข / ภาพโดย พณะ หะรารักษ์

สำหรับรัฐบาลอินเดีย ชื่อของ อานันด์ แพตวาร์ธัน อาจเป็นหนึ่งในคนทำหนังไม้เบื่อไม้เมามากที่สุดคนหนึ่งที่รัฐต้องเผชิญ อันเนื่องมาจากว่า ตลอดสี่ทศวรรษในอาชีพนักทำหนังสารคดีของอานันด์ ไม่มีแม้สักครั้งที่เขาจะหันเหไปทำเรื่องอื่นที่ห่างไกลจากการวิพากษ์วิจารณ์รัฐ ศาสนาและความรุนแรงในอินเดีย ประเทศที่เต็มไปด้วยความหลากหลายของผู้คน ลัทธิและความเชื่อ ไม่มากก็น้อย ความขัดแย้งจากขั้วตรงข้ามทางความคิดประสานงานกัน ณ ที่ใดที่หนึ่งในสังคมเสมอ และลงเอยด้วยความรุนแรง บาดเจ็บ เลยเถิดไปจนถึงล้มตาย บ่อยครั้งก็ภายใต้สายตารู้เห็นจากรัฐ

และอานันด์คือผู้บันทึกเหตุการณ์เหล่านั้น เขาเล่าเรื่องอย่างซื่อตรงมากจนอีกด้านหนึ่งก็ราวกับหนังของเขาเป็นสารส่งตรงไปถึงมือของรัฐว่าเขาไม่เห็นด้วยกับแนวคิดที่สนับสนุนความรุนแรงของรัฐ และนั่นเองที่ทำให้หนังหลายต่อหลายเรื่องของอานันด์โดนแบนหรือโดนเซ็นเซอร์ ซึ่งเขาพร้อมกัดฟันสู้ยิบตาเพื่อปกป้องไม่ให้หนังสารคดีของเขาถูก ‘บิดเบือน’ ไปด้วยน้ำเสียงของรัฐ อย่าง Bombay: Our City (1985) ที่ว่าด้วยเจ้าหน้าที่รัฐและความรุนแรงในเมืองบอมเบย์ ก็ถูกสั่งห้ามไม่ให้ออกฉายทางโทรทัศน์จนอานันด์ต้องฟ้องร้องต่อความไม่เป็นธรรมในครั้งนี้

ผมไม่มีทางยอมให้ใครมาเซ็นเซอร์หนังของผมได้หรอก” เขาว่า “ถ้าผมฉายเวอร์ชั่นเต็มแบบถูกต้องไม่ได้ ผมก็จะลอบฉายเอา แต่จะไม่ยอมให้ใครมาเซ็นเซอร์เด็ดขาด”

อานันด์ แพตวาร์ธัน

และเมื่อวันที่ 20-21 กรกฏาคมที่ผ่านมา Documentary Club, Filmvirus ด้วยการสนับสนุนของกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เพิ่งจะจัดฉายหนังที่ถึงเลือดถึงเนื้อที่สุดของอานันด์อย่าง Father, Son and Holy War (1995) ที่ว่าเรียงร้อยประเด็นศาสนาและความรุนแรงที่เกิดขึ้นในอินเดียผ่านแนวคิดชายเป็นใหญ่ได้อย่างทรงพลัง และ War and Peace (2002) ที่วิพากษ์การทดลองระเบิดนิวเคลียร์ของอินเดียภายใต้ความขัดแย้งระหว่างประเทศกับปากีสถาน และประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยไม่อาจทำอะไรได้

และเนื่องในโอกาสนี้ BIOSCOPE จึงชวนอานันด์มาพูดคุยถึงความขัดแย้ง ความรุนแรงและความท้าทายในฐานะคนทำหนังที่เขาต้องเผชิญ ในสังคมที่ปิดกั้นไม่ให้เขาได้เล่าในสิ่งที่อยากเล่า… แบบที่เราๆ กำลังเผชิญ

 

ดูเหมือนหนังของคุณมักพูดถึงเรื่องศาสนาและความรุนแรงอยู่บ่อยๆ

มันมีผสมระหว่างศาสนา ความรุนแรง ความเป็นชายและอัตลักษณ์ของสังคมที่ให้คุณค่ากับความเป็นชายอย่างมากผ่านศาสนาและความเชื่อ เพราะอินเดียในตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ตั้งแต่ยุค 1980 เกิดความรุนแรงระหว่างฮินดูกับมุสลิมขึ้นหลายครั้งหลายคราว ผมเลยอยากทำหนังที่ว่าด้วยอัตลักษณ์ของศาสนาเหล่านี้ โดยเฉพาะสังคมที่ถูกครอบงำโดยฮินดูอย่างอินเดีย 80 เปอร์เซ็นต์ของชาวอินเดียนั้นนับถือศาสนาฮินดู และยิ่งเพิ่มมากขึ้นมหาศาลในช่วงปี 1980 ที่อัตลักษณ์ความเป็นฮินดูนั้นขยับขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ทุกศาสนานั้นล้วนพูดถึงมุมมองของความสันติ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็มีแง่มุมที่สามารถจำไปใช้อ้างเพื่อฆ่าฟันกันได้ ผมคิดว่าทุกวันนี้ศาสนาได้กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองไปแล้ว อย่างปี 1947 ฮินดูก็เคยใช้ความเป็นฮินดูสุดโต่งร่วมมือกับจักรวรรดิอังกฤษเพื่อตั้งรัฐบาล โดยไม่ได้คำนึงถึงเรื่องความเป็นเอกราชของอินเดีย แต่พวกเขาอยากให้ฮินดูได้พื้นที่ในทางการเมืองมากกว่าศาสนาอื่นเฉยๆ ศาสนาและชาติจึงถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองมาโดยตลอด

คุณเองก็เป็นผู้ชาย ทำไมสนใจทำหนังที่วิพากษ์ความเป็นชาย

ผมมองว่าความเป็นชาย (masculinity) มีปัญหาในตัวมันเองนะ เด็กผู้ชายถูกสั่งสอนให้โตมาแบบใดแบบหนึ่งซึ่งมันไม่ดีกับตัวผู้ชายเองเหมือนกัน พวกเขาถูกสอนมาว่าการจะเป็นชายได้นั้นต้องฆ่าคน ต้องแข็งแกร่ง มันเป็นไอเดียการสร้างความเป็นชายที่เป็นทางลบมากๆ และละเลยความเท่าเทียมของผู้หญิงกับผู้ชาย ซึ่งผมมองว่าถ้าความเท่าเทียมเกิดขึ้นได้เมื่อไหร่ ความรุนแรงก็ลดน้อยลงเมื่อนั้นครับ

 

ความขัดแย้งและความรุนแรงต่างๆ ในอินเดียมันทำให้คุณทำหนังได้ยากขึ้นไหม

ใช่ครับ มันทำให้เราทำหนังได้ยากขึ้น แต่ในเวลาเดียวกันมันก็น่าสนใจ เพราะเหตุผลนี้แหละที่ทำให้ผมอยากทำหนัง เพื่อจะได้หยุดความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคม ความรุนแรงที่เกิดขึ้นมันหนักหน่วงมาก อาจจะมากกว่าที่ไทยด้วยซ้ำไป ในอินเดีย ชนกลุ่มน้อยอย่างมุสลิมเป็นฝ่ายโดนโจมตีบ่อยครั้ง ซึ่งมันก็เกิดจากกองทัพฝ่ายขวาที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนาด้วยนั่นแหละ อย่างหนังเรื่อง Father, Son and Holy War มันก็ว่าด้วยเรื่องนี้ คือเรื่องความเป็นชายในกองทัพ ผู้ชายต้องแข็งแกร่ง แข็งแรง กราดเกรี้ยว ซึ่งทุกอย่างนี้มันส่งผลและสืบเนื่องมา

แล้วที่สำคัญคือ รัฐบาลอินเดียนี่เองที่เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาเหล่านี้ เนื่องจากพวกเขาส่วนมากเป็นฝ่ายขวาชาวฮินดู และตอนนี้ฝ่ายขวาก็เป็นฝ่าย empower สังคม พวกเขาคือผู้ออกกฎในสังคม

 

คุณคิดว่าฝ่ายซ้ายจะยึดพื้นที่ทางอำนาจคืนมาได้ไหม

มันไม่จำเป็นว่าต้องเป็นฝ่ายซ้ายเสมอไปนะครับ เพียงแค่พวกฝ่ายซ้ายคือตัวเลือกที่ดีกว่าในมือเราเท่านั้น คิดดูสิ มันคือการปะทะกันของคนที่เชื่อว่าศาสนาและความเชื่อคือสิ่งนิยามคนเรา กับคนที่ไม่แยแสสักนิดว่าคุณจะเชื่ออะไร ศาสนาอะไร มองแค่ทุกคนเท่ากัน

หนังส่วนมากของผมโดนแบน หรือไม่ก็ถูกรัฐบาลพยายามจะเซ็นเซอร์มัน ตัดบางส่วนออก แต่เราสู้ยิบตาเป็นเวลาหลายปีเพื่อให้หนังได้ฉายหรือไม่ถูกตัดทอนออก แน่ล่ะว่าก็มีคนทำหนังบางคนที่ตัดสินใจเซ็นเซอร์ตัวเองเสียเลยเพื่อไม่ให้หนังตัวเองโดนแบน แต่ผมพยายามอย่างมากที่จะไม่เซ็นเซอร์ตัดทอนตัวเองแบบนั้น ผมจะพูดในสิ่งที่ผมอยากพูดและจะสู้ยิบตาเพื่อเรื่องนั้นเสมอ และหากว่าหนังมันจะออกฉายอย่างถูกต้องไม่ได้ ผมก็จะแอบฉายมันอย่างลับๆ แทน แต่ผมจะไม่เซ็นเซอร์ตัวเองเด็ดขาด ไม่เลย ผมจะทำหนังทำไมถ้าผมไม่นำเสนอความจริง ถ้าเป็นอย่างนั้นผมคงไม่ทำหนังอีกต่อไปแล้ว ถ้าเราไม่ได้รับอนุญาตให้พูดความจริง อย่างนั้นจะทำหนังไปเพื่ออะไรกัน

 

ที่ผ่านมาอินเดียเองมีปัญหาการใช้ความรุนแรงบ่อยครั้ง มองว่าหนังของคุณสามารถเปลี่ยนแปลงเรื่องพวกนี้ได้ไหม

หลายสิบปีที่ผ่านมา ผมทำหนังมาตลอดและบางทีมันก็ไม่ได้ไปเปลี่ยนแปลงอะไรในสังคมเลย แต่ว่านะ มันไม่จริงหรอกที่ว่ามันเปลี่ยนอะไรไม่ได้ ผมเจอคนหลายคนที่ดูหนังของผมแล้วบอกว่าเขาเปลี่ยนความคิดหลังจากนั้น มันอาจจะส่งผลต่อคนกลุ่มเล็กๆ ที่ได้ดูหนัง แค่ว่าคนมาดูหนังไม่มากพอจะส่งผลให้เปลี่ยนแปลงอะไรได้ในเร็ววันเท่านั้นเอง ผมว่าถ้าคนมาดูหนังมากพอ สังคมก็เปลี่ยนแปลงได้เหมือนกัน

ที่ผมทำหนังมาตลอด ตั้งคำถามมาตลอด มันไม่ใช่เพราะผมเข็มแข็งหรืออดทนอะไรเลย ผมแค่สนุกกับมัน (ยิ้ม) หากคุณสนุกกับสิ่งที่ทำแล้ว ไม่ว่าผลลัพธ์มันจะออกมาเป็นยังไง คุณก็ยังสนุกกับมันได้อยู่ดีแหละ จริงไหม

คนที่ถูกเรียกว่าศิลปินอย่าง ปาโบล ปิกัสโซ (ศิลปินชาวสเปน) หรือคนอื่นๆ พวกเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงสังคมในทันทีทันใด แต่สิ่งที่เขาเปลี่ยนคือวิธีการมองงานศิลป์ของผู้คน มันไม่จำเป็นเสียหน่อยที่เราต้องเปลี่ยนโลกทั้งใบให้ได้ มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่เราจะเปลี่ยนแปลงสังคมครั้งใหญ่โดยการลงมือทำเพียงครั้งเดียว เวลาเราบอกว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว มันเปลี่ยนยังไงล่ะ อย่างคุณอ่านหนังสือ มันก็อาจจะส่งผลต่อวิธีคิดคุณแต่ไม่ได้แปลว่าพรุ่งนี้คุณจะลุกขึ้นไปล้มรัฐบาลนี้เสียหน่อย (หัวเราะ)

 

สนใจทำหนังที่ไม่ใช่การเมืองบ้างไหม

(คิด) น่าจะยังอีกนานนะครับ ผมสนใจการเมืองและสังคมเสมอ แต่ถ้าหากไม่มีแรงจูงใจหรือไม่มีเรื่องที่สนใจ ผมก็แค่ไม่ทำหนัง

ผมสนใจประเด็นสังคม การเมือง เพราะว่าประเทศอย่างอินเดียนั้นมีความเหลื่อมล้ำ มีเรื่องผิดปกติเกิดขึ้นเสมอ สักที่ใดที่หนึ่ง เพราะฉะนั้นผมเลยต้องเผชิญกับเรื่องที่รู้สึกว่ามันควรจะเปลี่ยนแปลงได้แล้วอยู่เกือบตลอดเวลา

 

คุณว่าทำไมคนเราถึงอดทนกับความเหลื่อมล้ำได้ขนาดนั้น

ในอินเดียก็มีชนชั้นกลางกับชนชั้นนำจำนวนมาก ที่พร้อมใจกันเงียบเสียงเพราะพวกเขาได้รับผลประโยชน์จากทุกเรื่องรอบตัวอยู่แล้ว ทุกอย่างในชีวิตพวกเขามันสะดวกสบาย มีเงินมากพอจะซื้อข้าวของราคาแพง พึงพอใจที่ได้ดูโทรทัศน์อย่างสงบๆ มีชีวิตแบบทุนนิยมเต็มตัว พวกเขาจึงไม่ได้อยากตั้งคำถามซับซ้อนอะไรกับชีวิต แต่ชีวิตของคนจนและชนชั้นแรงงานไม่ได้เป็นแบบนั้น หากจะมีความเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้นในสังคม มันก็ต้องมาจากคนที่ขมขื่นอดกลั้นนี่แหละ คนที่ไม่เจ็บปวดในชีวิตนั้นจะไม่ยอมเปลี่ยนแปลงอะไรหรอก

ยกตัวอย่างประเทศจีนก่อนก็ได้ ลืมประเทศไทยไปสักเดี๋ยวนะ นั่นก็เป็นประเทศที่รัฐมีอำนาจในการสั่งห้ามผู้คนรู้เห็นอะไรต่อมิอะไรมากมายนัก แน่ล่ะว่ามีคนที่ตั้งคำถามและพวกเขาก็เดือดร้อนเพราะสิ่งนี้ และบางคนก็ไม่ยอมตั้งคำถามเพราะรู้ดีว่าจะต้องเจอกับเรื่องยากลำบากแน่นอน แต่มันก็มีคนที่พร้อมแบกรับความเสี่ยงเหล่านี้ด้วยการพูดสิ่งที่พวกเขาคิด แต่มันก็จะมีบางคนที่รอคอยจนกว่าความเปลี่ยนแปลงจะมาถึง แล้วพวกเขาจึงได้มีโอกาสพูด